PDA

View Full Version : มาแล้วๆ นิยายของฉัน [บทที่ 112 หน้าที่ 78 ตุ๊กตามีหัวใจ][DotA]



Pages : 1 2 3 4 [5]

[M]agician
17-06-2010, 10:37 PM
corpion ]
ขยันอัพขิงๆอ่ะว่าน ผิดกะใครบางคนแถวนี้เลยอ่ะ :605:


แฮมอะแหละ :1121:

KillerSpree
17-06-2010, 10:42 PM
1000 Rep แล้ว
นิยายเรื่องนี้!
:1117: :1117:

[M]agician
18-06-2010, 06:29 AM
ไม่ครบ 1,000 หน้าสักที :014:

panumasZ
19-06-2010, 01:02 AM
[color=#CCFFFF]

ฉลองพันเรปของ เซอร์วิสสักตอนสิ :019: :019: :019: :019: :019: :019:

[M]agician
20-06-2010, 12:01 PM
หายไปนานเกิน :003:

-[InForMaTioN]-
25-06-2010, 06:37 PM
[color=#CCFFFF]

ถ้าโดนล็อคกระทู้เพราะเจ็ดวันจะงอนคนอ่านไหมเนี่ย = =

เอ้า ขุดให้ 1 จิ๊ก :018:

lanayao_O
25-06-2010, 09:41 PM
แหะๆๆ หายไปตั้งนาน

ยังสนุกเหมือนเดิมน่อ

KillerSpree
27-06-2010, 10:09 AM
ฮ่ะ
ช่วงนี้ เรียนเยอะมาก
ขึ้นมหาลัยแล้ว + ไปอยู่หอ อาจจะไม่ได้เข้ามาวนเวียนสักพัก
:P

lanayao_O
27-06-2010, 06:00 PM
ฮ่ะ
ช่วงนี้ เรียนเยอะมาก
ขึ้นมหาลัยแล้ว + ไปอยู่หอ อาจจะไม่ได้เข้ามาวนเวียนสักพัก
:P
ไม่น้า................................................................... :022: :022: :022: :022: :022:

-[InForMaTioN]-
29-06-2010, 09:09 PM
[color=#CCFFFF]

รีบๆแล้วกันนะ

-[InForMaTioN]-
04-07-2010, 03:37 AM
[color=#CCFFFF]

ขออนุญาติ ขุดนะครับ

KillerSpree
04-07-2010, 12:10 PM
96

พวกเราเริ่มเดินทางกันอีกครั้งหลังจากที่ทำศึกกับคาเอลและได้รับชัยชนะ แต่การเดินทางครั้งนี้อาจจะดูแปลกมากขึ้น(นิดหน่อย) เพราะยัยรีไลย์กลายเป็นโลลิค่อนไปเสียแล้ว และเธอกำลังนั่งเล่นกับเจ้าปัคกี้อย่างสนุกสนาน ฉันและสเวนไม่ได้พูดคุยกันเลยหลังจากเสร็จการต่อสู้ เหมือนกับว่าเราไม่มีอะไรจะพูดกันมากกว่า หรือเขากำลังโกรธฉันอยู่ ไม่รู้สิ ส่วนลึกๆในใจของฉันมันบอกแบบนี้ จะว่าไปเขาก็ไม่น่าจะโกรธฉันเพราะเรื่องแบบนี้หรอกนะ เพราะฉันอุตส่าห์ทุ่มเททั้งหมดเพื่อเขา.. หรือว่าเขาโกรธฉันที่ฉันปิดบังความลับเอาไว้อยู่ ฉันหยิบสร้อยพรแห่งเทพขึ้นมาดูอย่างเหม่อลอยพร้อมกับอ่านข้อความที่อยู่บนสร้อยนั้นซึ่งเป็นเหตุชนวนทำให้ความลับฉันถูกเปิดโปง
'ชีวิตนี้..พระเจ้าประทานมา และจะแตกดับเมื่อท่านลงมาจุติ'
พลังที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ทั้งโลก... นี่เองหรือที่เจ้าพวกลิช คิง นั่นต้องการนักต้องการหนาแล้วก็คาเอลที่เพิ่งตายไปด้วย... แล้วแบบนี้ฉันจะรอดมั้ยเนี่ย ถึงสเวนจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่พวกทหารของลิช คิงก็เยอะยั้วเยี้ยเหมือนหนอนเหมือนปลวก แถมหลังๆมานี่พวกนั้นยิ่งเก่งกาจขึ้นด้วย ต้องรีบทำภารกิจให้เสร็จสิ้นแล้วรีบเดินทางกลับค่าย Sentinel ดีกว่า เพราะนี่ก็เหลือแค่หมู่บ้านเดียวเท่านั้น

"เย้~ เห็นหมู่บ้านแล้ว~!" เสียงของยัยรีไลย์ร่างเด็กตะโกนขึ้นมาพร้อมกับค่อยๆคลานไปอยู่บนหัวของเดเวี่ยน
"ยัยบ้า กลับมานี่ เดี๋ยวก็ร่วงหรอก!" ฉันค่อยๆคลานไปหายัยบ้านั่นอย่างใจเย็น เดเวี่ยนเองก็พยายามสะบัดหัวตัวเองเบาๆเพื่อส่งยัยรีไลย์นั่นมาให้ฉัน และสายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้าให้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งออกไปไม่ไกลนัก นั่นคงจะเป็นหมู่บ้านของพวกโทรลล์สินะ หมู่บ้านสุดท้ายของภารกิจ
"วี้~~! ดีใจจัง!" ยัยรีไลย์กระโดดไปมาอยู่บนหน้าของเดเวี่ยน และชั่ววินาทีนั้นเอง
"เย้~!!!"
ร่างของยัยนั่นร่วงลงไปแล้ว!!!!!
"เฮ้ย!!!!" ยัยบ้าเอ้ยย~!!
พรึบ~! ในฉับพลันทันที เดเวี่ยนตรงดิ่งไปหาร่างของรีไลย์ทันทีที่กำลังร่วงลงไปโหม่งพื้น ฉันและสเวนเกาะหลังของเดเวี่ยนเอาไว้อย่างแน่นหนา โว้ยย~!! เอาอีกแล้ว~!!
"กรี๊ดดด~!! ช้าๆหน่อย เดเวี่ยน!!!!" ฉันพยายามตะโกนเรียกสติของเดเวี่ยน แต่เขาไม่ได้ใส่ใจกับเสียงของฉันเลย สิ่งที่เขาสนใจเพียงอย่างเดียวคือกำลังพุ่งไปรับตัวของรีไลย์ ดูหน้าของยัยนั่นสิ ดูมีความสุขจังเลย ยังยิ้มได้อีกนะหล่อน!!
"เย้~! ลมเย็นจังเลยย~!!" ยัยนั่นกำลังมีความสุข แต่ฉันกับสเวนนี่สิกำลังจะตายเพราะความเร็วของเดเวี่ยนเนี่ยแหละ อ๊ากก! ขึ้นมาเมื่อไหร่ฉันจะจับตีให้เข็ดเลยยัยเด็กเพี้ยน!
หมับ!
เดเวี่ยนยื่นอุ้งเท้าของเขาไปรับร่างของเดเวี่ยนมาได้สำเร็จก่อนจะค่อยๆลดความเร็วลง แต่ในจังหวะนั้นนั่นเองที่ฉันไม่ได้ตั้งตัวและมือของฉันก็หลุดออกจากแผ่นหลังของเดเวี่ยนและร่างของฉันก็ค่อยๆลอยกระเด็นไกลออกไป นี่ฉัน..นี่ฉันกำลังร่วงหรอเนี่ย!!!?
"กรี๊ดดดด~!!!!"
"รอยยิ้ม!!" สเวนแหกปากลั่นพอๆกับที่ฉันกรีดร้องออกมา ภาพของพวกสเวนและเดเวี่ยนเริ่มไกลออกไปเรื่อยๆเหมือนฉันกำลังตกเหว พื้นด้านล่างเริ่มใกล้เข้ามาทุกทีๆ นี่ฉันจะมาตายเอาอีแบบนี้หรอ!!!?
พรึบ!
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อฉันเหลือบไปเห็นสเวนกำลังกระโดดตามร่างของฉันมาติดๆพร้อมๆกับเดเวี่ยนที่เริ่มรู้ตัวว่าฉันร่วงลงไป กลายเป็นว่าทุกคนกำลังไล่ตามฉันมาอย่างรวดเร็ว สเวนพุ่งตัวดิ่งมาทางฉันและพยายามไขว่คว้าร่างของฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับฉันที่พยายามตะเกียดตะกายจับมือของเขา มังกรเดเวี่ยนพุ่งตรงมาทางพวกเราเช่นกัน และอีกเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นที่ร่างของฉันจะกระแทกลงบนพื้น
หมับ!
และแล้วในที่สุดสเวนก็สามารถจับมือของฉันเอาไว้ได้สำเร็จก่อนที่เขาจะดึงตัวฉันแล้วกอดเอาแน่น พร้อมรับแรงกระแทก
"บ้าจริง!!"
"กรี๊ดดด~!!!!"
เดเวี่ยนพุ่งมายังพวกเราก่อนจะค่อยๆโอบอุ้มร่างของฉันและสเวนเอาไว้ก่อนที่พวกเราจะโหม่งถึงพื้น แต่ทว่าก็สายเกินไปที่จะหักลำตัวขึ้นบินอีกครั้งและนั่นเองที่ทำให้...
โครมมม~!! ครืดด~
ร่างของเดเวี่ยนกระแทกลงบนพื้นอย่างแรงพร้อมกับถไลไปตามพื้นอย่างรุนแรง เกิดควันตลบอบอวนไปทั่วบริเวณและตัวของฉันก็เริ่มที่จะหายใจไม่ออก ไอ้สเวนนั่นกอดฉันแรงไปมั้ยเนี่ย!?
"เย้ๆ! สนุกๆ เอาอีกๆ!!!" ยัยรีไลย์ที่ไม่มีแม้แต่รอยแผลขีดข่วนกำลังกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างมีความสุขพร้อมกับแหกปากลั่นออกมา ควันทั้งหลายเริ่มสลายหายไปอย่างช้าๆ และทำให้ฉันเริ่มเห็นบรรยากาศรอบตัว
ฉันกำลังนอนขึ้นคร่อมร่างของสเวน (!!!)
เดเวี่ยนกลับคืนเป็นร่างมนุษย์พร้อมกับนอนหมดสภาพ
ยัยรีไลย์กำลังกระโดดโลดเต้น
ปัคกี้กำลังบินไปบินมาอยู่บริเวณตัวของเดเวี่ยน
"ปล่อยได้แล้ว สเวน!!" ฉันพยายามแกะแขนของสเวนออกพร้อมกับรีบตรงดิ่งไปหาเดเวี่ยนอย่างรวดเร็ว สภาพของเดเวี่ยนในตอนนี้มีแต่แผลเต็มไปหมด ชุดเกราะของเขามีแต่รอยขรูดของหินและเปรอะไปด้วยดินทราย เจ้าปัคกี้บินไปเกาะที่หลังของเดเวี่ยนก่อนจะค่อยๆโปรยละออกบางอย่างออกมาปกคลุมร่างของเดเวี่ยน และนั่นเองที่ทำให้รอยแผลหรือรอยขีดข่วนต่างๆมลายหายไปจนหมดสิ้น มหัศจรรย์จริงๆเจ้ามังกรน้อยตัวนี้
"ทำดีมากเจ้าปัคกี้ลูกแม่!" ฉันคว้าร่างของมังกรมากอด ปัคกี้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แต่ทำไมที่บริเวณคอของฉันมันรู้สึกโล่งๆแปลกๆแฮะ ฉันรีบสำรวจร่างกายตัวเองทันทีและก็พบว่าสร้อยพรแห่งเทพหายไปแล้ว!!
"เฮ้ย!! สร้อยฉันล่ะ!!?" ฉันแหกปากโวยวายทันทีก่อนจะเริ่มควานหาตามพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
"หานี่อยู่รึ รอยยิ้ม" เสียงของสเวนเอ่ยขึ้นมาและเมื่อฉันหันไปตามเสียงของเขา ก็พบว่าในมือของเขามีสร้อยพรแห่งเทพอยู่ในมือ ฉันยิ้มออกมาทันทีก่อนจะตรงดิ่งไปรับสร้อยนั่นมา แต่จู่ๆสเวนก็หันหลังให้ฉันก่อนจะ...
ฟิ้ว~!
ขว้างสร้อยนั่นทิ้งออกไปไกลแสนไกล
"เฮ้ย!! นายทำอะไรของนายน่ะ!!!" ฉันแหกปากลั่นพร้อมกับมองสร้อยนั่นที่ไกลออกไปแสนไกล ทำไมนายต้องแบบนี้!?
"เพราะถ้าเจ้าไม่มีพลังนั่น เจ้าก็ไม่ต้องตายและข้าก็ไม่ต้องการพลังนั่นเช่นกัน..." สเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆพร้อมกับก้มมองฉันด้วยสายตาเรียบเฉย ถ้าไม่มีพลังนั่น นายคงไม่ได้มายืนอยู่แบบนี้หรอกแล้วที่ฉันทุ่มเทปกป้องนายไปมันจะเพื่ออะไรกันล่ะ!?
"นายไม่เข้าใจใช่มั้ยว่าไม่มีพลังนั่น นายคงไม่ได้ฟื้นมาอยู่แบบนี้หรอก!?"
"แล้วเจ้าจะทำไมล่ะ! ข้าน่ะเป็นทหาร ยังไงเสียวันใดวันหนึ่งก็ต้องตายในสงครามอยู่ดี ข้าไม่ได้มีชีวิตยืนยงคงกระพันธ์หรอกนะ!!" สเวนตอกกลับฉันมาจนฉันหน้าเสีย
"นายมันไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ..." ฉันกระซิบด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ สเวนมองหน้าฉันด้วยความสงสัย
"..."
"นายไม่เข้าใจเลยสินะว่าสำหรับฉันแล้ว นายน่ะ..นายน่ะ.." ฉันกำลังจะเปล่งเสียงพูดออกมาแต่กลับถูกใครบางคนชิงพูดเสียก่อน

"โย่ว!~ ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นอ่ะ~?" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมา และเมื่อฉันหันกลับไปมองก็พบว่าใครบางคนกำลังวิ่งตรงมาทางพวกเราอย่างรวดเร็ว เจ้าของเสียงนั้นมีหน้าตาค่อนข้างน่าเกลียด จมูกยาวแหลม มีเขี้ยวออกมาจากปาก หูยาวทั้งสองข้างและทำผมทรงโทมาฮอว์คสีส้ม...
ทุเรศชิบเลยว่ะ = =
"โว้วๆ~!" มนุษย์สามคนกับออร์คหนึ่งนายหรือนี่!?" เจ้าตัวประหลาดนั่นผงะไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มสำรวจพวกเราทั้งหมด
"โอ๊ะ! แถมยังมีมังกรภูติด้วยหรือนี่ เจ๋งจริงๆฟ่ะ~..แต่สงสัยเจ้ามนุษย์หุ้มเกาะนี่ท่าทางจะกำลังบาดเจ็บสินะ"
"เอ่อ..คือ..." ฉันกำลังจะพยายามแนะนำตัวพร้อมกับจะให้เขาช่วยเหลือพวกเรา
"โอ๊ะ! และเจ้าก็คือฑูติเชื่อสัมพันธ์การสงคราสินะ!? พระเจ้าช่วยนี่มันคณะเดินทางที่พวกชนเผ่าอื่นเขาลือกันนิ เป็นเกียรติมากเลยเพื่อน!" เจ้าตัวประหลาดตัวนั้นเข้ามากอดคอของฉันเหมือนกับว่ามันกับฉันสนิทสนมกันเหมือนเพื่อน แต่แล้วจู่ๆร่างของเขาก็ลงไปกองกับพื้น เพราะสเวนถีบร่างของมันกระเด็นไปนั่นเอง
"อ้อ! ลืมแนะนำตัวเลย ข้าคือ จัค'รากัล นักรบเผ่าโทรลล์ผู้เกรียงไกร~" มันว่าพร้อมกับเก็กหล่ออย่างกวน Teenz ฉันอยากให้สเวนถีบันอีกรอบจัง... ไม่! ฉันเกลียดหมอนั่นแล้ว ฉันไม่อยากนึกถึงหมอนั่นแล้ว สเวนตรงไปหิ้วร่างของเดเวี่ยนที่กำลังนอนสลบอยู่ ยัยรีไลย์ร่างตัวกะเปี๊ยกกำลังคุยอย่างออกรสกับจัค'รากัล เจ้าปัคกี้ค่อยๆบินมาเกาะที่หัวของฉัน
"กลับไปคุยกันต่อที่หมู่บ้านดีกว่า อยู่ตรงนี้นานๆเดี๋ยวข้าจะหมดหล่อ" น้ำหน้าอย่างแกมันยังหลงเหลือคำว่าหล่ออีกหรอ นว่าสเวนน่ะยังหล่อ... ไม่! สเวนน่ะทุเรศกว่าไอ้กร๊วกนี่อีก!
"เจ้าเป็นอะไร" อยู่ดีๆสเวนก็เดินตรงมาหาฉันพร้อมกับหิ้วร่างของเดเวี่ยนมาด้วย
"เปล๊า~ แค่เบื่อขี้หน้าใครบางคนแถวๆนี้ ที่คนเค้าอุตส่าห์ช่วยแทบเป็นแทบายแต่สุดท้ายก็ทำลายน้ำใจกันหน้าด้านๆ!" ฉันตอกใส่สเวนอย่างสะใจก่อนจะรีบเดินตามจัค'รากัลไปพร้อมกับจูงมือรีไลย์ไปด้วย
"พี่สาวๆ เรากำลังจะไปไหนกันหรอก?" รีไลย์ถามด้วยน้ำเสียงเด็กขี้สงสัย
"จะพาเด็กแถวๆนี้ไปเขือดกินก่อนจะเอากระดูกไปให้หมามันแดกจ๊ะ" ฉันพูดด้วยรอยยิ้มน่ากลัวและนั่นเองทำให้รีไลยถึงกับเงียบดริบไปในทันที ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับหล่อนเลยนะย่ะที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
"มาสิจ๊ะ มาเร็วๆ ๆเด็กน้อยน่ารักของพี่" หึๆ วันนี้ยัยรีไลย์ตายคา Teen ฉันแน่
"แงๆ~! เดเวี่ยนช่วยด้วย~!!" ยัยนั่นแหกปากลั่นพร้อมกับพยายาร้องขอความช่วยเหลือจากเดเวี่ยน แกจะไปหวังอะไรกับไอ้คนที่หมดสติอยู่ เดี๋ยวแกจะตายแล้ว หึๆๆๆๆ

"น่ากลัวว่ะ -*-" เดเวี่ยนที่ได้สติมาแอบกระซิบกับสเวนที่กำลังหิ้วร่างของเขาอยู่ สเวนมองหน้าของเด็กสาวอย่างเฉยเมยก่อนจะพยักหน้าตอบกลับไป เขาหันหลังไปมองตำแหน่งที่เขาโยนสร้อยนั่นทิ้งไป จะว่าไป..เขาเองก็ทำไม่ถูกต้องเช่นกันที่ทำแบบนี้กับเธอ ถึงเขาจะพยายามเถียงไปข้างๆคุๆและใช้ความที่ตัวใหญ่กว่าข่มเธอ แต่เธอไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับชีวิตของเธอเช่นกัน เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาเสียสละเพื่อเขา ไม่อยากให้เธอต้องมาคอยปกป้องตลอดเวลา เขาแค่..อยากตอบแทนเธอบ้าง... (แปลกจริงๆ สเวนกับรอยยิ้มต่างคิดว่าตัวเองปกป้องกันเอง) พลังที่เธอมอบให้ เขาไม่อยากได้มันหรอกเพราะทุกครั้งที่เธอใช้พลังนั่น เหมือนกับมีอะไรบางอย่างพุ่งตรงมาหาเขา ไม่ใช่แค่พลังนั่น แต่มันคืออะไรบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ
"จะตามมากันได้หรือยังค่ะ ไอ้พวกบุรุษเพศหน้า Heer!!"

[M]agician
04-07-2010, 04:30 PM
ภาษาน่ะ ภาษา ... :011:

นุกดีถึง ภาษาจะ HEER ไปหน่อยก็เถอะ

[S]corpion
04-07-2010, 06:49 PM
เงิบ :019:

lanayao_O
05-07-2010, 07:16 PM
ขอประเดิมด่าสัสเวรเป็นคนแรก

ปล.เจ๊เปลี่ยน Avatar ใหม่โปรโมตเรื่องเหรอเจ๊

-[InForMaTioN]-
05-07-2010, 11:10 PM
[color=yellow]

ไม่เข้าผมหรอก

เพราะว่าผมเป็นสุภาพบุรุษหน้าหล่อ :1119:

ป.ล.ถ้างั้นผมก็คือ จัค'รากัล ในเรื่องสินะ :019:

[M]agician
07-07-2010, 10:58 PM
รออ่านน่ะ แวะทุกวัน

Except ham fiction .

KillerSpree
07-07-2010, 11:09 PM
97

http://www.youtube.com/watch?v=YhQ_Sb5eLQs&feature=related [OP Thai Ver.]
http://www.youtube.com/watch?v=2rXvsVRhvUI&feature=related [OP Jap. Ver.]

"มาสิๆ ทางนี้ หมู่บ้านของพวกเรารอการมาของเจ้าอยู่" จัค'รากัลเดินนำทางพวกเราทั้งหมดเข้ามายังหมู่บ้านของเขา หมู่บ้านที่นี่เป็นที่โล่งๆเหมือนกับหมู่บ้านพวกก๊อบบลิน เพียงแต่ต้นไม้จะหาดูได้ยากเสียหน่อยซึ่งผิดกับละแวกป่าที่พวกเราผ่านมา พวกเราทั้งหมดเดินตามจัค'รากัลไปเรื่อยๆ หมู่บ้านแห่งนี้พวกโทรลล์หน้าตาค่อนข้างจะเหมือนกันไปเสียหมด แต่ละตัวอาจจะมีแค่สีผมที่แตกต่างกันออกไป เขี้ยวของบางตัวดูสะอาดแต่บางตัวก็ดูสกปรกน่าขยะแขยง ทุกฝีก้าวที่ฉันเดินไป ทุกสายตาจะมองมาที่ฉันและพวกเดเวี่ยนไปเสียหมด เพราะคงประหลาดใจที่เห็นมนุษย์มาเดินป่วนเปี้ยนในที่แห่งนี้ ซึ่งฉันก็ไม่ประหลาดใจเลยแต่ผิดกับยัยรีไลย์ซึ่งตอนนี้กำลังอุ้มเจ้าปัคกี้ว้ในอ้อมแขนพร้อมกับกระโดดโหยงเหยงไปมาอยู่รอบๆตัวเดเวี่ยน สเวนเดินอยู่ข้างๆฉันพลางกวาดสายตามองไปทั่วก่อนจะจ้องเขม็งไปที่จัค'รากัลซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงจ้องแบบนั้น แต่ก็เอาเหอะ ฉันไม่อยากเสวนากับหมอนี่แล้ว อยากจะตัดมิตรไมตรีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ชิ
"แล้วนี่นายจะพาพวกเราไปไหนน่ะ" ฉันวิ่งเข้าไปถามจัค'รากัล
"หัวหน้าเผ่าเรารอเจ้าอยู่น่ะ" จัค'รากัลหันมาตอบฉันและก็เป็นจังหวะเดียวกันที่มีใครบางคนเดินผ่านาพอดี
"อ่า ท่านแม่ทัพ สวัสดียามบ่าย" จัค'รากัลทำท่าโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะตีลังกากลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว ท่านแม่ทัพคนนั้นก็ตีลังกากลางอากาศตอบกลับมาเช่นกัน การทักทายของเผ่านี้ช่างพิศดารเป็นที่สุด แม่ทัพคนนั้นมีร่างกายกำยำเป็นล่ำเป็นสัน มีเขี้ยวยาวกกว่าของจัค'รากัล ผิวกายสีฟ้า ทรงผมโทมาฮอว์คสีแดงและมีหอกเป็นอาวุธประจำกาย
"นี่นะหรือ มนุษย์ที่หัวหน้าเผ่าพูดถึง" มันพูดพร้อมกับก้มลงมองมาที่ฉัน ฉันผงะถอยไปเล็กน้อยและเป็นจังหวะเดียวกันที่มันค่อยๆยื่นมือข้างนึงของมันออกมาแตะที่หัวของฉัน
"นั่นเจ้าจะทำอะไรน่ะ" สเวนชักง้าวของตัวเองออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับจ่อไว้ที่คอของแม่ทัพคนนั้น ทุกคนแตกตื่นกันยกใหญ่และไม่มีใครกล้าพูดแม้แต่สักคนนึง
"..."
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!? มาถึงที่นี่ก็มีเรื่องให้ฉันหนักอกหนักใจเสียเลือดเสียเนื้อกันเลยเร้อ!?
"ตัวเล็ก.. น่ารักน่ากอดดีจริงๆ" จู่ๆแม่ทัพคนนั้นก็โพล่งพูดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่น่าตึงเครียด สเวนยังไม่ลดง้าวออกจากคอของแม่ทัพและพวกโทรลล์ตัวอื่นๆเริ่มกรูเข้ามาที่สเวนพร้อมกับล้อมเขาเอาไว้
"เอ่อ..." ฉันพูดไม่เป็นคำไปเรียบร้อยแล้ว ใครก็ได้ช่วยบอกทีนี่มันเรื่องอะไรกัน!!
"ข้ามีนามว่า ฮัสก้า ยินดีที่ได้พบเจ้านะ รอยยิ้มและเหล่าสหายของเจ้า" ท่านแม่ทัพคนนั้นแนะตัวเองก่อนจะขยี้หัวของฉันและเดินจากไปอย่างเงียบเฉียบ พวกโทรลล์ตัวอื่นๆที่เข้ามากรูสเวนก็ค่อยๆล่าถอยตามฮัสก้าไป อะไรของมันเนี่ย?
"เฮ้อ!" ฉันถอยหายใจออกมาอย่างโล่งอก สเวนค่อยๆเก็บง้าวไว้ที่เดิมและบรรยากาศก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
"ฮ่ะๆ~! ท่านแม่ทัพนี่ชอบทำอะไรที่พวกเราต้องประหลาดใจอยู่เรื่อยเลย" จัค'รากัลหลุดขำออกมาอย่างไม่อายใครซึ่งผิดกับฉันที่จะร้องไห้แร่ไม่ร้องแร่
"ขะ..เขาเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย?" รีไลย์บ่นกระปิดกระปอดอย่างกลัวๆก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆกับเดเวี่ยน เดเวี่ยนก็คงเพิ่งจะหายตกใจเพราะสีหน้าของเขายังดูตื่นตระหนกอยู่เลย
"เอาล่ะๆ ไปกันต่อเถอะ เดี๋ยวท่านหัวหน้าเผ่าจะรอนาน" จัค'รากัลว่าก่อนจะเดินนำทางพวกเราต่อไป เผ่านี้ชัดพิลึกกึกกือเป็นที่สุดเลยสำหรับฉัน

"ข้าพาตัวพวกเขามาแล้วท่านหัวหน้าเผ่า" จัค'รากัลเดินเข้าไปในกระโจมหลังใหญ่หลังหนึ่งซึ่งประดับตกแต่งไปด้วยเครื่องใช้หน้าตาแปลกๆมากมาย ทั้งสัตว์สตาฟฟ์ หน้ากากรูปทรงแปลกๆและอาวุธอีกมากมายหลายอย่าง นี่ยังไม่รวมพวกไม้เท้าที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกๆ อีกหลายสิบอัน เขาคงมีสไตล์การตกแต่งห้องที่พิศดารมากๆเลยสินะ
"มาแล้วรึ"
"กรี๊ดดด!!" ฉันร้องกรี๊ดพร้อมกับรีบเข้าไปกอดแขนของสเวนทันที แต่เมื่อนึกขึ้นได้ฉันจึงรีบสลัดตัวเองออก สเวนมองหน้าฉันอย่างงงๆ
"อืม เอาใหม่ กรี๊ดด!!" ฉันร้องกรี๊ดอีกรอบก่อนจะเข้าไปกอดแขนเดเวี่ยนแทนซึ่งเขาก็ทำหน้างงๆก่อนจะมองหน้าสเวน หน้าตาของสเวนเต็มไปด้วยความเชยเมยแต่แฝงไปด้วยแรงอาฆาตอย่างบอกไม่ถูก ชิ! เกลียดแกไอ้สเวน
สิ่งที่ฉันเพิ่งเห็นไปนั่นก็คือตัวประหลาดตัวนึงห้อยหัวลงมาจากทางด้านบนและกำลังจ้องหน้าของฉันอยู่ เขาค่อยๆโรยตัวลงมาช้าๆก่อนจะเกาหัวแกร่กๆอย่างงงๆ หน้าของตัวประหลาดตัวนั้นไว้หนวดยาว มเขี้ยวเหมือนจัค'รากัล ผิวสีฟ้าอ่อนแต่ไม่ได้ไว้ผมทรงโทมาฮอว์คแบบคนอื่นๆเขา
"พวกเจ้านี่ท่าจะเพี้ยนนะ" หัวหน้าเผาคนนั้นพูดขึ้นมาก่อนจะเดินนำลิ่วไปยังเก้อี้นวมตัวนึงซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมห้องก่อนจะเชื้อเชิญพวกเราทกคนให้ไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะรับแขกซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลมากนัก พวกเราเดินไปที่เก้าอี้อย่างกล้าๆกลัวๆ เขาเรียกจัค'รากัลให้ไปเอาอะไรสักอย่าง ก่อนจะค่อยๆยิ้มมาให้พวกเราอย่างน่ากลัว แต่จริงๆแล้วเขาคงยิ้มมาให้พวกเราอย่างจริงใจละมั้ง
"เดินทางกันมาคงเหนื่อยสินะ" เขาถามอย่างสุภาพ ฉันพยักหน้าตอบกลับไปและเป็นจังหวะเดียวกันที่ยัยรีไลย์ร้องกรี๊ดเสียงแหลมออกมา เหมือนยัยนั่นไปแตะไหใบหนึ่งจนมันหล่นลงมาแตก มีแมลงหน้าตาแปลกๆเดินออกมาจากไหนั่นยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ฉันร้องกรี๊ดออกมาก่อนจะรีบตะเกียดตะกายขึ้นหนีไปบนเก้าอี้ตัวเอง พวกมันเริ่มบินว่อนไปทั่วบริเวณสร้างความสยดสยองให้ฉันเป็นอย่างมาก เดเวี่ยนพยายาดปัดพวกมันไปไกลๆแต่สเวนกลับไม่ค่อยใส่กับมันสักเท่าไหร่พร้อมกับทำหน้าตาหน่ายใจ ยัยรีไลย์ร้องไห้อยู่บนพื้น แมลงหลายตัวเกาะติดตามตัวเธอจนมองไม่เห็นร่างของเธอแล้ว
"เอาล่ะๆ หมดเวลาเล่นแล้วๆ" เสียงของหัวหน้าเผ่าพูดแทรกขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ความวุ่นวาย และมันก็ยกมือขึ้นเหนือหัวก่อจะดีดนิ้วตัวเองดังเป๊าะ ฉับพลันในทันทีแมลงทั้งหลายทั้งมวลก็หายไปในพริบตา และไหที่เคยแตกก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิม ฉันค่อยๆมองไปทั่วบริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีแมลงพวกนั้นหลงเหลืออยู่แล้ว
"นะ..นั่นมันคืออะไร?" ฉันเอ่ยปากถามอย่างกลัวๆ หัวหน้าเผ่ายิ้มนิดๆก่อนจะหัเราะร่วนออกมา
"นั่นคือแมลงล้างคำสาปน่ะสิ พวกมันหายากแล้วก็เลี้ยงดูยากเอาการเลยทีเดียว" มันเริ่มพูดก่อนจะอธิบายแมลงพวกนั้นเสร็จสรรพซึ่งฉันไม่อยากจะรู้เลย
"โอ้ย~ เกิดอะไรขึ้น" เสียงของยัยรีไลย์ดังขึ้นมา แต่..เสียงนั้นมันไม่ได้แหลมน่ารำคาญเหมือนเมื่อกี้นิ ทุกคนหันไปมองที่รีไลย์ไปเป็นสายตาเดียว และพวกเราสามคนก็ต้องตกใจและประหลาดใจในทันทีเมื่อร่างที่เคยเป็นเด็กของยัยรีไลย์กลายเป้นผู้ใหญ่วัยรุ่นเหมือนดั่งเดิม! โอ้วแม่เจ้า! แล้วคราวนี้ฉันจะเอากระดูกใครไปให้หมากินล่ะ
"ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นอะ" เสียงของจัค'รากัลดังมาจากอีกห้องๆหนึ่ง มันชโงกหัโผล่ออกมาดู แต่หัวหน้าเผ่านั่นก็ยิ้มตอบกลับเขาไปก่อนจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมด หลังจากนั้นมันก็กลับเข้าไปในห้องนั้นต่อเหมือนเดิม
"ฮ่ะๆ หนุ่มสาวนี่ช่างอิจฉาจริงๆ มีแต่เรื่องวุ่นวาย ข้าอยากมีบ้างจัง" เอ่อ.. ช่างเป็นความคิดที่แสนประหลาดล้ำลึกจริงๆ
"อ้อ คุยมาตั้งนานจนข้าลืมแนะนำตัวเองไปเสียสนิท ข้าชื่อ ราสต้า หัวหน้าเผ่าและผู้บัญชาการของหมู่บ้านโทรลล์ ยินดีต้อนรับพวกเจ้าทุกคน ถึงบ้านข้าจะดูเล็กไปหน่อยแต่อย่างน้อยมันก็คงช่วยให้พวกเจ้าทุกคนหายเหนื่อยได้นะ" เอ่อ... สายไปแล้วล่ะมั้งที่จะแนะนำตัวใหพวกฉันเนี่ย
"คะ..ค่ะ ยินดีมากค่ะที่ได้พบกันท่าน"
"ข้ารู้เรื่องค่าย Sentinel ถูกโจมตีแล้วก็การเดินทางของพวกเจ้ามาหมดแล้วล่ะ ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ข้าฟังมาก" ราสต้าชิงพูดขึ้นทันที เหมือนมันกำลังพูดอยู่คนเดียวเลยอ่ะ ฉันคุยกับตัวประหลาดบ้าอยู่หรอนี่!
"รีไลย์! เจ้ากลับเป็นเหมือนเดิมแล้ว!" เสียงของเดเวี่ยนดังขึ้น เขากอดร่างของรีไลยืเอาไว้แน่นส่วนยัยนั่นมองหน้าฉันกับสเวนด้วยความงุนงง ฉันกับสเวนก็ส่ายหน้าไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ชิ! ไม่ต้องมาเลียนแบบฉันเลยไอ้ตัวสีฟ้านิสัยไม่ดี
"เอ้าๆ มานั่งก่อน จัค'รากัล! อาหารให้แขกพร้อมหรือยัง!!" ราสต้าหันไปตะโกนสั่งจัค'รากัล และร่างของมันก็โผล่ออกมาจากห้องนั่นทันทีพร้อมกับถือถาดที่มีชามซุปขนาดใหญ่พร้อมถ้วยอีกสี่ห้าใบ มันค่อยๆบรรจงวางลงบนโต๊ะและแจกจ่ายซุปกับถ้วยนั่นให้ทุกคน สีสันของซุปในถ้วยนั่นดูน่ากินอย่างน่าประหลาด กลิ่นของมันก็หอมยั่วน้ำลายเป็นที่สุด
"ข้าไม่ได้เตรียมอะไรให้พวกเจ้ามากมายนัก ก็มีแต่เจ้าซุปนี่แหละ" ราสต้าว่าก่อนจะตักซุปใส่ถ้วยของตัวเอง จัค'รากัลกระซิบกับราสต้าก่อนจะยิ้มให้กับพวกเราและเดินออกจากกระโจมไป
"เอา กินสิๆ" ราสต้าเร่งพวกเราให้กินซุปนี่ ทุกคนมองหน้ากันสักพักก่อนจะค่อยๆบรรจงตักซุปใส่ถ้วยของตนเอง ยัยรีไลย์ทำซุปหกไปข้างถ้วยเพราะท่าทางของเธอเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เดเวี่ยนพยายามประคับประคองมือของเธอเอาไว้ก่อนที่ยัยนั่นจะส่ายหน้าเป็นเชิงว่าตนนั้นไม่เป็นอะไร ช่างหวานเลี่ยนชวนน่าตบอะไรเช่นนี้
"เป็นอะไรของเจ้า" สเวนเอ่ยถามข้างๆหูของฉัน ฉันหันหน้ามองหน้าของเขาก่อนจะเบะปากให้อย่างโกรธๆ เกลียดแกที่สุด!
"เรื่องของฉัน ไม่ต้องมายุ่ง!" ฉันตอกใส่เขาไปก่อนจะเอาช้อนตักซุปเข้าปาก และก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ทุกคนกินซุปนั่น
"ว้าว! อร่อย!" ทุกคนยกเว้นสเวนเอ่ยขึ้นเป็นเสียงเดียวกันหมด ราสต้ายิ้มออกมาด้วยความพออกพอใจ
"อยากรู้จังว่าซุปนี่มันทำมาจากอะไร" ยัยรีไลย์เอ่ยถามขึ้นในขณะที่ฉันกำลังตักซุปรสชาติอร่อยเหาะนี่เข้าปาก
"อ้อ มันมาจากลูกอัณฑะของข้าเอง..."
อึก. . . . . . . .
พรวด x 3
ฉะ..ฉันฟังไม่ผิดใช่มั้ย!!? ไอซุปนี่มันทำมาจากกระปู๋ของไอ้ราสต้าเพี้ยน!! กรี๊ดดดด!!!!!! สเวนทำหน้าตาพะอิดพะอม ส่วนเดเวี่ยนพยายามเอาลิ้นตัวเองออกมาขัดๆถุ ส่วนฉันก็พยายามอ้วกออกมาอย่างสุดความสามารถ ซุปมันอร่อยแต่วัตถุดิบนี่มัน...มันชวนฝันร้ายโคตร ชาตินี้ฉันสาบาน สาบานต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าเลยว่าชาตินี้ฉันจะไม่เปิบพิศดารไปตลอดชาติ เพราะไม่อยากจะเจออะไรที่แสนทุเรศแบบนี้อีกแล้ว!
"อร่อยที่สุด! ขอเพิ่มด้วยค่ะ!!" เสียงของยัยรีไลย์ดังลั่นขึ้นมาพร้อมกับยื่นถ้วยไปหาราสต้าด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย พวกเราที่เหลือมองหน้าเธออย่างหวดกลัวและตกใจก่อนจะถอยร่นหนีออกมาจากเธออย่างรวดเร็ว
"เป็นอะไรไป ซุปนี่มันอร่อยจะตายไป! ทำไมไม่กินกันล่ะ" ยัยนั่นถามพร้อมทำหน้าสงสัย ใครมันจะกล้าไปกินล่ะย่ะ! แกรู้มั้ยนั่นว่ามันทำมาจากอะไร!!
"รีไลย์ เจ้ารู้หรือเปล่าว่าซุปนั่นมันทำมาจากอะไร" เดเวี่ยนแอบถามรีไลย์ด้วยความเป็นห่วง แต่ยัยรีไลย์ไม่ใส่ใจกับเสียงคำถามนั่นก่อนจะโซ้ยซุปนั่นต่อไปด้วยความสำราญใจ ฉันเห็นแล้วเราจะอ้วกแทนว่ะ! อ้วกกกกก~!!!!!!
"ท่าทางเจ้าจะชอบมากเลยสินะ" ราสต้าคุยกับรีไลย์ และยัยนั่นก็พยักหน้าตอบกลับไป ทำไมร่างของยัยรีไลย์มันเริ่มอยู่ไกลพวกเราไปเรื่อยๆแบบนี้นะ โถ...ยัยรีไลย์ที่แสนหน่อมแน้มคนนั้นหายไปไหนแล้ว
"รีไลย์.... ข้า..ข้า..." เดเวี่ยนพูดไม่เป็นคำและมองหน้ายัยรีไลยืด้วยความไม่เข้าใจ สเวนทำหน้าตาเฉยเมยแต่ก็ไม่ได้จับจ้องมองไปที่ยัยเพี้ยนนั่น

"พวกเจ้าเลยอยากได้รับความช่วยเหลือจากเผ่าเราสินะ" ราสต้าพุดพร้อมกับขมวดคิ้วตัวเอง พวกเรากลับมาคุยกันอีกครั้งหลัวที่ยัยรีไลย์โซ้ยซุปมหาประลัยนั่นจนหมดชาม เธอมีท่าทีอิ่มเอมใจเป็นที่สุด
"ค่ะ พวกทหารของลิช คิงก็แข็งแกร่งมากขึ้น ยากเกินกว่าท่พวกทหารในค่ายนั่นจะรับมือไหว ทุกคนเลยตกลงปลงใจหากองกำลังสนับสนุนเพิ่ม ซึ่งฉันก็ได้เดินทางไปที่หมู่บ้านอื่นๆมาก่อนหน้านี้แล้ว" ฉันอธิบาย
"อืม... พวกเราเองก็ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพวกเจ้านะ แต่ข้าว่าอาจจะต้องใช้เวลาหลายวันที่เราต้องเดินทางไปช่วยเหลือเจ้า"
มันอาจจะไม่ใช่แค่เป็นวันน่ะสิ อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ! เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องบินลำเลียงทหารแบบอเมริกา แถมเทียบกับฉันที่เดินทางมาที่นี่ก็ปาไปเกือบปี
"ยังไงก็ช่วยเหลือพวกเราด้วยนะค่ะ! เพราะพวกเราต้องการคนมากที่สุดเท่าที่จะมาได้เพื่อรับมือกับไอ้ปิศาจนั่น" ฉันขอร้องราสต้าจากใจ เพราะฉันไม่อยากให้การเดินทางมาที่นี่ต้องสูญเปล่า
"อืม... เอายังงั้นก็ได้สาวน้อยในเมื่อเจ้าขออย่างนั้น"
"จริงหรอค่ะ!!" ฉันร้องอุทานออกมา
"แต่มันอาจจะสายไปแล้วก็ได้ละมั้ง.." ราสต้ามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาจนฉันเริ่มใจไม่ดี ทุกคนเริ่มมองหน้ากัน
"หมายความว่ายังไง" สเวนถาม
"ข้า..แทบจับจิตของต้นไม้โลกไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะต้นไม้โลกอาจถูกทำลายไปแล้วก็ได้" หลังราสต้าพูดจบ ทั้งฉันและสเวนต่างก็ตกใจในทันที เดเวี่ยนกับรีไลย์มองหน้ากันสักพักเดวี่ยนถามรีไลย์ถึงเรื่องของต้นไม้โลกก่อนที่ยัยนั่นจะอธิบายให้เดเวี่ยนฟัง
"มะ..ไม่จริงน่า!? มันอาจจะเป็นเพราะท่านอยู่ไกลเกินไปหรือเปล่าค่ะ" ฉันถามไซ้ไปอีกครั้งหนึ่ง
"ถ้ามันเป็นอย่างที่เจ้าพูดก็ดีน่ะสิ แถมตอนนี้ข้าก็แก่ตัวลงมาก ไม่ได้เป็นหนุ่มเป็นสาวแบบพวกเจ้า ข้าหวังให้เป็นแบบที่เจ้าพูดดีกว่านะ เพราะข้ารู้ดีว่าหากพูดแบบเมื่อครู่นี่ไปพวกเจ้าอาจจะใจไม่ดีก็ได้ เอาเป็นว่าพวกเราจะช่วยเหลือพวกเจ้าเต็มกำลังแล้วกัน แล้วในระหว่างนี้ก็.. พวกเจ้าไปพักผ่อนตามอัธยาสัยก่อนก็ได้ เพราะพวกเจ้าเพิ่งมาถึงนิ อาจจะเหนื่อย แถมข้าได้ยินมาว่าเจ้าหนุ่มอัศวินมังกรนั่นเพิ่งหายจากการบาดเจ็บ" ราสต้าว่าพร้อมกับมองหน้าของเดเวี่ยน เขาผงะไปทันทีก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย
"ทำไมท่านถึงรู้!?"
"เพราะกลิ่นเลือดของเจ้ามันไม่เหมือนกับกลิ่นเลือดคนอื่นนะสิ พักผ่อนเยอะๆแล้วกัน" ราสต้าว่าก่อนจะปลีกตัวหายเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขา พวกเราทั้งหมดมองหน้ากันอีกครั้งหนึ่งอย่างกระวนกระวายใจ ทำยังไงดี ถ้าต้นไม้โลกถูกทำลายไปมันจะเกิดอะไรขึ้น
"สเวน!" ฉันเรียกสเวน
"..."
"ถ้าหากต้นไม้โลกถูกทำลายไป มันจะเกิดอะไรขึ้น!?"
"เจ้ายอมพุดกับข้าแล้วรึ..." สเวนเอ่ยปากโดยไม่หันหน้ามามองฉันซึ่งนั่นทำเอาฉันฉุนกึกในทันที
"นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะ! อย่ามาทำกวน Teenz แบบนี้ได้มั้ย!?"
"..."
"สเวน..!!" ฉันอยากจะตั๊นหน้าเขาจริงๆ "นายจะตอบหรือไม่ตอบหะ!? อย่ามาเอาเรื่องส่วนตัวมาคาบเกี่ยวกับเรื่องนี้นะ!!"
"..."
"นายนี่มัน..!!"
"ใจเย็นก่อนหน่ารอยยิ้ม!" ทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์ต่างพยายามดึงฉันให้นั่งลง แต่ฉันสลัดพวกออกไปอย่างสุดแรงประหนึ่งว่าตอนนี้ฉันกำลังโดนผีเข้า ฉันมองหน้าสเวนอย่างเดือดๆเม้มปากเอาไว้ กัดฟันตัวเองกรอดๆ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันไม่ช่งไม่ช่วยมันหรอกตั้งแต่แรก อุตส่าห์เปลี่ยนสรรพนามแทนคำว่า มัน มาเป็น เขา แล้วแท้ๆ ต้องให้ฉันกลับใช้สรรพนามเดิมใช่มั้ย
"สเวน!!!" ฉันหวีดร้องใส่สเวนด้วยเสียงแหลมปรี๊ดและนั่นเองที่ทำให้เขาหันหน้ามามองฉัน สีหน้าของเขาดุเฉยเมยที่สุด ในเมื่อนายไม่แคร์กับสิ่งที่เกิดขึ้น งั้นฉันก็จะไม่แคร์กับสิ่งที่ฉันกำลังจะทำกับนายแล้วกัน
เพี้ยะ!!!
มือของฉันหวดตบไปเต็มแรงใส่หน้าของสเวน ทุกคนในกระโจมตกใจเป็นอย่างมาก รีไลย์เอามือบ้องปากเอาไว้ส่วนเดเวี่ยนก็ถึงกับช๊อค หน้าของสเวนเป็นรอยปื้นแดงๆและหันไปตามแรงตบของฉัน เกิดมาฉันไม่เคยเจอใครที่ด้านชาแบบนี้เลย น้ำตามันไหลอีกแล้ว! ตั้งแต่อยู่นี่มาฉันแทบจะร้องไห้ทุกวันเลย ไม่มีความสุขเอาเสียเลย!
"ฉันเกลียด..เกลียดนาย เกลียดนายที่สุดเลย ได้ยินมั้ย!!!!!"
"รอยยิ้ม!!" รีไลย์เอ่ยปากรั้งฉันไว้เพราะฉันเดินริ่วออกจากกระโจมนั่นไปเสียแล้ว...

"อยู่ไหนว่ะ!!" ฉันบ่นอย่างงุดหงิดพลางก้มหาสร้อยพรแห่งเทพที่ไอ้เวรตัวนึงมันโยนทิ้งเอาไว้ ปัคกี้ตัวน้อยๆบินไปบินมาช่วยฉันหา มันน่าจะอยู่แถวๆนี้สิถ้าดูทิศทางจากการโยน อิแบบนี้จะหาเจอมั้ยเนี่ย!? ใกล้มืดแล้วด้วย!!
กริ้ง~
ประกายวิบวับของอะไรบางอย่างส่องออกมาจากหลังโขดหินสกปรก ฉันรีบวิ่งไปหาเจ้าหินนั่นทันทีพร้อมกับเจ้าปัคกี้ และเมื่อฉันไปถึงก็ต้องดีจในทันทีเพราะเจ้าของแสงประกายวิบวับนั่นก็คือสร้อยที่ฉันกำลังตามหาอยู่นั่นเอง ถึงแม้ว่ามันจะถลอกนิดหน่อยแต่ว่ามันก็ยังดูเหมือนใหม่อยู่ ฉันมองสร้อยนั่นอย่างดีอกดีใจ และรีบสวมมันในทันที รีบกลับดีกว่า เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน
ซ่า~~!
แต่ด้วยเหตุอันใดก็มิทราบที่จู่ๆฝนก็เทลงมาจากท้องฟ้าประหนึ่งฟ้ารั่ว ทั้งฉันและปัคกี้ต่างตกใจเป็นการใหญ่ก่อนจะมองว้ายมองขวาอย่างรีบด่วนเพื่อหาที่หลบฝน และสายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้าให้กับถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก ฉันคว้าตัวเจ้าปัคกี้ไว้ก่อนจะรีบวิ่งตรงรี่ไปที่ถ้ำนั่นอย่างรวดเร็ว
"ว้า~! เปียกหมดเลยอะ" ฉันบ่นกระปิดกระปอดก่อนจะค่อยๆบิดชายเสียตัวเองเมื่อมาถึงถ้ำนี้ เจ้าปัคกี้เดินไปเดินมาบนพื้นสักพักก่อนจะสลัดตัวเองจนน้ำกระเซ็นมาโดนฉัน
"ฮ่ะๆ! หยุดน่า ปัคกี้!!" ฉันหัวเราะออกมานิดๆก่อนจะคว้าตัวของมันมากอดอย่างน่าหมั่นเขี้ยวและมันเองก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
"รอยยิ้ม..." เสียงนุ่มถุ้มลึกของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน ฉันรีบหันควับกลับไปดูที่ต้นเสียงนั่นที และก็พบว่ามีดวงตาสีเหลืองของใครบางกำลังมองมาที่ฉัน มันไม่ใช่ตาของสเวนแน่นอน แต่..มันเป็นใครล่ะ
"ไม่ได้เจอกันเลยนะ หวังว่าเจ้าคงสบายดีนะ.."
"นายคือ..."

สเวนเข้ากระโจมหลังนู้นหลังนี่ไปทั่วอย่างร้อนรนท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง
'หายไปไหนแล้ว..' คำถามนั้นผุดขึ้นในหัวของเขานับครั้งไม่ถ้วน ทำไมเธอต้องชอบหายไปดื้อๆแบบนี้
'ฉันเกลียด..เกลียดนาย เกลียดนายที่สุดเลย ได้ยินมั้ย!!!!!'
เสียงของรอยยิ้มที่ตะคอกใส่เขายังคงดังก้องอยู่ในหูของเขา ทำไมเขาถึงรู้สึกผิดนะที่ทำกับเธอแบบนั้น...
"เจอตัวมั้ย!?" รีไลย์วิ่งปรี่ออกมาจากกระโจมตรงมาหาสเวน เขาส่ายหน้าไปมา และในเวลาเดียวกันเดเวี่ยนก็วิ่งตามมาสมทบพวกเขา
"ข้าหาจนทั่วแล้วแต่ก็ไม่เจอเลย"
เวลานี้เธอจะหายไปไหนได้ล่ะ...
"เราควรไปบอกท่านราสต้านะ! เผื่อว่าเขาจะช่วยได้" รีไลย์เสนอความคิด เดเวี่ยนพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย สเวนก็ไม่ได้ปฎิเสทความคิดนั่น ในตอนนี้ขอให้เธอปลอดภัยก็พอ เดเวี่ยนและรีไลย์วิ่งกลับไปทางเดิมและตรงไปที่กระโจมของราสต้า ส่วนสเวนยังยืนตากฝนอยู่อย่างนั้นพลางนึกคิดอย่างเหม่อลอย
'นายไม่เข้าใจเลยสินะว่าสำหรับฉันแล้ว นายน่ะ..นายน่ะ..' คำพูดของเธอที่พูดค้างเอาไว้ทำให้เขาหวนนึกถึงตอนนั้น สำหรับเขาแล้ว เขาเป็นอะไรสำหรับเธอล่ะ...
เดี่ยวก่อนนะ... หรือว่า....
"บ้าจริง!!!" สเวนสบถขึ้นมาก่อนจะรีบวิ่งออกจากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว
"ยัยบ้านั่น คิดอะไรอยู่กันแน่นะ!!"

http://www.youtube.com/watch?v=8MZDD0kUAFw&feature=related (ED)

___fOntAngE
08-07-2010, 07:25 AM
:016: สุดยวด กลับบ้านมา มานั่งอ่านดีก่า ไป รร แปป

keenkiller
08-07-2010, 09:45 PM
ซุปนั้นคงไม่ได้ทำมาจากไอ้นั่นนะ :1121:

-[InForMaTioN]-
10-07-2010, 12:10 AM
[color=#ccffff]

สงสาร รีไลย์

ปฏิเสธน้อ

โอเค ขุด รอตอนต่อไป

jaraspong47
15-07-2010, 06:02 PM
ดีคับ
ผมเป็นสมาชิกใหม่นะคับ
มารายงานตัว ผมอ่านนิยายนี่มานานแล้ว :1114:
ยินดีได่รู้จักคับ :017:

[M]agician
15-07-2010, 06:10 PM
จับมือ ใหม่เหมือนกานน่ะเทอบ์

-[InForMaTioN]-
17-07-2010, 11:57 PM
ใครก็ได้ไปตาม จขกท. มาทีคับ

[M]agician
18-07-2010, 09:39 AM
เดียวหาคนไปลากมาให้ :015:


[M]agician, KillerSpree and 2 Guests are viewing this board.

KillerSpree
18-07-2010, 10:20 AM
ยังไม่มีอารมณ์ แปปนึง เดี๋ยวอัพให้
:609:

-[InForMaTioN]-
18-07-2010, 06:49 PM
กรรม :011:

เหนชื่อเด้ง อุตส่าห์รีบเปิด =w=


>,<

ออนแล้วๆ วันนี้ทันป่ะ ๆ ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ

[M]agician
22-07-2010, 10:20 PM
ครบแปปยัง ว่าน

[S]corpion
23-07-2010, 02:18 PM
บอกทีว่าราสต้ามันโกหก :015:

jaraspong47
23-07-2010, 07:56 PM
:001: รออยู่นะคับๆ

[M]agician
23-07-2010, 08:11 PM
จะครบเดือนแล้วน่ะ :006:

ต้นฉบับเสร็จยังงงงงงงงงงงงงงงง

KillerSpree
23-07-2010, 08:21 PM
เดี๋ยวก่อน ทำการบ้านแปป
งานเยอะโว้ย
:003:

KillerSpree
23-07-2010, 10:13 PM
98

http://www.youtube.com/watch?v=G9PvOI-Js-M (OP)

เจ้าของร่างนั้นค่อยๆย่างออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ ฉันรีบคว้าไม้เท้า'อะไรก็ได้' ขึ้นมประจำกาย เจ้าปัคกี้เริ่มบินไปบินมากลางอากาศอย่างตื่นตระหนก เสียงฝนพรำตกลงมาพร้อมกับฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
"เจ้ายังอยู่สบายดีนะ รอยยิ้ม.." และแล้วในที่สุดร่างนั้นก็ค่อยๆออกมาจากเงามืดในที่สุด และแสงสว่างในบริเวณนั้น ทำให้ฉันเห็นร่างของเจ้าของเสียงนั้นและนั่นเองที่ทำเอาฉันชะงักไปชั่ววินาที เจ้าปัคกี้รีบบินไปเกาะที่หลังของร่างนั้นทันทีด้วยความดีใจพร้อมกับร้องครางออกมา
"เอนูบลัค..." ฉันพูดเสียงค่อยออกมาและนั่นเองที่ทำให้เอนูบลัคยิ้มออกมานิดหน่อยและเดินตรงมาหาฉันอย่างช้าๆ
"ไม่เรียกข้าว่านูบแล้วหรือไง"
"..นายไม่ใช่นููบที่ฉันรู้จัก นายหลอกฉันมาตลอด นูบที่แสนดีไม่เคยหลอกฉัน!" ฉันตะโกนด่ามันกลับไปก่อนจะสั่งให้ไม้เท้าตัวเองโจมตี ลำแสงสีส้มพุ่งไปหาเอนูบลัคอย่างรวดเร็วแต่ทว่ามันสามารถหลบการโจมตีนั้นได้เพียงแค่เอี่ยวหัวหลบเท่านั้น พร้อมกับหันไปเล่นกับเจ้าปัคกี้แทน
"ไม่เจอข้าเพียงไม่กี่เดือน เจ้าก็ลืมไปหมดแล้วรึไง ขนาดเจ้ามังกรสัตว์เลี้ยงของเจ้ายังจำข้าได้เลยนะ รอยยิ้ม เจ้านี่ช่างเย็นชาเสียจริง แต่ก็นั่นแหละ ท่านจอมมารก็คงชอบที่เจ้าเป็นแบบนี้เลยให้ข้ามาตามตัวของเจ้าให้กลับไปพรอมกับข้า" เอนูบลัคพูดพร้อมกับเดินไปรอบๆตัวของฉันและเล่นกับเจ้าปัคกี้ไปด้วย มันเองก็ดูมีความสุขเมื่อได้เล่นกับเอนูบลัค
"จะจำไปทำไมละไอ้ความทรงจำหลอกลวงนั่นนะ นายทำลายภาพที่แสนดีของนูบไปหมดแล้ว ตอนนี้ฉันเหลือเพียงแต่ความเกลียดชังเท่านั้น.." ฉันนตอกมันกลับไปแต่ทว่าคำที่ฉันพูดมากลับเป็นเพียงแค่คำที่ฉันปั้นสันขึ้นมาเท่านั้น ในใจลึกๆของฉันเอง ก็ยังมีความห่วงใยลึกๆกับเจ้าแมลงด้วงที่อยู่ตรงหน้าของฉัน
เอนูบลัคหยุดเดินไปหลังจากที่ฉันพูดเสร็จ สายตาของมันเปลี่ยนไปชั่วครู่ก่อนจะปรับสายตาให้กลับมาเป็นอย่างเดิม
"หึ! เย็นชา... ข้าคงสัมผัสได้แต่ความเย็นชาเท่านั้นสินะตอนนี้..."
"..."
"ใช่ซี่!! ข้าในตอนนี้สัมผัสได้ถึงความเย็นชาเท่านั้น ข้าคงกลายเป็นคนนอกสำหรับเจ้าไปแล้วสินะรอยยิ้ม" เอนูบลัคพูดประชดใส่ฉันด้วยความเกลียดชังแต่ฉันก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรมากมาย เพียงแต่มองหน้าของมันด้วยสายตาที่เรียบเฉย
“นายเป็นหลอกลวงเองนิ เอนูบลัค นายไม่ใช่ นูบ ที่ฉันเคยรู้จัก นูบน่ะ... เป็นคนดีกว่านายเยอะเลยล่ะ” ฉันตอบกลับมันไปหลังจากที่ฟังมันพูดอยู่สักพัก แต่นั่นเองที่ทำให้เอนูบลัคแสยะยิ้มออกมา
“งั้นรึ.. งั้นข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อย สักสองสามคำถาม”
“...”
“ใครกันที่ช่วยเหลือเจ้าตอนที่เจ้ากำลังจะ แบลค อารัคเนีย (Broodmother) ตอนอยู่ในเหมืองล้างนั่นล่ะ...” มันถามขึนมาพร้อมกับเดินไปรอบๆตัวของฉันอย่างเชื่องช้า ฉันพยายามนึกไปถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งในตอนนั้นฉันกำลังจะถูกเจ้าแมงมุมนั่นกิน แล้วหลังจากนั้นฉันก็หมดสติไปพอตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเจ้าแมงมุมนั่นเป็นศพไปแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนนะ... ทำไมมันถึงรู้เรื่องนี้ล่ะ ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยแม้แต่สเวน....
“ประหลาดใจใช่มั้ยล่ะที่อยู่ดีๆทำไมข้าถึงรู้เรื่องนี้ได้” เอนูบลัคคงสามารถอ่านสีหน้าของฉันออกมันจึงหัวเราะร่วนออกมาทันทีและพูดจาถากถาง
“หรือว่า...” ฉันกำลังจะตอบคำถามของมันเพราะนึกคิดขึ้นได้ แต่ทว่ากลับถูกมันแย่งพูดไปเสียก่อน
“ถูกต้องแล้ว ข้าเองที่เป็นช่วยเหลือเจ้า... และนั่นที่ทำให้ข้าต้องสูญเสียพรรคพวกในเผ่าของข้า..” ชั่ววินาทีหนึ่งฉันแอบมองเห็นสายตาเศร้าของมันได้ แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นเพราะมันตีสายตากลับมาเป็นเหมือนเดิม
“ใครกันที่ช่วยเหลือเจ้าตอนที่เจ้ากำลังจะถูกพวกหมาป่าที่มาบุกหมู่บ้านก๊อบบลินพวกนั้น” คำถามอีกข้อพุ่งเข้ามาหาฉันในทันที ฉันหวนไปยังอดีตอีกครั้งและฉันในตอนนั้นกำลังถูกพวกหมานั่นล้อมเอาไว้ แล้วหลังจากนันฉันก็ถูกใครบางคนหิ้วร่างหนีจากหมาป่าพวกนั้นได้แล้วพาฉันไปยังที่ปลอดภัย
“นายใช่มั้ยเอนูลัคที่เป็นคนหิ้วร่างของฉันหนีจากพวกหมาป่าพวกนั้น” ฉันก็ต้องประหลาดใจในคำพูดของตัวเองทันที เพราะเสียงของมันในตอนนั้นเหมือนกับในตอนนี้ไม่มีผิด
“นับว่าเจ้าหัวไวมากสำหรับมนุษย์ รอยยิ้ม ใช่ ข้าเองอีกนั่นแหละ แล้วใครกันที่บอกว่า นูบ เป็นคนดีกว่า เอนูบลัค ตั้งเยอะ ” เอนูบลัคแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันกว้างและน่าเกลียดกว่าครั้งที่แล้ว ฉันไม่เข้าใจ.. ไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง
“แต่ทำไมนายต้องมาช่วยฉันล่ะ ถ้าหากนายอยากให้ลิช คิงนั่นได้ตัวของฉันไม่ใช่หรือไง อีกอย่างนึง นายก็เป็นลูกสมุนของเจ้านั่นด้วยนิ” ฉันถามกลับเจ้าเอนูบลัคไป และนั่นเองที่ทำให้มันหยุดแสยะยิ้มทันทีพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นและเงียบไปหลายนาที
“เพราะอะไรน่ะรึ...” มันหัวเราะในลำคอก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกระวิบอย่างน่ากลัว
“…” ฉันหยิบไม้เท้า’อะไรก็ได้’ขึ้นมาเตรียมพร้อมไว้เพราะบรรยากาศมันเริ่มไม่ไว้ใจแล้ว เจ้าปัคกี้ที่เคยเกาะหลังเอนูบัคมาในตอนนี้มันบินหนีมาอยู่บนหัวของฉันแทนพร้อมกับตัวสั่นราวกับเจ้าเข้า
“อาจจะเป็นเพราะรักเจ้าล่ะมั้ง” มันแสยะยิ้มอีกครั้งก่อนจะหันหน้ามามองฉัน สายตาของมันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน ดวงตานั้นจากที่เคยเป็นสีเหลืองสดกลายเป็นสีแดงเหมือนเลือด
“..รักฉันเนี่ยนะ”
“รักจนข้าในตอนนี้...อากจะฆ่าเจ้าจริงๆ พูดจาแทงใจดำข้า...” เอนูบลัคมองหน้าฉันอีกรอบก่อนที่มันจะกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้น มีหนามขึ้นรอบตัวของมัน เขาของมันแหลมคมขึ้น เงาของมันเริ่มทับร่างของฉันและฉันเองก็ก้าวถอยหลังหนีไปหลายก้าว ปัคกี้ตัวสั่นมากขึ้นกว่า เอนูบลัคในตอนนี้กลายเป็นอสูรกายปิศาจไปแล้ว
“ฆ่า.. ฆ่า.. ฆ่า!!” มันพูดเพียงแต่คำว่า ฆ่า พร้อมกับก้าวเดินมาหาฉัน ฉันสั่งให้ไม้เท้าตัวเองโจมตีใส่เจ้าเอนูบลัคนั่น แต่ก็ไร้ผลใดๆ เวทมนตร์ที่ออกมาจากไม้เท้าไม่สามารถทำอันตรายใดๆให้กับมันได้เลย
“อย่าขัดขืนต่อความตายรอยยิ้ม” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆและน่ากลัว ฉันรีบวิ่งออกจากถ้ำด้วยความเร็วทั้งหมดเท่าที่มี ในใจของฉันคิดอยู่แค่ว่าต้องหนีไปจากเจ้าปิศาจตัวนี้ให้ได้ ถ้าหนีไม่ได้ฉันอาจจะต้องตายแน่ๆ เพราะว่าฉันไม่เคยเจอกับอะไรที่น่ากลัวและเลวร้ายแบบนี้มาก่อนเลย
ฉันวิ่งหนีท่ามกลางสายฝนและเสียงฟ้าร้องทั้งตัวของฉันเปียกไปหมด ไม่เหลือเค้าโครงเดิมของรอยยิ้มเด็กน้อยน่ารักเลยในตอนนี้ มีแต่รอยยิ้มเด็กสาวที่กำลังหนีความตาย ในอ้อมแขนของฉันกอดเจ้าปัคกี้เอาไว้แน่น ปากก็บ่นพึมพำว่า ปกป้อง และ ป้องกัน อย่างถี่รัวเหมือนคนบ้า ทำไมนะ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองกลัวตายอะไรเช่นนี้... ทั้งๆที่ฉันผ่านเหตุการณ์อะไรมามากมาย แต่กลับกลัวเจ้าเอนูบลัคนี่เป็นที่สุด
“เจ้า..หนีไม่พ้นแล้วล่ะ” เสียงของเอนูบลัคดังขึ้นมาจากทางไหนก็ไม่รู้เพราะฝนที่ตกลงมาทำให้ฉันมองไม่เห็นสิ่งใดๆทั้งสิ้น บรรยากาศในตอนนี้ก็หนาวเหน็บและไร้ซึ่งแสงสว่างและหนทาง ฉันมองไปรอบๆด้วยความหวาดกลัว เจ้าปัคกี้เอาหัวของตัวเองซุกเข้าไปในเสื้อของฉัน
“จบเกม....” สิ้นเสียงคำพูดของมัน จู่ๆร่างของฉันก็ลอยขึ้นไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เหมือนกับว่าที่พื้นมีอะไรดันฉันขึ้น ฉันร้องกรี๊ดออกมาอย่างสุดเสียง ไม้เท้าและร่างของเจ้าปัคกี้รอยกระเด็นออกจากอ้อมแขนของฉันไปไกลแสนไกล และในที่สุดร่างของฉันก็กำลังร่วงลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
แต่ทว่า...
ฉึก!!!!
เหมือนมีอะไรบางอย่างแทงทะลุเข้าที่หน้าอกของฉันจนมันทะลุออกมา ความเจ็บพุ่งซ่านไปทั่วแผ่นอกของฉัน เรี่ยวแรงต่างๆที่เคยมีมามาในตอนนี้กลับสูญหายไปจนหมดสิ้น ลมหายใจของฉันก็เริ่มขาดหายไปอย่างรวดเร็ว นี่ฉัน...นี่ฉันกำลังจะตาย..หรือนี่...
มือของหญิงสาวร่วงลงเหมือนเป็นภาพช้า ภาพเหตุการณ์ต่างๆของเธอเริ่มประมวลแล่นเข้ามาในหัวของเธอ ภาพต่างๆที่เธอเคยประสบพบเจอกับแมลงด้วงน้อยตัวหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ในช่วงเวลานั้นเธอมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงและสนุกสนาน
ด้วงตัวยักษ์กำลังเดินเข้ามใกล้ร่างของเธออย่างเชื่องช้า ภาพสุดท้ายก่อนที่ตาของเธอจะปิดลงนั่นก็คือด้วงตัวยักษ์ที่มีภาพซ้อนของด้วงตัวน้อยทีชื่อ นูบ ก่อนที่ตาของเธอจะหลับลงไปอย่างช้าๆ

“อ่า นี่มันอะไรกัน” เสียงของเอนูบลัคดังขึ้นมาพร้อมกับส่ายหัวตัวเองเบาๆ ร่างของเขาค่อยๆลดขนาดลงมา หนามที่เคยขึ้นรอบตัวมาในตอนนี้ค่อยๆผุดหดลงไปตามร่างของเขา เกิดอะไรขึ้นกับเขา ทำไมเขาจำอะไรไม่ได้เลย เขาจำได้เพียงแต่ว่าเจอรอยยิ้มที่ถ้ำแล้วก็พูดคุยประชดประชันก่อนที่ตัวเองจะจำอะไรไม่ได้เลย
“รอยยิ้ม!!!” เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาท่ามกลางสายฝน และนั่นเองที่ทำให้เอนูบลัคเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขา ภาพต่างๆเริ่มชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และสิ่งแรกที่เขาเห็นทำเอาเขาหยุดหายใจไปในทันที
“ระ..ระ..รอย...” เขาถึงกับพูดไม่เป็นคำเมื่อเห็นสภาพศพของเด็กสาวที่ถูกหินแหลมแมงทะลุคาหน้าอกของเธอ เลือดของเธอไหลไปพร้อมกับสายฝนและไหลมาหยุดอยู่ที่ขาของเขา และนั่นเองทำเอาเขาถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นทันที นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!? ทำไม..ทำไมเธอถึง?!
“รอยยิ้ม!! ตอบข้าๆ! ได้ยินข้ามั้ย!!” เอนูบลัคหักเสาที่แทงหน้าอกของเธอก่อนจะค่อยๆเอาร่างของเธอลงมาอย่างรวดเร็ว

“รอยยิ้ม!! ตื่น! ข้าบอกให้ตื่นยังไงเล่า!!!” ด้วงตัวยักษ์เขย่าร่างของหญิงสาวอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับแหกปากลั่นออกมา แต่ก็ไร้ผล ร่างของเธอแน่นิ่งเหมือนรูปปั้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ในตอนนี้ร่างของเขาทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดของหญิงสาวชื่อ รอยยิ้ม
นี่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงใช่มั้ย!? มันเป็นเพียงแค่ความฝัน เป็นแค่ความฝันเท่านั้น ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจริง!! ไม่! เขาไม่ได้ฆ่าเธอใช่มัย
ถึงจะพูดและคิดไปสักกี่ครั้งแต่ทุกอย่างก็ชี้โยงไปว่าเขาทำร้ายและฆ่าเธอ มังกรภูติตัวน้อยค่อยๆบินลงมาหาเธอพร้อมกับทำท่าขู่ใส่เอนูบลัค มันขู่ฟ่อๆอย่างโกรธแค้นและสายตาของเจ้ามังกรก็มีแต่ความเกลียดชัง
“รอย..ยิ้ม..........” เสียงของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลังของเอนูบลัคและเมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบว่าร่างของสเวนยืนมองตาค้างอย่างนั้น และดูจากท่าทีของสเวนเองเขาก็คงตกใจมิใช่น้อยเช่นกันเมื่อเห็นร่างที่แน่นิ่งและมีเลือดไหลออกมาจากหน้าอกของเธอ เขา...มาช้าไปรึนี่..
“แก....” สเวนกำหมัดแน่นพร้อมกับชักง้าวออกมาหมายจะเอาชีวิตของเอนูบลัค....
“แก...ไอ้สวะ!! กล้าดียังไง!!!!!” สเวนตะโกนลั่นออกมาพร้อมกับพุ่งตัวไปหาเอนูบลัคอย่างรวดเร็ว เอนูบลัคพุ่งตัวหลบไปทางด้านหลัง เขาหลบการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าของสเวนอย่างยากลำบาก มันแตกต่างกว่าครั้งก่อนๆมาก ทำไมมันถึงดูปราดเปรียวและว่องไวถึงปานนี้
“ไอ้พวกสวะลิช คิง!! พวแก!!! พวกแกต้องชดใช้!!!!!” เสียงคำรามของสเวนดังก้องไปทั่วบริเวณ และเป็นจังหวะเดียวกันที่สร้อยพรแห่งเทพที่ร่างของรอยยิ้มเปล่งแสงสว่างออกมา แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น ร่างของสเวนที่กำลังพุ่งโจมตีใส่เอนูบลัคนับครั้งไม่ถ้วนเริ่มมีประกายแสงแปลกๆออกมาจากร่าง เอนูบลัคตกใจไปชั่ววินาทีก่อนที่แผ่นหลังของเขาจะถูกฟันเข้าไปเต็มแรงจนร่างของเขากระเด็นออกไปไกล
“อั่ก!” ร่างของเอนูบลัคกระแทกลงกับพื้นอย่างรวดเร็วพร้อมบาดแผลที่เปิดกว้าง เลือดสีเขียวไหลทั่วหลังของเขาผสมกับเลือดสีแดงของรอยยิ้ม เขาพยายามลุกขึ้นตั้งหลักแต่บาดแผลนั่นก็ทำพิษเขาไว้มากเสียเหลือเกิน ร่างของสเวนกำลังคืนคลานเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ ร่างของสเวนในตอนนี้มีออร่าสีเหลืองทองวนอยู่รอบๆตัว และถ้าเขาตาไม่ฟาดไปละก็ ที่แผ่นหลังของสเวนนั่นมีปีกกำลังกระพืออยู่ด้วย! นี่มันเรื่องอะไรกัน!? หรือว่า..
“แกศพไม่สวยแน่ เอนูบลัค!!!” สเวนง้างง้าวขึ้นเอาไว้เหนือหัวก่อนจะฟาดลงไปที่ร่างของเอนูบลัคอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าเอนูบลัคกลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มี ใช้วิชาท่องเมฆาหนีออกมาจากสเวนได้ทันถ่วงทีและเมื่อง้าวของสเวนกระทบลงถึงพื้น เกิดแรงสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณเป็นวงกว้าง แผ่นดินที่สเวนใช้ง้าวฟาดลงไปถึงกับทรุดลงไปในทันที เอนูบลัคได้แต่มองพลังที่น่าทึ่งของสเวนอย่างตกอกตกใจ ทำไมเจ้าสเวนนั่นถึงมีพลังอะไรมากมายขนาดนี้!? เอนูบลัคพยุงร่างที่บาดเจ็บสาหัสของตัวเองหนีออกจากบริเวรไปอย่างเงียบเฉียบแต่ก็ไม่วายที่มองร่างของรอยยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย หญิงสาวที่เคยหัวเราะร่วนและยิ้มอย่างมีความสุข มาในตอนนี้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว...
เพราะเขา..เพราะเขานี่เองที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ ทำไมกันอยู่ดีๆก็มีน้ำอุ่นไหลออกมาจากตาทั้งสองข้างของเขา น้ำตานี่มันไม่ได้มาจากการเจ็บปวดที่แผล แต่มัน...มันมาจากการที่เขามองร่างไร้วิญญาณของเธอ

สเวนพาร่างของตัวเองที่เปียกแชะเข้ามาหารอยยิ้มอย่างช้าๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆร่างไร้วิญญาณของเธอ พร้อมกับพยุงร่างของเธอขึ้นมา บาดแผลที่อกของเธอกว้างเสียเหลือเกิน ไม่มีลมหายใจของเธอเลย ใบหน้าเปียกมอมไปด้วยโคลนและน้ำฝน เจ้าปัคกี้ที่นั่งอยู่ข้างๆเธอมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยแต่ก็คงเทียบไม่ได้กับสเวนที่มองหน้าเธออย่างอาลัยอาวร
ทั้งๆที่สาบานกับตัวเองแล้วแท้ๆว่าจะปกป้องเธอให้ได้ แต่สุดท้ายเธอก็ต้องตายจากเขาไปทั้งๆอย่างนี้ เขานี่มันไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเพราะรอยยิ้มช่วยเขาไว้ทั้งหมด ทั้งในตอนที่เขายังเด็กและในตอนนี้ เขาเกลียดชังตัวเองเหลือเกิน..
สเวนคว้าร่างของรอยยิ้มขึ้นมากอดโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้งอื่นใด หวังเพียงแต่ปาฏิหาริย์ที่จะทำให้เธอฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาขอมากไปหรือเปล่า ขอแค่ให้เธอกลับมามีชีวิตอยู่ข้างๆข้าอีกครั้งหนึ่ง
แต่ทว่าปาฏิหาริย์นั่นกลับแสดงมาให้เขาเห็นดื้อๆซะงั้น เพราะจู่ๆสร้อยที่เธอสวมอยู่ก็เปล่งประกายแสงออกมาจนเขาต้องหลับตาหนีในทันที บาดแผลที่หน้าอกของเธอค่อยๆหายไปเหมือนกับว่าเป็นปาฏิหารย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?

‘เจ้าตายไม่ได้’ เสียงของใครบางคนดังขึ้นข้างๆหูของฉัน ฉันหันไปมองที่ต้นตอของเสียงก็พบว่าเอเซเลอร์กำลังยืนยิ้มให้กับฉันอยู่ ฉันมองหน้าของเขาด้วยความรู้สึกสับสนไปหมด แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน ทำไมทุกอย่างมีแต่แสงสว่างจ้าไปหมด
“ฉันตายไปแล้วมิใช่หรือค่ะ” ฉันถาม
“เพราะเจ้าแบกรับพลังที่ยิ่งใหญ่อยู่ ดังนั้นเจ้ายังตายไม่ได้ ไม่ว่าเจ้าจะถูกฆ่าสักกี่ครั้ง เจ้าก็ยังตายไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าจะตายเอง.... และข้าจะเป็นคนมารับวิญญาณของเจ้าไป”
“…”
“กลับไปทำภารกิจของเจ้าให้ลุล่วงซะ” เอเซเลอร์ผลักฉันเบาๆแต่สามารถทำฉันปลิวกระเด็นได้ ร่างของเอเซเลอร์ค่อยๆไกลออกไปจนเลือนหายออกไปในที่สุดและทุกอย่างก็ดำดิ่งสู่ความมืด

“รอยยิ้มๆๆ!!!” เสียงของสเวนดังขึ้นในโสตประสาทของฉัน ฉันพยายามลืมตาขึ้นมาและก็ต้องหยีตทันทีเพราะแสงแดด ฉันจำได้ลางๆว่าฉันถูกแทงด้วยเสาหินขนาดใหญ่และในตอนนั้นฝนก็ตกด้วย จำได้ว่าตอนนั้นมันเจ็บปวดทรมาณมากๆเลย
“สะ..สเวนหรอ” ฉันค่อยๆปรับสายตาอย่างช้าๆก่อนจะที่ภาพทุกอย่างจะชัดเจนยิ่งขึ้น และฉันก็เห็นใบหน้าของสเวนในที่สุด สีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อยเพราะบนใบหน้าของรอยยิ้มอยู่นั่นเอง
“นี่ฉัน..อยู่ไหน....” ฉันลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ โอ้ย หัวของฉันหนักเหมือนลูกโบว์ลิ่งเลย เจ้าปัคกี้บินมาจากไหนก็ไม่รู้พร้อมกับล่อนถลามาซุกที่หน้าอกของฉันอย่างรวดเร็ว แผลที่..หน้าอกของฉัน หายไปแล้ว ฉันมองหน้าสเวนด้วยความประหลาดใจก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
“จะ..เจ้าตายไปแล้วก็... ฟื้นขึ้นมาราวกับปาฏิหารย์!” สเวนพูดด้วยน้ำเสียงดังกว่าปกติเล็กน้อย และนั่นเองที่ทำให้ฉันหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ฉันจำได้วาฉันเจอ เอนูบลัคอีกครั้งที่ถ้ำตรงฝั่งนู้น แถมตอนนั้นเรามีปากเสียงด่ากันด้วย แล้วหลังจากนั้นมันก็อละวาดและฆ่าฉัน....ใช่หรือเปล่า?
“ฉะ..ฉันยังมีชีวิตอยู่จริงๆใช่มั้ย” ฉันเอ่ยถามสเวนที่กำลังจ้องหน้าของฉันอยู่ เขาพยักหน้าตอบกลับมาแทนคำพูด ฉันโผเข้ากอดสเวนทันทีเพราะรู้สึกดัใจเหลือเกินที่ได้เห็นหน้าของเขาและยังมีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่....หัวของฉันมันก็หนักอึ้งเสียเหลือเกิน และทุกอย่างก็มืดสนิทไปอีกรอบหนึ่ง.....

[M]agician
23-07-2010, 10:33 PM
ขรอบ พร้า คูร ท้าร เป้ร อ้าร ขร้าด ถร้ามรีโอกราส จะ เนลคูณ

jaraspong47
24-07-2010, 06:34 PM
:019: มาแว้วๆ
เอ่อ :017: อยากให้หารูปหรือตัวการ์ตูนที่สมมุติเป็น รอยยิ้ม
จะได้เห็นหน้านางเอกของเรื่อง :013: ติดตามตลอดนะคัฟ :004:

KillerSpree
24-07-2010, 06:44 PM
:019: มาแว้วๆ
เอ่อ :017: อยากให้หารูปหรือตัวการ์ตูนที่สมมุติเป็น รอยยิ้ม
จะได้เห็นหน้านางเอกของเรื่อง :013: ติดตามตลอดนะคัฟ :004:


ลองกดเข้าไปดูที่หน้าแรกของนิยายจ้า โพสตัวการ์ตูนเอาไว้อยู่
:609:

jaraspong47
24-07-2010, 08:39 PM
:018: อ่านมานานแต่ไม่เคยสังเกตุ คงต้องเช็คสายตาบ้างแล้วเรา T_T

-[InForMaTioN]-
24-07-2010, 10:53 PM
รอเรื่อยๆ

KillerSpree
28-07-2010, 11:30 AM
99

"หา~!? รอยยิ้มตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้งั้นหรอ!? นายโกหกฉันหรือเปล่าสเวน!?"
"ข้าเป็นคนไม่ชอบโกหกใครอยู่แล้ว"
"แต่ข้าว่ามันแปลกๆนะ ว่าที่จู่ๆก็เกิดแสงสว่างจ้าแล้วแผลของรอยยิ้มก็หายไปจนหมดแล้วกลับมามีชีวิต มันเป็นผลของพรแห่งเทพหรือเปล่ารีไลย์"
"ฉันเองก็ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมายเกี่ยวกับเจ้าพลังนั่นหรอกนะ สรุปว่าตอนนี้มันเป็นไงมาไงกันแน่"
เสียงของพวกสเวนกำลังคุยกันอย่างออกรสในขณะที่ฉันกำลังงัวเงียเพิ่งตื่น ทำไมหัวมันมึนๆไปหมดแบบนี้นะ และดูเหมือนว่าบรรดาเพื่อนๆของฉันสังเกตุว่าฉันตื่นขึ้นจึงรีบเข้ามาดูอาการฉันในทันที
"รอยยิ้ม! ไม่เป็นอะไรนะ!?" ยัยรีไลย์พุ่งเข้ามาหาถึงตัวฉันเป็นคนแรกและกุมมือของฉันเอาไว้แน่น ฉันส่ายหัวไปมานิดหน่อยเพื่อให้อาการมึนๆหายไปแต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นี่ฉันเป็นไมเกรนหรือเปล่านะ
"สเวนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังแล้ว มัน...พูดไม่ออก" เดเวี่ยนยืนกอดอกครุ่นคิดอยู่ข้างหลังรีไลย์ ส่วนสเวนก็มายืนอยู่ข้างๆยัยรีไลย์พร้อมกับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตานิ่งๆ
"ไม่เป็นอะไรนะ" เขาถามฉัน
"อืม แค่มึนๆนิดหน่อย อาจเป็นเพราะนอนมากไปละมั้ง"
"อ่า~! นางตื่นแล้วรึ" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางประตูทางเข้า และเมื่อทุกคนหันไปที่ต้นทางก็พบว่าราสต้ากำลังยืนกอดอกพิงประตูอยู่โดยมีจัค'รากัลถือถาดอะไรตามมาด้วย
"นี่อาจจะทำให้เจ้ารู้สึกดีขึ้นได้นะสหาย" มันวางถาดไว้ที่โต๊ะข้างเตียงของฉัน และเมื่อฉันชะโงกไปดูในชามที่อยู่ในถาด ก็พบว่าเป็นซุปที่ฉันเคยกินเมื่อตอนที่พบกับราสต้าเป็นครั้งแรก ซุปมรณะ!!!!
"เอ่อ...ไว้ทีหลังนะ" ฉันกล่าวปฎิเสทอย่างสุภาพก่อนจะคืนถาดให้กับจัค'รากัล แต่เขาก็ดึงกันให้ฉันกิน ฉันเลยวางมันไว้ที่เดมเพราะไม่กล้าแตะต้องมัน ใครมันจะไปกล้ากินละว่ะนั่น ซุปจรรไล! ดูสิ ขนาดเดเวี่ยนกับสเวนยังทำหน้าพะอืดพะอมเลย ส่วนยัยรีไลย์มองซุปนั่นอย่างอยากๆ ฉันควรบอกหล่อนที่มั้ยเนี่ยว่ามันคืออะไร (หากท่านสงสัยว่ามันคืออะไร กลับไปอ่านบทที่ 95)
"ข้าแอบฟังพวกเจ้าคุยกัน เห็นว่าหนูรอยยิ้มตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่รึ" ราสต้าเดินเข้ามาที่เตียงฉันพร้อมกับนั่งลงบนพื้นและนั่นเองก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ปัคกี้น้อยคาบผ้าชุบน้ำมาให้ฉัน มันร่อนลงบนตักของฉันอย่างนิ่มนวลก่อนที่ฉันจะเอาผ้านั่นมาเช็ดหน้าของตัวเองเบาๆ ฉันเอ่ยขอบคุณมันไปและมันก็ส่งเสียงเป็นเชิงพออกพอใจ
"คือ...จะว่ายังไงดีล่ะคะ ตอนนั้น...หลังจากที่หนูตาย หนูก็อยู่ที่ไหนสักแห่งที่เต็มไปด้วยแสงสีขาวเต้มไปหมด แล้วจู่ๆท่านเอเซเลอร์ก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างๆหนู.." ฉันเริ่มเล่าบรรยายและทันทีเมื่อฉันเอ่ยถึงชื่อของเอเซเลอร์ ทุกคนก็ถึงกับตาโตทันที
"เธอเจอกับท่านเอเซเลอร์ด้วยหรอ!!?" รีไลย์ตะโกนถามมาเป็นคนแรกก่อนที่ทุกคนจะเริ่มแหกปากตามกัน
"โอ้! ท่านเอเซเลอร์เลยรึ!" เดเวี่ยน
"ชื่อเสียงของท่านแผ่ไพศาลมาถึงดินแดนของพวกโทรลล์เราด้วยล่ะ ท่านเป็นจอมเวทย์และนักบวชผู้สูงศักดิ์" ราสต้าพูดพร้อมกับปราบปลื้มในชื่อเสียงของเอเซเลอร์ จัค'รากัลเองก็พยักหน้าเออออตามกันไป
"ตาแก่เพี้ยนนั่นมาหาเจ้าด้วยหรือนี่" สเวนเอ่ยขึ้นมาบ้างซึ่งแตกต่างจากคนอื่น
"เอเซเลอร์คือใครหรือขอรับ?" จัค'รากัลถามขึ้นหลังจากที่สเวนพูดเสร็จ และนั่นเองที่ทำให้เขาถูกมะเหง็กจากราสต้าไปหนึ่งทีก่อนถูกว่าอย่างเสียๆหายๆ ทุกคนในห้อง(ยกเว้นสเวน)หัวเราะร่วนออกมา และฉันก็เริ่มเล่าต่อทันที
"คือ..เขาบอกหนูว่าหนูยังตายไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลาอันควร แต่เมื่อถึงเวลาเหมาะสมเขาจะมารับวิญญาณของหนูไปค่ะ" ฉันเล่าด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆแต่บรรยากาศในห้องกลับกันคนละด้าน ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที รีไลย์รีบแอบกระซิบกับสเวนและเดเวี่ยน ส่วนราสต้าก็นั่งกอดอกครุ่นคิดโดยมีจัค'รากัลนั่งอยู่ข้างๆ เจ้าปัคกี้ร้องครางออกมาทีนึง ฉันลูบหัวมันเบาๆก่อนที่มันจะผลอยหลับไปบนตักของฉัน
"ถ้าเป็นอย่างนั้น... การคาดเดาของฉันน่าจะถูกนะ" ยัยรีไลย์พูดเสียงดังในขณะที่กำลังกระซิบกับเดเวี่ยนและรีไลย์ ฉันมองหน้าเธออย่างสงสัย และนั่นเองที่ทำให้ทั้งสามคนหันมามองหน้าฉันอย่างจริงจัง
"การคาดเดาของเธอ คืออะไรหรอ" ฉันถามรีไลย์ เธอกัดเล็บของตัวเองอย่างเครียดโดยมีเดเวี่ยนบีบไหล่ของเธอเอาไว้ สเวนหันหน้าไปทางอื่นพร้อมกับสบถออกมาเบาๆ
"จะอธิบายยังไงดีล่ะรอยยิ้ม เรื่องพรแห่งเทพที่เธอได้มาน่ะ มันสามารถพลิกชะตาโลกนี้ได้เลยนะ" รีไลย์พูดออกมาพร้อมกับมานั่งบนเตียงข้างๆฉัน
"แล้ว..ทำไมฉันถึงได้พลังนี่มาละ..." ฉันแอบถามเสียงค่อย
"อันนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันน่าจะเดาได้ตั้งแต่แรกที่พบเธอแล้วนะเพียงแต่ฉันไม่มั่นใจเท่านั้นเอง"
"อะไรที่เธอรู้เกี่ยวกับฉัน?"
"คือ..เธอมีเซนส์บางอย่างที่แตกต่างไปจากคนอื่น"
"หมายความว่ายังไง" เอาล่ะท่านผู้ชม คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีกล่ะ ฉันนั่งมองหน้ารีไลยือย่างเครียดๆ เดเวี่ยนและสเวนเองก็หาเก้าอี้มานั่งข้างๆเตียงฉัน
"ขอความเป็นส่วนตัวด้วยนะค่ะ ท่านราสต้าและจัค'รากัล" จู่ๆยัยรีไลย์ก็เอ่ยปากขอราสต้าขึ้นมา เขามองหน้าเธออย่างงงๆก่อนยิ้มออกมา จัค'รากัลเกาหัวอย่างงงๆ
"คงเป็นความลับมากๆสินะ ก้ได้ ข้าออกไปเอง จัค'รากัล ไปกันเถอะ!" ราสต้าสปริงตัวเองขึ้นมาก่อนจะเดินออกไปจากห้องด้วยมือ จัค'รากัลหัวเราะแห้งๆทีนึงก่อนจะรีบเดินจากไปพร้อมกับราสต้าและปิดประตูอย่างเงียบเชียบ สรุปว่าในห้องตอนนี้มีเพียงแค่เราสี่คนเท่านั้น
"เล่ามาเลยไม่มีใครอื่นแล้วนอกจากพวกเรา" ฉันเอ่ยพูดขึ้นแต่จู่ๆยัยรีไลย์ก็พึมพำอะไรขึ้นมาก่อนจะชูมือของเธอและตวัดไปรอบๆ ละอองเวทมนตร์สีฟ้าลอยคลุ้งไปทั่วห้องก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
"เวทมนตร์ป้องกันการดักฟังน่ะ" เธอยิ้มนิดหน่อยก่อนจะตีสีหน้าจริงจังอีกครั้งหนึ่ง
"ตั้งแต่ที่ฉันเจอเธอครั้งแรกที่ป่าตอนที่เธอกำลังอาบน้ำในน้ำตกน่ะ ฉันสัมผัสถึงอะไรบางอย่างในตัวเธอจนฉันคิดว่าเธอเป็นปิศาจ"
"มิหน่าล่ะเธอถึงไล่ยิงฉัน" ฉันพูดประชดประชัน ยัยรีไลย์หัวเราะแห้งๆออกมา ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับหล่อนเรื่องนั้นเลยนีหว่า!
"คนเราจะมีความมืดและแสงสว่างในตัวอยู่เท่ากัน ทำให้เรามีสมดุลยภาพในชีวิต ไม่ดีไม่เลวเกินไป และทำให้โลกสมดุลย์ แต่ทว่าหากมีสิ่งใดมากเกินไปจะทำให้ทุกอย่างเสียเสถียรภาพทั้งทางโลกและธรรมชาติ.."
"..."
"แต่สำหรับเธอรอยยิ้ม เธอไม่มีทั้งความมืดและแสงสว่างเลย!" รีไลย์มองหน้าฉันก่อนจะพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
"ทำไมล่ะ" ฉันถาม
"เธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ผ่านกระบวนการธรรมชาติของโลกหรือเดินแดนแห่งนี้ ผิดกับพวกฉันที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้กันทั้งสิ้น" จะว่าไปแล้ว...ฉันไม่ได้เป็นคนของโลกนี้นิ เพราะฉันถูกดูดเข้ามาต่างหากล่ะ
"แล้วนั่นเกี่ยวอะไรกับพรแห่งเทพล่ะ" สเวนถาม เดเวี่ยนพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับคำถาม
"นายเคยอ่านหนังสือ 'ความลับของคนไม่มีแสงสว่างและความมืด' มั้ย" รีไลย์ถาม และผู้ชายทั้งสองคนก็ส่ายหน้าไปมาพร้อมๆกัน พวกผู้ชายนี่บ้าเนอะ บ้าแต่กำลังไม่อ่านหนังสือเลย(อย่าว่าแต่พวกสเวนเลย แกก็ไม่อ่านนังรอยยิ้ม)(แกก็ด้วยแหละอิคนเขียน แกสอบติด มศว.ได้เพราะฟลุคหรอกย่ะ!)
"มันเขียนเอาไว้ในนั้นว่า เมื่อผู้ที่ไม่มีซึ่งแสงสว่างและความมืดในตัว คนนั้นคือบุคคลที่พระเจ้าและซาตานประทานมาให้แก่โลก และแบกรับสัญญาของเทพเจ้าเอาไว้ด้วย"
"แต่...พระเจ้าหรือเทพเจ้าอะไรนั่น ก็เป็นตัวแทนแห่งแสงสว่างมิใช่หรือ" เดเวี่ยนถามบ้าง แต่รีไลย์ก็ตอบกลับไปดทันที
"เพราะแม้แต่พระเจ้ายังมีความมืดในจิตใจ หรือแม้แต่ปิศาจร้ายในก้นเหวนรกยังมีแสงสว่างแห่งความหวังอยู่เลย แต่ทว่ารอยยิ้มไม่มีเลยทั้งสองอย่าง นั่นหมายความว่าเธอเกิดมาโดยไม่มีทั้งแสงสว่างและความมืด" นั่นเองที่ทำให้ฉันเอ๋อเซ่อแบบนี้หรือเปล่านะ
"และเพราะด้วยประโยคหลังที่ฉันกล่าวไป นั่นน่าจะทำให้เธอมีสิทธิครอบครองพรแห่งเทพซึ่งเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องชีวิตและพลังที่ไร้ขีดจำกัด บุคคลทั่วไปมิสามารถเข้าถึงสัญญานั้นได้ นอกจากบุคคลที่เทพเจ้าและซาตานนั้นสร้างขึ้นมา และบุคคลนั้นจะเกิดหรือมายังโลกนี้ในรอบหลายร้อยล้านปี" เว่อร์ไปหรือเปล่ายัยรีไลย์!? โลกนี้มันจะเป็นยังไงตอนเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน พวกสเวนยังไม่เกิดเลยมั้งนั่นแล้วคนที่เกิดมาในตอนนั้นจะไปอยู่ยังไง
"...แต่ว่าฉัน...ฉันถูกดูดเข้ามาในโลกแห่งนี้นิ!" ฉันพูดขึ้นมาและนั่นเองที่ทำใหรีไลน์ตบมือตัวเองดังๆทันที
"นั่นไง!! ฉันบอกเธอแล้วใช่มั้ยว่าบุคคลซึ่งไร้ทั้งแสงสว่างและความมืดไม่ได้เกิดขึ้นมาในโลกแห่งนี้ แต่เธอเป็นพวกคนในต่างมิติหรือต่างโลก ซึ่งแน่ละว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะข้ามมิติไปมาระหว่างโลกของเธอกับโลกของพวกเรา แค่ย้อนเวลาหรือไปยังอนาคตได้ก็บุญโขแล้วสำหรับพวกเรา แต่เธอ..เธอกลับมายังมิติพวกเราได้! ดังนั้นพระเจ้าและซาตานต่างจงใจให้เธอมาเป็นผู้ถือครองพลังพรแห่งเทพ และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลอย่างดีว่าทำไมรอยยิ้มถึงถูกพวกลิช คิงไล่ล่าเป็นว่าเล่น เพราะลิช คิงก็ต้องการพลังนั่นเช่นกัน"
"แต่...รอยยิ้มทำสัญญาที่จะช่วยชีวิต..สเวนไปแล้วมิใช่รึ" เดเวี่ยนถามหลังจากที่นั่งฟังยัยรีไลย์นั่นมานานแสนนาน
"สัญญาของเทพเจ้าและซาตานจะเป็นโมฆะเมื่อคู่สัญญาของตนปฏิเสทต่อพลังนั่น แต่ทว่าในกรณีของสเวนกับรอยยิ้ม แน่ละว่าปากของสเวนจะบอกว่าไม่ต้องการพลังนั่นแต่ตอนที่เขาตายไปแล้วเกิดขึ้นมาใหม่ เขายอมรับในสัญญานั่นและทำให้เกิดขึ้นมาใหม่ด้วยพลัง..ชีวิตของรอยยิ้ม.."
"หา!!!!" พวกเราทุกคนต่างพากันแหกปากทันทีรวมทั้งสเวนด้วย รีไลย์มองหน้าทุกคนอย่างเคร่งเครียด
"เอาล่ะ..มาถึงตรงนี้แล้ว ทุกคนอย่าตกใจไปละ" ยัยรีไลย์เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่บรรยากาศจะเงียบไปอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับว่าเธอกำลังจะเล่าเรื่องผี สเวนได้เกิดใหม่เพราะพลังชีวิตของฉันอย่างนั้นหรอ... แต่ฉันนึกว่าเขาเกิดใหม่เพราะเอเซเลอร์ช่วยเขาหลังจากที่ฉันผ่านบททดสอบซะอีก นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่
"พลังของเทพเจ้าที่รอยยิ้มมอบให้กับสเวนคือเทพะกำลัง (God's Strenght) ซึ่ง...ขับเคลื่อนโดยใช้...ชีวิตของรอยยิ้มเป็นพลังงาน" หลังจากที่รีไลย์เอ่ยจบ สเวนก็แทบจะลุกออกมาจากเก้าอี้มาคว้าสร้อยคอของฉันอย่างรวดเร็ว แต่ถูกเดเวี่ยนรั้งเอาไว้เสียก่อน
"ใจเย็นๆหน่า! มันต้องมีหนทางสิ!" เดเวี่ยนพูดกับสเวนพร้อมกับฉุดเขาให้นั่งลงเหมือนเดิม ฉันและรีไลย์ต่างมองผู้ชายทั้งสองคนด้วยสีหน้าลำบากใจ ฉันเองก็รู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ถึงยังงั้นฉันเองก็ยังไม่เข้าใจอะไรมากมาย เพราะนี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียในชีวิตของฉันที่ต้องมาประสบเคราะห์แบบนี้ ถูกพวกปิศาจหมายปองและต้องแบกรับสัญญาของเทพเจ้าเอาไว้ด้วย
"ทุกๆครั้งที่รอยยิ้มใช้พลังนั่น อาจจะทำให้ชีวิตของเธอสั้นลงเรื่อยๆ ร่างกายอ่อนแอลงไป แต่กลับกัน รอยยิ้มจะไม่สามารถถูกฆ่าตายได้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธหรือเวทมนตร์ ก็จะไม่สามารถฆ่าเธอให้ตายได้ นอกจากพลังชีวิตของเธอจะหมดลงไปเอง" รีไลย์อธิบายเสริมขึ้นมา สเวนชักสีหน้าเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
"เอ่อ..เอาหน่า! ตอนนี้ฉันยังแข็งแรงอยู่เลย แล้วมันก็ดีด้วยไม่ใช่หรอที่ฉันจะโดนฟันยังไงฉันก็ไม่ตาย อีกอย่างนึงนายก็คงเบื่อขี้หน้าฉันแล้วใช่มั้ยสเวน ฮ่ะๆ นายคงเหนื่อยที่ต้องตามมาปกป้องฉันใช่มั้ย ฮ่าๆ" ฉันพยายามพูดติดตลกเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันย่ำแย่ไปกว่านี้ เพราะทุกคนต่างพากันหลบหน้าฉันกันหมดแม้แต่ยัยรีไลย์ เหลือเพียงฉันที่กำลังหัวเราะร่วนอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า
"ฉันยังไม่เป็นอะไรไปสักหน่อย อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ใช้พลังนั่นแล้วหลังจากที่สู้กับคาเอลบ้าบอนั่นในป่า ฉันยังไม่เป็นอะไรไปหรอกหน่าตอนนี้" ฉันฝืนยิ้มอีกครั้งเผื่อว่าจะมีใครสักคนเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังสื่ออยู่
"นั่นมันไม่ตลกนะ รอยยิ้ม" สเวนเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองหน้าฉันด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิม มันไม่ได้นิ่งเฉยหรือเย็นชา แต่..ไม่สิ ฉันบรรยายสายตาของเขาในตอนนี้ไม่ถูก
"เจ้ารู้ตัวมั้ยว่ากำลังทำอะไรอยู่"
"ม่าย~! ฉันไม่รู้" ฉันพยายามเล่นปากเล่นคำกับสเวน แต่นั่นเองที่ทำให้สเวนคว้าคอเสื้อของฉันและยกฉันขึ้นจากเตียงและมองฉันด้วยสายตาโกรธแค้น เขา...เป็นอะไรไป
"อย่ามาพูดติดตลกนะ!! เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้!! ถ้าหากเจ้าใช้พลังนั่นต่อไป ข้าแข็งแกร่งขึ้นแต่เจ้าอ่อนแอลง ข้าไม่เอาด้วยหรอก!!"
"เฮ้ยๆ! หยุดนะสเวน! ปล่อยรอยยิ้มซะ!" เดเวี่ยนเข้ามาดึงร่างของสเวนออกจากฉันโดยมีรีไลย์พยายามพูดอยู่ข้างๆด้วย
"ฉันรู้...ฉันรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องเจออะไรบ้าง" ไม่เหลือแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของฉันที่ปั้นขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ฉันก้มหน้ามองพื้นอย่างหมดอาลัยอาวร
"รู้แล้วทำไมเจ้ายังดึงดันที่จะเอาพลังนั่นมาอีกละฮ่ะ!! เจ้านี่มันโง่หรือเปล่าวว่ะ!!" สเวนตะคอกใส่หน้าของฉันจนฉันสัมผัสได้ถึงน้ำลายหลายฟองกระทบหน้าของฉัน
"เพราะว่าฉัน...รักนายยังไงล่ะ" คำตอบของฉันทำเอาทุกคนต่างพากันเงียบกริบไปในทันที แม้แต่สเวนเองที่ดูเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ก็สงบไปในทันทีก่อนจะค่อยๆวางฉันลงบนเตียงอย่างช้าๆ
"..."
"นายเคยเข้าใจอะไรบ้างมั้ย!? ที่ฉันต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ผ่านบททดสอบของเอเซเลอร์นั่นเพื่อท่จะได้เห็นหน้าของนายอีกสักครั้งนึง! เพราะฉันเองเป็นคนที่ทำให้นายต้องตาย! ถ้าหากฉันไม่ซื้อแผ่นเกมจากร้านนั่น เรื่องมันคงไม่เกิดขึ้นแล้วนายก็คงไม่ต้องมาทนทุกข์กับการมาคุ้มครองปกป้องฉันหรอก! มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมดเลย ใช่สิ! ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะมั้งที่พวกทหารเข้ามาทำลายค่าย เป็นเพราะฉันใช่มั้ยที่ทำให้ทุกคนต้องมาล้มตายเป็นจำนวนมาก! ฉันมันเป็นตัวเสนียด!! ผิดตั้งแต่แรกที่ฉันเข้ามาในโลกของนาย!!!"
เพี้ยะ~!
ฝ่ามือของรีไลย์ฟาดเข้ามาเต็มหน้าของฉันจนหน้าหมุนไปตามแรงตบ ยัยรีไลย์ในตอนนี้มีน้ำตานองหน้าเหมือนกับฉันไม่มีผิด
"เธออย่ามาพูดอะไรแบบนั้นนะ! ฮึก.. เราเพื่อนกันไม่ใช่หรอ! เธอไม่ผิดหรอก เธอไม่ผิดตั้งแต่แรกแล้ว!!" ยัยรีไลย์ว่าพล่ามเสร็จก็โถมตัวเข้ามากอดฉันพร้อมกับซุกหน้าร้องไห้บนไหล่ของฉัน ฉันเองก็มองเธอก่อนจะปล่อยโฮออกมาเหมือนกับเธอ สรุปว่าตอนนี้ฉันกับยัยรีไลย์กำลังกอดกันกลมดิ๊กพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย เดเวี่ยนถอนหายใจก่อนจะยิ้มออกมา สเวนเดินตรงเข้ามาหาฉันก่อนจะเอามือของเขาวางลงบนหัวของฉันอย่างอ่อนโยน
"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะปกป้องเจ้าเอง..."

"ยะ..แย่แล้ว!!!!" จู่ๆจัค'รากัลก็โผล่พรวดเข้ามาในห้องของพวกเราพร้อมกับสีหน้าที่ตื่นตระหนก
"เกิดอะไรขึ้น?!" ฉันถาม
"พวกทหารลิช คิงบุกมาถึงที่ค่ายแล้ว!!!"


บทนี้.. คิดสดมากๆ! เพราะตอนนั้นหัวมันแล่น ถ้าหากมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

[M]agician
28-07-2010, 04:10 PM
หนุกชิห้าย

ยิ่งอ่านยิ้งหนุก

-[InForMaTioN]-
28-07-2010, 04:49 PM
ยาวๆไปจร้า

[S]corpion
28-07-2010, 08:05 PM
อ่านแล้วอยากเขียนมั่งแฮะ .. :018:

ถ้าเขียนควบ 2 เรื่องจะได้มั้ยเนี่ย (หมายถึงดองนะ) :019: :019:

[M]agician
28-07-2010, 08:06 PM
ยกย่องว่านที่ขยันแต่งซ่ะ แฮม !!!!!!!!!!!!!!! :1120:

[S]corpion
28-07-2010, 08:10 PM
จิงๆนะตอนนี้คิดเรื่องใหม่ได้ แต่เรื่องเก่ายังไม่จบ เดะมาเขียนเรื่องเก่าให้จบก่อนดีกว่าค่อยเขียนเรื่องใหม่ :018:

jaraspong47
29-07-2010, 05:43 PM
ยังสนุกเหมือนเดิมนะคัฟ :004:
รอติดตามตอนต่อไป :009:

KillerSpree
31-07-2010, 10:53 PM
100

http://www.youtube.com/watch?v=rMDvps_q9qo [OP]

พวกเราทั้งสี่คนรีบวิ่งขึ้นไปบนป้อมซึ่งตั้งตระหง่านบนรั้วรอบหมู่บ้านของโทรล์พร้อมกับมองไปยังกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวมาทางค่ายนี้อย่างรวดเร็ว
"โอ้วพระเจ้าช่วย!! ทำไมมันมากมายมหาศาลขนาดนั้น!?" รีไลย์ร้องอุทานออกมาอย่างตกอกตกใจ ปริมาณของพวกทหารลิช คิง มันเยอะจนเรียกได้ว่าสามารถถล่มที่นี่ได้อย่างง่ายดาย ราสต้ากับท่านแม่ทัพที่ชื่อฮัสก้าคุยกันอย่างเครียดๆพลางมองไปยังกองทัพสลับกับพวกเราทั้งสี่คน
"พวกนั้นจะมาตามรอยยิ้มแน่ๆ" เดเวี่ยนพูดขึ้นมาก่อนจะหันหน้ามาทางฉัน และนั่นเองที่ทำให้สเวนและรีไลย์หันมามองฉันเช่นกัน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดยังไงก็ไม่รู้ ทุกหมู่บ้านที่ฉันไปมาพวกทหารลิช คิงจะตามมาระรานเสียไปหมเจนต้องมีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกเขาต้องมาตายเพราะฉันคนเดียวแท้ๆเลย
หมับ
จู่ๆรีไลย์ก็เข้ามาจับแขนของฉันเอาไว้ทั้งสองข้างก่อนจะหันร่างของฉันให้ไปหาเธอ เธอกำลังยิ้มมาให้ฉันอย่างอ่อนโยน
"ไม่ต้องกลัวหรอกนะ พวกเราทั้งสามคนจะปกป้องเธอเอง ใช่มั้ยเดเวี่ยน สเวน"
"อื้ม! เราจะไม่ให้พวกนั้นแตะตัวเธอแม้แต่ปลายก้อย ด้วยเกียรติของอัศวินแห่งลอเดอร์รันเลย!" เดเวี่ยนว่าพร้อมกับชักดาบของตัวเองออก และนั่นเองที่ทำให้ฉันกับรีไลย์หัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ เดเวี่ยนบ่นใส่พวกเรานิดหน่อยก่อนที่สายตาของฉันจะไปสบกับสเวน เขามองหน้าฉันด้วยสายตาจริงจังและทำให้ฉันนึกถึงคำพูดที่เขาพูดเมื่อตอนที่พวกเราอยู่ในห้อง
'ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะปกป้องเจ้าเอง'
ฉันยิ้มให้กับสเวนจนเห็นฟันครบทุกซี่และนั่นเองที่ทำให้สเวนพยักหน้าก่อนจะแสยะยิ้มออกมานิดๆพร้อมกับชักง้าวออกมาจากหลังของเขา
"พวกเราจะไม่ยอมให้ไอ้พวกนั้นมาทำลายหมู่บ้านของเราเด็ดขาด!" เสียงคำพูดของราสต้าทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน มันมองหน้าพวกเราก่อนจะยิ้มออกมาพร้อมกับชูสองนิ้วสู้ๆขึ้นมา เอ่อ...มันไม่ได้ดูน่ารักเลยนะ จัค'รากัลวิ่งขึ้นบันไดมาพร้อมกับวิ่งไปหยุดอยู่ข้างๆฮัสก้าที่ยืนอยู่ข้างหลังราสต้า
"อพยพพวกชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้วครับ!"
"ดีมาก ตรึงกำลังเอาไว้ที่หน้าด่านแรกที่สุด รั้งเอาไว้ให้นานที่สุด นานพอที่จะถ่วงเวลาพวกนั้นแล้วเริ่มแผนการ!" ฮัสก้าสั่งจัค'รากัลอีกครั้งหนึ่งก่อนจะหันมามองพวกเรา
"ขอให้พวกเจ้าปลอดภัยในสมรภูมิ" มันยิ้มมาให้พวกเราก่อนจะเดินลงไปจากป้อมไปยังประตูค่ายด้านหน้า พวกทหารโทรล์ทั้งหลายในตอนนี้หยิบจับอาวุธเตรียมพร้อมรบเต็มอัตตราศึก รีไลย์เริ่มท่องคาถาของตนเอง ก่อนที่จะมีวงแหวนสีฟ้าฝังลงไปในดินบริเวณใกล้ๆกับพวกลิช คิงที่กำลังเดินทางกันมา
"กับดักเวทย์มนตร์ อย่างน้อยน่าจะทำให้พวกนั้นเจ็บตัวกันไปบ้างล่ะ ทีนี้...เราต้องวางแผนของพวกเรากันบ้าง!" รีไลย์หันมาหลังจากที่ร่ายเวทมนตร์เสร็จก่อนจะรีบลากพวกเราทั้งหมดไปยังบริเวณมุมกำแพง
"แผนการมีอยู่ว่า พวกเราจะช่วยพวกโทรล์จัดการพวกลิช คิงให้ได้มากที่สุด แล้วหลังจากนั้นเราก็รีบชิ่งหนีไปจากค่ายนี้ โดยล่อให้มันตามพวกเรามาด้วยเพื่อที่จะให้ค่ายนี้ไม่ให้ถูกทำลาย"
"แต่พวกเราจะหนีไปยังไงล่ะ แล้วแผนของเธอมันก็แปลกๆยังไงอยู่นะ" ฉันถามด้วยความงุนงง
"พวกลิช คิงน่ะมันกำลังพุ่งความสนใจมาอยู่ที่เธอนะรอยยิ้ม ดังนั้นเราจึงต้องใช้โอกาสนี้เบี่ยงเบนพวกนั้นซะ แล้วก็ให้พวกทหารโทรล์นั่นจัดการตลบหลังยังไงล่ะ" แบบนี้นี่เอง! ฉลาดมากรีไลย์! อย่างน้อยฉันก็มีประโยชน์ก็คราวนี้แหละ
"แต่แบบนั้นมันจะเสี่ยงไปหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นรอยยิ้มก็ต้องอยู่ใกล้ๆกับพวกเรา แล้วนั่นจะทำให้พวกเราทั้งหมดเป็นเป้าหมายแน่ๆ" เดเวี่ยนเสริมขึ้นมาพร้อมกับข้อโต้แย้งในแผนการครั้งนี้
"แต่อย่าลืมสิว่าตอนนี้ฉันมีไม้เท้า'อะไรก็ได้'อยู่นะ" ฉันยิ้มก่อนจะโบกไม้เท้าอะไรก็ได้ไปมา และนั่นเองที่ทำให้ทุกคนมีสีหน้าดีขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็สู้กับทุกคนได้
"แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าประมาทละ ถ้าเกิดไม่ไหวยังไงก็รีบถอนตัวออกมาแล้วกลับมาคิดใหม่กันอีกรอบ" รีไลย์พูดอีกครั้งหนึ่งและนั่นทำให้พวกเราทุกคนพยักหน้าและเตรียมรบกับศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ อาจจะเป็นสงครามครั้งแรกในชีวิตของฉันที่ฉันเข้าร่วมด้วยก็ว่าได้ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้จากหนังสือตำราเรียนจริงๆ

"อีกไม่กี่ไกลก็จะถึงหมู่บ้านของไอ้พวกโสโครกนั่นแล้ว!" เสียงของทหารลิช คิงตนหนึ่งพูดขึ้นมาพร้อมกับเลียมีดตัวเองเบาๆ ทหารตนนั้นสยายปีกออกมาก่อนจะโผบินไปบนอากาศและสำรวจกองทัพของพวกโทรล์ที่กำลังตรึงกำลังเอาไว้อยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านของพวกมัน อกาชาร์ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับเลียปากตัวเองด้วยความกระหาย แต่ถึงยังงั้นเธอก็ยังไม่ลืมภารกิจของตนที่เจ้านายปิศาจนั้นสั่งบัญชามา
'นำรอยยิ้มกลับมาหาข้า'
"ชิ! นึกว่าจะได้ฆ่าหมดหมู่บ้าน กลับต้องเหลือยัยเด็กเมื่อวานซืนนั้นเอาไว้ให้ท่านลิช คิง แต่ก็เอาเถอะเพื่อความรักที่มี่ต่อท่านจอมมาร ข้าผู้นี้จะยอมพลีกายถวายเลย!" ว่าแล้วเธอก็กลับไปเดินพร้อมกับพวกทหารของคนอื่น หนึ่งในทหารนั้นกำลังเดินคอตกพร้อมกับคิดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น
ภาพของรอยยิ้มที่ถูกเสาหินปักกลางอกเพราะฝีมือของเขายังคงอยู่ในหัวของเขาไม่ไปไหน เรื่องนี้เขายังไม่ได้บอกใครเลยแม้แต่ท่านจอมมาร เพราะขืนบอกไปเขาอาจจะไม่เหลือแม้แต่วิญญาณให้เชยชมในโลกนี้ และนั่นเองอาจจะทำให้จอมมารโกรธเสียเอามากๆ เขาจึงเลี่ยงที่จะพบหน้าท่านจอมมารและปิดบังเรื่องนี้เอาไว้
"เจ้าเป็นอะไรไป เอนูบลัค กลัวรึไง!?" สลาดาร์ที่เดินมาจากทางด้านหลังถามเอนูบลัคที่กำลังเดินอย่างเหม่อลอย เขามองหน้าสลาดาร์อยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะถอนหายใจและเดินตีตัวออกจากสลาดาร์ไปนำหน้ากองทัพแทน
'นูบอ่า~! ก็คนมัน..คิดถึงนี่นา'

ทหารทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าใกล้เข้ามาทุกทีๆ รีไลย์เริ่มท่องมนตร์อีกครั้งหนึ่งและนั่นเองที่ทำให้กับดักที่เธอเตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกทำงาน ระเบิดสีน้ำเงินระเบิดไปทั่วบริเวณเป็นวงกว้าง ทำให้พวกทหารลิช คิงบางส่วนถูกแช่แข็งกลายเป็นน้ำแข็งไป รีไลย์เริ่มท่องเวทมนตรือีกครั้งหนึ่งและนั่นเองที่ทำให้ผนึกน้ำแข็งนั่นแตกระเบิดออกเป็นสิ่งๆ และทำให้มันกระจายไปทั่วกองทัพของทหารลิช คิง
"หนอยย!! ไอ้หนูสกปรก!!!" อกาชาร์ตะโกนหวัดร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนที่ตัวเธอจะลอยขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะท่องเวทมนตร์ของตัวเองบ้าง มวลประจุต่างๆเริ่มลอยมาอยู่ที่บริเวณริมฝีปากของเธอ และในไม่ช้าคลื่นต่างๆก็หลอมรวมกัน เธอร่ายเวทมนตร์เสร็จก็เกิดคลื่นสีฟ้าขนาดใหญ่ถาโถมเข้าใส่ทหารโทรล์อย่างรวดเร็ว แต่ทว่า...
"ปกป้องและป้องกัน!!"
เสียงตะโกนของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาและก็เหมือนบาเรียร์สีขาวขนาดใหญ่ห่อหุ้มกองทัพทหารโทรล์เอาไว้ทันเวลาพอดิบพอดีก่อนที่คลื่นสีฟ้านั่นจะถูกกองทัพ คลื่นดังกล่าวกระทบกับบาเรียสีขาวนั่นอย่างจังจนเกิดเสียงแหลมไปทั่วบริเวณ ก่อนที่คลื่นนั้นจะหายไปกลางอากาศทิ้งไว้แต่กลุ่มควันขนาดใหญ่ซึ่งทำให้ทัศวิสัยของกองทัพทั้งสองฝ่ายย่ำแย่ลง ต่างคนต่างมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน
"นะ..นั่นมันอะไร!?" อกาชาร์หวีดร้องเสียงหลงอย่างเกรี้ยวกราด ไม่เคยมีใครต้านทานเวทมนตร์ของเธอได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น จู่ๆเวทมนตร์ของเธอก็ถูกหักล้างไปง่ายๆเสียอย่างนั้น กลุ่มควันเริ่มซาลงช้าๆ และทำให้ทุกอย่างเริ่มกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนกับพวกทหารโทรล์เลยสักคน บาเรียที่รอยยิ้มสร้างขึ้นมาสามารถปกป้องทุกคนเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อกาชาร์เหลือบมองไปเห็นร่างของเธอเข้าและนั่นเองยิ่งทำให้เธอโกรธแค้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
"หนอยยย!! ยัยเด็กตัวแสบ!!!!" เธอกัดฟันแน่ก่อนจะอันตธานหายไปในอากาศ เธอ..หายไปไหนแล้ว...

"ลุย!!!!" เสียงตะโกนของฮัสก้าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ และนั่นเองที่ทำให้ทหารทุกนายโฮ่ร้องออกมาด้วยความคกคะนอง ทหารทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าประจัญบานฟาดฟันกันอย่างไม่ไว้ชีวิต เวทมนตร์และอาวุธถูกใช้อย่างบ้าคลั่ง เลือดหลากสีฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศและพื้น เสียงโฮ่ร้องและหวีดร้องเพราะความเจ็บปวดดังไปทั่วผืนสนามสมรภูมิ เดเวี่ยนชักดาบออกจากร่างของทหารลิช คิงตัวหนึ่งก่อนจะแปลงร่างของตัวเองเป็นมังกรสีขาวขนาดมหึมาและบินโผใส่พวกทหารลิช คิงจนล้มระเนระนาด สเวนฟาดฟันใส่พวกหทารลิช คิงอย่างบ้าคลั่งพร้อมทั้งจับตาดูรอยยิ้มทีกำลังใช้เวทมนตร์สนับสนุนพวกทหารอย่างไม่ละสายตาไปด้วย รีไลย์เองก็กำลังร่ายเวทมนตร์โจมตีทหารทั้งภาคพื้นดินและอากาศ ทุกๆอย่างมีแต่ความโอละหม่านสับสนวุ่นวาย วันนี้หลายชีวิตต้องจบลงกลางสมรภูมิแห่งนี้...
เอนูบลัคกำลังใช้วิชาท่องเมฆาลอบเข้าไปโจมตีพวกทหารโทรล์อยู่ สายตาของกลับไปสะดุดเข้าให้กับรอยยิ้มที่กำลังสนับสนุนและป้องกันการโจมตีของพวกทหารลิช คิงอยู่ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน!? เธอ...เธอยังมีชีวิตอยู่หรือนี่!!
"นี่แนะ! เอาไปเลย!!" รอยยิ้มตะโกนลั่นพร้อมกับสั่งไม้เท้าของเธอโจมตีพวกทหารลิช คิงตัวหนึ่งจนมันกระเด็นลอยไปไกล ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทีทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองดีใจขึ้นมาดื้อๆเวลาเห็นเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ทว่าในขณะเดียวกัน พวกเพื่อนๆของเธอกำลังตกระกำลำบากเข้าแล้ว สเวนถูกหวดกระเด็นออกมาจากสมรภูมิและได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก มังกรเดเวี่ยนถูกพวกทหารลิช คิงกระโดดขึ้นไปบนหลังจำนวนมากก่อนที่ตัวของเขาจะดิ่งไถลไปตามพื้น รีไลย์ถูกทหารนายหนึ่งปิดปากเอาไว้แน่นพร้อมกับยึดไม้เท้าของเธอไปเธอพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุม รอยยิ้มเห็นท่าไม่ดีจึงมองสร้อยของตัวเองก่อนบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง
"ขอโทนะสเวน แต่ฉันจำเป็นจริงๆ" ว่าแล้วเธอก็จับสร้อยคอของตัวเองเอาไว้แน่นก่อนจะเกิดแสงสว่างจ้าอบอุ่นไปทั่วบริเวณ แสงสว่างนั่นไปกระจุกรวมกันอยู่ที่ตัวของสเวน บาดแผลต่างๆของสเวนหายไปเป็นปลิดทิ้งและนั่นเองที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง
"ไว้เสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะจัดการเจ้าแน่รอยยิ้ม!" สเวนพูดทิ้งท้ายกับตัวเองก่อนจะกลับเข้าไปในสมรภูมิใหม่พร้อมกับพลังที่เพิ่งได้รับมา แต่นั่นเองที่ทำให้รอยยิ้มทรุดลงไปกองกับพื้นและเป็นจังหวะเดียวกันที่อกาชาร์โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้มาอยู่ตรงหน้าของเธอ
"หึ! เจอกันอีกแล้วสาวน้อย"
"แก...คือ..!!" รอยยิ้มพูดออกมาอย่างยากลำบากราวกับว่าเธอกำลังขาดอากาศหายใจ
"ทำแสบมากนังหนู อย่างน้อยขอให้ข้าได้ฟันเจ้าสักทีนึงเถอะ!!" อกาชาร์ง้างมีดของเธอเอาไว้เหนือหัวหมายจะฟันรอยยิ้ม รอยยิ้มรีบเอาไว้ไม้เท้าของเธอมารับไว้แทนและนั่นทำให้ไม้เท้าของเธอปลิวกระเด็นไปไกล ตอนนี้เธอไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย
"..." รอยยิ้มเงียบไปก่อนจะล้มลุกคลุกคลานหนี แต่ทว่ากลับถูกอกาชาร์เหยียบใส่ที่หลังเสียก่อน
"อย่าฝืนเลยหน่าแม่หนู แค่แผลเป็นสักสองสามแผลมันคงไม่ทรมานหรอก จริงมั้ย" อกาชาร์ว่าพลางเลียมีดของตัวเองอย่างกระหายเลือด ไม่มีใครเลยหรือไงว่ะที่จะมาช่วยรอยยิ้มตอนนี้ พวกสเวนมันหายหัวไปไหนหมดว่ะ!!
"เอาล่ะ ขอฟาดเบาๆบนหน้าของหนูหน่อยละนะ" อากาชาร์ว่าอีกครั้งก่อนจะง้างมีดขึ้นมาก่อนจะฟันไปที่หน้าของรอยยิ้ม
'ก็คนมัน..คิดถึงนี่นา~!'
พลั่ก!!
ร่างของอกาชาร์ถูกใครบางคนกระแทกเข้าใส่อย่างจังจนร่างนั้นกระเด็นไปไกลพอสมควร รอยยิ้มที่กำลังหลับตาปี๋อยู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาและก็พบว่า..
"นะ..นาย" เธอเอ่ยไม่เป็นคำเมื่อเห็นบุคคล..ไม่สิ ด้วงตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่ทางด้านหน้าของเธอ
"ถือว่าเป็นคำขอโทษของข้าแล้วกัน!" เอนูบลัคเอ่ยขึ้นสั้นๆก่อนที่ทั้งคู่จะเงียบลงไป ท่ามกลางสมรภูมิเดือดแห่งนี้มีเพียงแต่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่หยุดนิ่ง
"นาย..ฆ่าฉันใช่มั้ย" รอยยิ้มเอ่ยถามและนั่นเองที่ทำให้เอนูบลัคหลบสายตาเธอทันที
"..."
"แล้ว..จู่ๆนายก็มาช่วยฉัน... นี่ฉันงงไปหมดแล้วนะเนี่ย~!?" คำพูดหลังของรอยยิ้มทำให้เอนูบลัคที่กำลังหลบสายตาเธออยู่ถึงกลับกลุ้มกับความปัญญาอ่อนของเธอ
"โธ่เอ้ย! ยัยโง่!! ปัญญาอ่อนจริงๆ" และนั่นเองที่ทำให้เอนูบลัคหลุดคำพูดออกมา แต่เมื่อเขารู้ตัวเขาก็ปิดปากเงียบทันที รอยยิ้มมองหน้าด้วงตัวนั้นอย่างงงๆ ก่อนเกาหัวแกรกๆและหัวเราะแห้งๆออกมา
"เอาเถอะ.. ขอบคุณนะ นูบ"
เหมือนอะไรบางอย่างในใจของเขาที่ขาดหายไปแล้วกลับคืนมาเหมือนเดิม ทันทีเมื่อรอยยิ้มเอ่ยชื่อของเขาแทนที่จะเป็นเอนูบลัคกลับกลายเป็นนูบ นั่นเองที่ทำให้เขาเผลอหลุดยิ้มขึ้นมานิดๆ (นิดเดียวจริงๆ)
"รอยยิ้ม!!" เสียงของรีไลย์ตะโกนลั่นขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่แสนสับสนวุ่นวาน เอนูบลัคเหลือบไปเห็นรีไลย์เข้าจึงรีบหายตัวไปในทันที
"เธอไม่เป็นอะไรนะ!? แล้วนั่นมัน...ใช่นูบหรือเปล่า" เธอถามรอยยิ้มพลางมองไปยังเส้นทางที่เอนูบลัคเดินจากไป รอยยิ้มพยักหน้าตอบแทนคำพูด แต่รีไลย์ก็นึกขึ้นได้ถึงแผนการขั้นต่อไป
"เอาล่ะ ทีนี้เริ่มแผนการได้!" รีไลย์รีบฉุดร่างของรอยยิ้มขึ้นมาก่อนจะฟาดไม้เท้าของตัวเองลงบนพื้นและนั่นเองที่ทำให้เกิดแรงสนั่นหวั่นไหวจนทุกคนในบริเวณล้มกองกับพื้น ยกเว้นเดเวี่ยนที่กำลังเหาะเหินบนอากาศ เขาเหลือบมาเห็นผู้หญิงสองคนนั้นและรู้ถึงสัญญาณดังกล่าว เขาจึงรีบพุ่งตรงดิ่งมาหาพวกเธอทั้งสองทันที
"แล้ว..สเวนล่ะ!?" รอยยิ้มเอ่ยถามถึงสเวนซึ่งตอนนี้หายไปไหนก็ไม่รู้ แต่จู่ๆพวกทหารของลิช คิงก็กระเด็นลอยขึ้นฟ้ากันไปคนละทิศคนละทาง และเมื่อพวกเขาหันไปดูที่ต้นตอก็พบว่าร่างของสเวนกำลังฟาดฟันเหล่าทหารลิช คิงอย่างบ้าดีเดือด ที่ร่างของเขาในตอนนี้มีออร่าสีส้มห่อหุ้มร่างกายเอาไว้อย่างหนาแน่น
"นี่นะหรือพลังของเทพเจ้าและซาตาน" รีไลย์อึ้งกับพลังอันมหาศาลของพรแห่งเทพอยู่ และทันทีเมื่อเธอได้สติเธอก็รีบตะโกนเรียกสเวนทันที สเวนได้ยินเสียงเรียกดังกล่าวจึงรีบตรงดิ่งมาหาทันที
"รอยยิ้มไม่เป็นอะไรนะ!?" สเวนเอ่ยถามขึ้นมา เธอยิ้มตอบกลับไปแทนคำพูดก่อนที่ทุกคนจะรีบขึ้นหลังของเดเวี่ยนอย่างรวดเร็ว มีพวกทหารลิช คิงจำนวนหนึ่งพยายามขึ้นหลังของเดเวี่ยนมาด้วย แต่ถูกราสต้าใช้เวทมนตร์ดึงลงมาเสียก่อน พร้อมกับฮัสด้าที่ลากร่างของทหารนายหนึ่งลงมาพร้อมกับแทงเข้าไปที่ท้องของมันอย่างแรงจนเลือดไหลออกมาเป็นน้ำพุ
"หวังว่าเจ้าคงทำตามแผนที่วางไว้สำเร็จเน่อ!" ราสต้าเอ่ยพร้อมกับปล่อยสายฟ้าออกมาจากมือของตนเอง พวกทหารที่อยู่ในตะข่ายเวทมนต์ของราสต้าต่างพากันชักดิ้นชักงออย่างทรมานก่อนจะแน่นิ่งลงไป แต่ทางด้านหลังของเขา...
"ระวัง!!!?" รอยยิ้มตะโกนเตือนราสต้าเมื่อเธอเห็นหทารมากกว่าสิบนายตรงดิ่งมาหาราสต้า แต่ทว่าราสต้ากลับไม่รู้สึกตกใจแต่อย่างใด ตอนนี้ปากของเขากำลังขมุบขมิบร่ายเวทอะไรสักอย่างก่อนที่จะมีฝูงเสางูสีส้มออกมาเป็นจำนวนมาก งูพวกนั้นโจมตีใส่พวกทหารเลวที่กำลังหมายจะมาโจมตีราสต้า งูพวกนั้นเป็นโล่กำบังชั้นดีให้กับราสต้าเลยทีเดียว
"เวทมนตร์อัญเชิญ!" รีไลยืพูดอย่างตกอกตกใจพร้อมกับทำหน้าตาชื่นชมให้กับเวทมนตร์ที่ราสต้าเสกสรรค์ขึ้นมา แต่ในจังหวะนั้นเองที่ทุกคนกำลังเผลอยู่ ทหารของลิช คิงตัวหนึ่งกระโดดมาจากทางด้านหลังของรอยยิ้มพร้อมกับกำลังจะฟันร่างของรอยยิ้มให้ขาดเป็นสองท่อน กว่าทุกคนจะรู้ตัวร่างของทหารนั้นก็ใกล้เกินไปเสียแล้ว และในจังหวะนั้นนั่นเอง
พลั่กๆๆ!!
ขวานอันเล็กๆหลายอันเฉาะเข้าไปที่ใบหน้าของทหารนายนั้นจนมันแน่นิ่งไม่ไหวติง ทุกคนต่างพอกันไปมองที่ต้นวิถีของขวานดังกล่าวก็พบว่าจัค'รากัลกำลังชูสองนิ้วมาให้กับพวกเขาอยู่
"แฮะๆ เกือบไปแล้ว!"
"ดีละ เริ่มแผนการได้!" รีไลย์ว่าพร้อมกับร่างของเดเวี่ยนที่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยมีพวกราสต้าคอยป้องกันเอาไว้ และทันทีเมื่อร่างของเดเวี่ยนขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นผลสำเร็จ พวกทหารลิช คิงก็พากันวิ่งไล่ตามเดเวี่ยนอย่างเอาป็นเอาตายเพราะภารกิจในครั้งนี้คือชิงตัวของรอยยิ้มมิใช่ทำลายหมู่บ้าน และนั่นเองที่ทำให้พวกทหารโทรล์เริ่มตอบโต้กลับบ้าง
"เยี่ยม! เป็นไปตามที่ฉันคาดเอาไว้เลย!" รีไลย์ตะโกนร้องออกมาอย่างดีอกดีใจ รอยยิ้มถอนหายใจออกมาพร้อมกับนอนซบลงไปบนอกของสเวน
"อย่างน้อยฉันก็มีประโยชน์บ้างแล้วสินะ" เธอว่าอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง สเวนหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะเสมองไปยังรีไลย์ แต่ทว่าทางด้านหลังของรีไลย์ในตอนนี้...
"อย่างน้อยข้าก็ได้ฆ่ามนุษย์ตัวนึง" อากาชาร์ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้กำลังเอามีดจี้คอของรีไลย์ ตอนนี้ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบกันหมด... รอยยิ้มพยายามจะใช้ไม้เท้าตนเองโจมตีและสเวนกำลังจะชักง้าวของตยขึ้น แต่ทว่ามีดของอกาชาร์กลับจี้ไปที่คอของรีไลย์มากขึ้นกว่าเดิม
"ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้นะยัยปิศาจ! แกต้องการตัวฉันไม่ใช่รึไง!?" รอยยิ้มตะโกนด่าทอเธอ
"ก็ใช่ยังไงล่ะ ข้าต้องการตัวเจ้าเลยต้องใช้ยัยโง่นี่เป็นตัวประกัน"
"หนอย..!" ทั้งสเวนและรอยยิ้มต่างกัดฟันหรอด รีไลย์เหงื่อตกออกมาหลายหยด อกาชาร์หัวเราะเสียงแหลมอย่างมีชัย
"ทีนี้ถ้าไม่อยากเห็นเพื่อนของเจ้าเป็นศพล่ะก็ มากับข้าซะรอยยิ้ม" อกาชาร์ยื่นข้อเสนอมาให้รอยยิ้ม และนั่นเองที่ทำให้บรรยากาศยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แผนการทั้งหมดล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าเพราะอกาชาร์ รอยยิ้มคิดเพียงอย่างเดียวว่าตอนนี้ชีวิตของรีไลย์สำคัญที่สุด
"อย่าไปตกลงมันนะรอยยิ้ม! ชีวิตเธอสำคัญกว่า! กรี๊ด!" รีไลย์พยายามดิ้นพร้อมกับเตือนสติ แต่ผมของเธอกลับถูกดึงอย่างแรงจนเธอร้องกรี๊ดเสียงหลงออกมา และนั่นเองที่ให้เหมือนเดเวี่ยนรู้ตัว ทำให้เขาเริ่มบินฉวัดเฉวียนไปมาแรงขึ้น แรงมากพอที่จะทำให้อากาชาร์เสียสมดุลย์การยืนและค่อยๆล้มลงไป ร่างของรีไลย์ลอยกระเด็นไปทางของรอยยิ้ม และสเวนก็คว้ามือของเธอเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียดก่อนที่เธอจะปลิวตกลงไป อกาชาร์กำลังพยายามตั้งหลักยืนแต่กลับถูกรอยยิ้มเหยียบท้องเอาไว้ เหมือนกับที่เธอเคยทำกับรอยยิ้มเอาไว้
"ทีนี้ฉันขอเอาคืนบ้างนะ" รอยยิ้มเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆก่อนจะชี้ไม้เท้าไปที่หน้าของอกาชาร์
"แกนะแก!!"
"โจมตี!"
เปรี้ยง!!!!
เกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณทันทีเมื่อรอยยิ้มเอ่ยสั่งไม้เท้าตัวเองเสร็จ บนหน้าภากของอกาชาร์ในตอนนี้มีรูกระสุนหนึ่งรูพร้อมกับมีควันออกมาจากรูนั้น เหลือของเธอไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่รอยยิ้มจะเอาเท้าออกจากท้องของอกาชาร์และร่างของเธอก็ปลิวกระเด็นไปตามแรงลมจนหายลับไปในอากาศ รอยยิ้มค่อยๆทรุดตัวลงนั่งอย่างช้าๆด้วยความหวาดกลัว สเวนและรีไลย์รีบเข้ามาดูอาการของเธอทันที
"ไม่เป็นอะไรนะรอยยิ้ม!"รีไลย์เอ่ยถาม
"ห่วงตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย" ฉันยิ้มให้กับรีไลย์ สเวนทุบหัวของรอยยิ้มไปหนึ่งทีและนั่นเองที่ทำให้เธอบ่นกระปิดกระปอดออกมา
"ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยนะ! ไหนเจ้าบอกว่าจะไม่ใช้พลังนั่นไง!?" สเวนถามอย่างมีน้ำโห
"ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ตอนนั้นฉันเป็นห่วงนาย.... เดี๋ยวก่อน! เจ้าปัคกี้ล่ะ! ปัคกี้น้อยหายไปไหนล่ะ!!?" รอยยิ้มกระเสือกระสนมองซ้ายมองขวาทันทีเพื่อมองหาเจ้ามังกรตัวน้อยสัตว์เลี้ยงของเธอ นี่เธอลืมไปเสียสนิทเลยนะนี่!? เจ้ามังกรน้อยตัวนั้นหายไปไหนแล้ว! รีไลย์เองก็พลอยตกใจไปด้วย ทุกคนมัวแต่ง่วนอยู่ในสมรภูมิจนลืมเจ้ามังกรน้อยนี่ไปเสียสนิทเลย!
แกว๊ก~!
แต่แล้วเสียงคำรามเล็กๆก้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกรอยยิ้ม และเมื่อเธอหันไปมองก็พบว่าเจ้ามังกรน้อยกำลังบินตีขนาบคู่กับเดเวี่ยนอยู่นั่นเอง
"ปัคกี้!" เธอุทานร้องออกมาอย่างดีอกดีใจเมื่อเห็นร่างของมังกรน้อยดังกล่าว
"ทีนี้ก็รีบเดินทางกลับค่าย Sentinel ได้แล้ว" สเวนเอ่ยขึ้นหลังจากที่ผู้หญิงทั้งสองคนกำลังมองเจ้ามังกรน้อย
"เดี๋ยวก่อน" รีไลย์รีบพูดขึ้นมาทันทีเหมือนเป็นเชิงห้ามเสียก่อนและนั่นเองที่ทำให้รอยยิ้มและสเวนมองหน้าของเธออย่างงงๆ
"ฉันมีที่อยู่ที่หนึ่งที่อยากจะไป"
"ที่ๆอย่ากไปหรอ"
"ป่านักปราชญ์... ป่าแห่งพวกจอมเวทย์ ที่นั่นอาจจะสามารถไขข้อข้องใจของพวกเราทุกคนได้นะ!"
และแล้วร่างของพวกเขาทั้งหมดก็หายลับไปพร้อมกับตะวันที่กำลังตกดิน ป่าแห่งนักปราชญ์...มีอะไรพิเศษหนักหนาที่ทำให้รีไลย์นั้นต้องอยากไป...

http://www.youtube.com/watch?v=cbBVHUed5Cs [ED]

-[InForMaTioN]-
01-08-2010, 11:10 AM
ใกล้จบแล้วหรอ

ตอนนี้ยาวดีแท้
รอต่อๆ ^^"

[M]agician
01-08-2010, 11:48 AM
อ่านเรื่อยๆ

Isuki_Chang
01-08-2010, 01:44 PM
ขออ่านไล่หลังแปปนะครับ หายไปนาน :1120:


ป.ล Sig คุณว่านถูกใจผมจริงๆ :004: อัลทิมีเซีย!!!

lanayao_O
01-08-2010, 06:26 PM
agician ]
อ่านเรื่อยๆ

[M]agician
01-08-2010, 10:09 PM
อ่านจบล่ะ

ทำงานไปอ่านไป

แต่งบ่อยดีเนอะ

konlhon
02-08-2010, 12:07 PM
น่าเอามา rewrite ส่ง สนพ.น่อ

อ่านได้ 5 ตอน ไม่ไหว ต้องทำงานต่อแล้ว -_-

และจะมาตามอ่านเรื่อยๆ เน่อ

KillerSpree
02-08-2010, 09:13 PM
101

ฉันไม่รู้ตัวเองเลยว่าตื่นขึ้นมารอบที่เท่าไหร่แล้ว เพราะการเดินทางครั้งนี้มันเนิ่นนานเหลือเกิน ฉันค่อยๆลุกขึ้นมาจากตักของสเวนพร้อมกับขยี้ตาตัวเองเบาๆ เจ้าปัคกี้น้อยเมื่อเห็นฉันตื่นจึงตรงปรี่มานอนบนตักของฉันทันทีพร้อมกับไซร้ไปที่ท้องของฉันอย่างออดอ้อน นี่มันเช้าแล้วหรือนี่ ฉันจำได้ว่าตอนที่เราเดินทางหนีจากหมู่บ้านโทรล์ มันเพิ่งเป็นเวลาเย็นเท่านั้นเอง นี่พวกเราเดินทางโดยไม่มีหยุดพักผ่อนเลยหรือนี่
"ตื่นแล้วรึ" สเวนถามฉันด้วยน้ำเสียงเบาๆ ฉันพยักหน้าตอบกลับไปพร้อมกับบิดขี้เกียจเบาๆซ้ายทีขวาที แสงอาทิตย์อ่อนๆสาดส่องไปทั่วผืนฟ้าพร้อมกับสายลมที่ตีหน้าของฉันเบาๆ บรรยากาศตอนนี้มันช่างสวยงามจริงๆ ฉันเหลือบไปเห็นยัยรีไลย์กำลังนั่งคุยกับเดเวี่ยนอยู่ อยากรู้จังว่ายัยนั่นสามารถคุยกับเดเวี่ยนตอนเป็นมังกรรู้เรื่องหรือนี่ สงสัยอาจจะเป็นเพราะเวทมนตร์สินะ แต่ฉันก็อยากจะรู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับยัยรีไลย์บ้างหลังจากที่พวกเราพลัดจากกันที่ทะเลเมลสตอร์ม
"อีกนิดเดียวสินะ" เธอว่ากับเดเวี่ยนก่อนจะค่อยๆคลานมาหาฉันกับเดเวี่ยน
"ว่ายังไงบ้าง" สเวนถามรีไลย์ ยัยรีไลย์มองไปยังผืนป่าทางด้านหน้าพร้อมกับชี้ไปยังตำแหน่งนั้น
"ตรงนั้นน่ะ อีกนิดเดียว"
"ฉันถามหน่อยนะรีไลย์ ทำไมเธอถึงอยากไปที่นั่น ทั้งๆที่เราน่าจะควรกลับไปที่ค่าย Sentinel แล้วแจ้งข่าว" ฉันแอบถามรีไลย์ด้วยความสงสัย สเวนเองก็มองหน้าของเธออย่างคาดคั้นเช่นกัน และนั่นเองที่ทำให้เธอกลืนน้ำลายลงไปอึกนึง
"มันเป็นสถานที่ที่พวกเราจะได้ทราบถึงปริศนาของแต่ละคนน่ะสิ เพราะฉันเองก็อยากรู้ว่ามันมีอะไรที่พวกเราแต่ละคนนั้นมีอยู่ในตัว เช่นเธอที่ได้พลังพรแห่งเทพ สเวนซึ่งเป็นคู่สัญญาของเธอ เดเวี่ยนที่จู่ๆก็กลายเป็นลูกครึ่งมังกรแล้วฉันก็มีพลังที่เอ่อล้นออกมามากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกเธอว่ามันไม่น่าสงสัยบ้างหรอ" รีไลย์กล่าวพร้อมกับทำหน้าตาจริงจังจนฉันคล้อยตามไป อันที่จริงฉันนเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะฉันยังไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลย แต่ยัยนั่นบอกว่าเราสามารถรู้ปริศนาต่างๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการกลับไปยังโลกเดิมของฉันด้วยน่ะสิ
จะว่าไปแล้ว นี่มันก็นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันลืมไปเสียสนิทเลยว่าฉันเองก็มีที่ที่ควรอยู่ด้วย เพราะว่าที่โลกแห่งนี่มันไม่ใช่โลกของฉันสักหน่อย แต่ทว่า..ฉันกลับชินกับการอยู่อาศัยที่นี่ไปซะแล้วสิ ฉันหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาก่อนจะคลิกไปเปิดดูที่รายการปฏิทิน วันนี้มันเป็นวันที่ 12 เมษายน ปี 25XX แล้วนี่นา ฉันจำได้ลางๆว่าฉันมาโผล่ที่นี่ครั้งแรกตอนช่วงเดือนกุมภาพันธ์แถมช่วงนั้นฉันก็อกหักเสียด้วย เห้อ! นี่ฉันอยู่ที่นี่มาเกิน 1 ปีแล้วหรือนี่ วันเวลาช่างผ่านไปนานแสนนานเหลือเกิน แต่จะว่าไปตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฉันเองก็ไม่เคยได้ถ่ายรูปอะไรเลยนี่หว่า เอ๊ะๆเดี๋ยวก่อน เคยสิ ตอนที่สเวนจูบกับเรซซ่า...ฉันว่าฉันควรลืมเรื่องนั้นไปเสียดีกว่า เพราะฉันคงขยะแขยงรูปนั้นไปตลอดชีวิต นี่ตอนนั้นฉันคิดยังไงนี่ที่ฉันไปท้าให้เ้รซซ่ามันทำยังงั้น ว่าแล้วฉันก็รีบเปิดไปที่เมนูอัลบั้มรูปของตัวเองก่อนจะเริ่มไล่หารูปที่ฉันถ่ายสเวนกับเรซซ่าเอาไว้ แต่ทว่ายัยรีไลย์กับสเวนนั้นกำลังจ้องมองมาที่มือถือของฉันอย่างสนอกสนใจ
"ว้าว รอยยิ้ม นี่มันคืออะไรหรอ" รีไลย์ถามฉันด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะเธอเองก็เพิ่งเคยยเห็นเจ้ามือถือนี่สินะ
"อ้อ มันคือโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารในโลกของฉันน่ะ"
"อุปกรณณ์สื่อสารหรอ! ที่โลกของเธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์ในการสื่อสารกันหรอ"
"อ้อ ที่โลกฉันไม่มีเวทมนตร์น่ะ มีแต่เทคโนโลยีเชยๆเท่านั้นเอง"
"เช่นอะไรบ้าง!?" ยัยรีไลย์ยื่นหน้ามาใกล้ๆพร้อมกับทำหน้าตาอากรู้อยากเห็นเต็มที่ ฉันเองก็แถบจะถอยหลังไม่ทันเมื่อจู่ๆเธอก็จู่โจมมาแบบนั้น
"เอ่อ...เจ้าเครื่องมือนี่ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต แล้วก็...."
"ชื่อแต่ละชื่อของเธอนี่มันเรียกยากจังเลยแฮะ อะไรบ้างนะ คอมพีตอร์? หรอ อิงเทียเนะ ทำไมมันออกเสียงยากจัง!" ยัยรีไลย์ส่ายหัวไปมาอย่างกลุ้มๆพร้อมกับพยายามหัดออกเสียงของคำต่างๆที่ฉันพูดไป ยัยนี่มันเพี้ยนไม่เคยเปลี่ยนเลยแฮะ อย่าไปสนใจเลย ว่าแล้วฉันก็เลื่อนเลื่อนรูปในอัลบั้มตัเองต่อก่อนที่จู่ๆภาพนั้นจะไปหยุดที่รูปฉันกับแฟนเก่า และนั่นเองที่ทำให้สเวนสะกิดฉันเบาๆ
"นั่นมันใคร!?" สเวนเอ่ยถามฉันด้วยน้ำเสียงกึงตะคอกจนฉันตกใจ และนั่นเองที่ทำให้เจ้าปัคกี้สะดุ้งตื่นและไปนอนบนตักของรีไลยย์แทน
"นายเป็นอะไรของนาย!?"
"ข้าถามว่าคนที่ยืนข้างๆเจ้านั่นมันใคร!?" สเวนตะคอกอีกครั้งก่อนจะชีไปที่รูปนั่นอย่างแค้นเคือง อะไรของหมอนี่เนี่ย!?
"นี่มันรูป..แฟนเก่าของฉันน่ะ ตอนนี้เขาไม่ได้มาุ่ยุ่งกับฉันแล้ว!"
"แล้วทำไมเจ้าถึงไปยืนอยู่กับมันล่ะ!?" จู่ๆสเวนก็คว้ามือถือของฉันไปก่อนจะตะคอกใส่มือถือของฉันอย่างบ้าคลั่ง
"แกออกไปจากรอยยิ้มซะ!!!"
"เห้ยๆ! นายพูดไปมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก นั่นมันรูปถ่ายไม่มีชีวิตไม่มีหูไว้ฟัง!?" ฉันตะคอกใส่สเวนกลับไปก่อนจะแย่งมือถือกลับมาได้สำเร็จ และฉันก็รีบลบรูปนั้นทันทีอย่างรวดเร็วเพราะไม่ยังงั้นสเวนก็ตจ้องแย่งมมือถือฉันไปตะคอกใส่อีกรอบแน่ๆ คนในดินแดนนี่ช่างเพี้ยนไปกันหมด ตะคอกใส่รูปในมือถือราวกับว่ามันมีชีวิต ออกเสียงคำง่ายๆอย่างคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ช่างแปลกประหลาดเสียจริงๆ
และแล้วในที่สุดฉันก็เจอรุปสเวนจูบกับเรซว่าสำเร็จ แต่ทว่ารีไลย์กับสเวนกลับเห็นเสียก่อนที่ฉันจะลบ
"เอ่!? นี่มัน!?" ยัยรีไลย์ถึงกับชีอคไปทันทีเมื่อฉันเปิดรูปดังกล่าว สเวนเองก็ถึงกับหน้าเสียไปในทันทีพร้อมกับเสมองไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว
"นี่มันสเวนกำลัง...กรี๊ดดด!! รอยยิ้ม! ทำไมไอ้เรซซ่าหื่นนี่มันมาอยู่ในนี้ล่ะ" ยัยรีไลย์เขย่าไหล่ของฉันอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับทุบตีฉันไปมา นี่ยัยนี่มันเป็นอะไรเนี่ย!? ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย
"ยะ..หยุดนะ! ฉันกำลังจะบลรูปนี้ยังไงเล่า!" ฉันพยายามปัดมือของเธอออกไปแต่จู่ๆสเวนก็เอ่ยพูดขึ้นมาอย่างเหม่อลอย
"นั่น..นั่น....."
'นั่นมันเป็นฝันร้ายที่ข้าไม่เคยลืมเลย'
ตายแล้ว! นี่ฉันทำอะไรลงไปนี่!? สเวนที่เป็นพวกเงียบขรึมมาในตอนนี้กลายเป็นคนบ้าพูดคนเดียวไปเสียแล้ว! ฉันผิดคนเดียวเลยใช่มั้ย!?
ฉันสามารถจัดการลบรูปนั้นได้สำเร็จในที่สุดก่อนจะเข้าไปปลอบสเวนที่กำลังเหม่อลอยอย่างน่ากลัว
"มะ..ไม่มีอะไรแล้วสเวน นายกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้ว!"
"มัน..มัน...ไม่..มันไม่ได้เกิดขึ้น ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น..." สเวนยังคงพูดคนเดียวอยู่เช่นนั้นจนในตอนนี้ฉันจะหลุดขำแล้วก็สติแตกแล้วนะ เกิดมาไม่เคยเห็นยักษ์ตัวฟ้าพูดบ้าๆคนเดียวเลย นี่ฉันควรจะทำยังไงดีเนี่ย!?
งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน
"สเวน!"
"..." สเวนหันหน้ามามองฉันเเมื่อฉันเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงอันดัง และนั่นเองฉันจึงฉวยโอกาสเข้าไปหอมแก้มของสเวนก่อนจะกดถ่ายรูปอย่างรวดเร็ว ยัยรีไลย์ที่กำลังดิ้นไปดิ้นมาบหลังของเดเวี่ยนก็ถึงกับหยุดนิ่งพร้อมกับมองมาที่เรา ปัคกี้ยิ้มออกมาอย่างดีใจ นี่บรรยากาศมันช่างเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วจริงๆ
"นี่พวกเธอทำอะไรกันน่ะ ไม่เกรงใจฉันเลยหรอ!?" ยัยรีไลย์รีบด่าฉันฉอดๆพร้อมกับปิดหน้าปิดตาตัวเอง สเวนในตอนนี้ดูเงียบขรึมไปผิดปกติ ฉันรีบเอิามือถือตัวเองมาเปิดดูรูปที่เพิ่งถ่ายเมื่อกี้ และรูปนั้นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอของฉันอย่างรวดเร็ว รูปนั้นสเวนยังดูเหวอๆอยู่ แต่ฉันนี่สิ เหมือนพวกยัยเด็กสก๊อยเพิ่งหัดถ่ายรูปยังไงยังงั้น
"ดูนี่สิสเวน!" ฉันรีบเอาหน้าจอมือถือไปจ่อหน้าของสเวน เขาค่อยๆหันมามองอย่างช้าๆก่อนจะมองไปที่หน้าจอมือถือนั่น เขามองมันด้วยสายตานิ่งเฉย แต่แล้วจู่ๆสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นในชีวิตนี้ก็ได้เกิดขึ้น
สเวนกำลังยิ้ม!!!
"นายยิ้มได้ด้วยหรอสเวน!" ฉันและรีไลย์ต่างตะโกนเสียงหลงออกมาพร้อมกัน และนั่นเองที่ทำให้สเวนตกใจและรีบตีสีหน้านิ่งเหมือนเดิม
"อะไรของพวกเจ้า" เขาขมวดคิ้วนิ่งๆ แต่ฉันเองก็ยังแอบเหลือบเห็นรอยแดงๆบนแก้มของเขา ฮาๆ หมอนี่เขินเป็นด้วยหรอ!?
"หน้านายแดงนะ"
"เปล่าสักหน่อย" เขาปฏิเสทเสียงแข็งแต่นั่นเองที่ทำให้ฉันและีรีไลย์หัวเราะคิกคักกันทันที ให้ตายเถอะ บทจะร้ายก็ร้าย บทจะเขินก็ทำเอาฉันขำจริงๆ คิดไม่ผิดเลยที่ฉันรักนายสเวน
ครืนนน!!!
แต่แล้วจู่ๆก็เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เถาวัลย์ขนาดใหญ่พุ่งมาจากผืนป่าทางด้านล่างพร้อมกับล้อมรอบพวกเราเอาไว้
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น รีไลย์ อ(ธิบายฉันหน่อย!?" ฉันรีบถามรีไลย์ด้วยความตื่นตระหนก ยัยรีไลย์ยื่นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เดเวี่ยนพยายามบินเลี้ยงหนีจากเถาวัลย์พวกนั้น แต่ทว่าทันที่เดเวี่ยนขยับตัว เถาวัลย์นั่นก็พุ่งเข้ามาหาพวกเราทันที และเริ่มรัดตัวของเดเวี่ยนเอาไว้
"เดเวี่ยน!!?" รีไลย์ตะโกนร้องเสียงแหลมออกมา และเริ่มร่ายเวทมนตร์คาถา แต่ก่อนที่เธอจะเริ่มร่าย เธอกลับถูกเถาวัลย์ต้นหนึ่งรัดร่างของเธอเอาไว้เสียก่อน ฉันเห็นดังนั้นจึงรีบสั่งไม้เท้าของตัวเองให้โจมตีไปที่เถาวัลย์ที่กำลังมัดร่างของรีไลย์ สเวนเองก็ฟันเถาวัลย์ที่เข้ามาโจมตีพวกเราแต่ปริมาณของมันก็เยอะจนน่าตกใจ รีไลย์พยายามร่ายเวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือเดเวี่ยนอีกครั้ง แต่ทว่าเธอก็ถูกมัดร่างไปอีกครั้งหนึ่ง ฉันกำังจะช่วยรีไลย์แต่ก็ถูกเถาวัลย์เส้นหนึ่งฟาดกระเด็นไปเสียก่อนและก็เป็นจังหะเดียวกันที่สเวนถูกเถาวัลย์เส้นหนึ่งรัดเข้าไปเต็มแรง เขาพยายามดิ้นแต่ก็ดิ้นไม่หลุด ฉันไม่มีทงเลือกอื่นนอกจากพึ่งพลังพรแห่งเทพ ฉันกำลังจะเอ่ยปากคำอธิษฐาน เถาวัลย์จากทางด้านหลังหลายเายเส้นก็เข้ามาตรึงมือของฉันเอาไว้เสียก่อนพร้อมกับยกร่างของฉันให้ลอยสูงขึ้นและรัดร่างของฉันไว้เหมือนกับที่มันร่างของรีไลย์และสเวน
"รอยยิ้ม!" สเวนตะโกนเรียกชื่อของฉันพร้อมกับขัดขืนเต็ที่ แต่ทว่าก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะดิ้นหลุดเพราะเถาวัลย์พวกนั้นค่อยๆลากพวกเราลงไปในป่าและหลังจากนั้นพวกเราแต่ละคนเหมือนถูกอะไรบางอย่างไหลผ่านมาจากเถาวัลย์และหมดสติกันไปทีละคนสองคน เดเวี่ยนคลายร่างจากมังกรเป็นคนธรรมดาอีกครั้ง รีไลย์พยายามร่ายเวทมนตร์แต่กลับกลายเป็นว่เธอถูกเถาวัลย์ปิดปากเอาไว้จนเธอไม่สามารถพูดหรือร่ายคาถาออกมาได้ สเวนนั้นหมดสติไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนฉันเหมือนกำลังดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืด แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ค่อยๆลับหายไปในที่สุดพร้อมๆกับพวกเราทั้งสี่ที่กำลังดำดิ่งที่สู้ความมืด

lanayao_O
03-08-2010, 06:18 PM
กำลังจะเจอ Treant Protecter สินะ

[M]agician
03-08-2010, 08:49 PM
อ๊าก อ่านไม่ทัน :201:

-[InForMaTioN]-
03-08-2010, 11:09 PM
กำลังจะเจอ Treant Protecter สินะ
สินะ

ติดตามเรื่อยๆ :020:

BluebooIV
04-08-2010, 12:39 AM
เขียนมา 100 ตอน บอกได้คำเดียวว่า :004: "สุดยอด"

(ผม 2-3 ตอนก็หลายสัปดาห์และ :015: )


ขอเป็นแฟนติดตามนะครับ ^^

ปล. มาติ-ชม ผมได้นะครับ เรื่อง Vo~ice

konlhon
05-08-2010, 02:45 PM
พี่ว่า คุณน้องปรับ size=3 จะพอดีเลยนะ

เรื่องของการใช้ภาษา บางตอนมันแปลกๆ แต่บางตอนยังกะเทพเขียน

เลยงง - -*

พี่ตั้งข้อสงสัยว่า ขึ้นอยู่กับอารมณ์คุณน้องในตอนที่เขียนแม่นบ่? (แบบอารมณ์นี้ก็เขียนประมาณนี้ อารมณ์อีกแบบก็เขียนอีกแบบ)

แต่ไปๆ มาๆ

บอกจากใจตรงๆ

พี่ติดนิยายเรื่องนี้ -_-

KillerSpree
05-08-2010, 03:44 PM
มันขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นมันมีเวลาหรือเปล่า
อย่างตอนช่วงเสาร์ อาทิตย์ หรือตอนไหนที่ไม่มีเรียนมันมีเวลาเยอะ ก็จะอัพแบบบ้าพลัง ใช้เวลาค่อนข้างนานในการคิดคำพูดแต่ละคำ เพราะศึกษาจากนิยายต่างๆ แล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับนิยาย
แต่ถ้าบางตอนที่พี่คนหลอนอ่านแล้วมันแปลกๆ แสดงว่าตอนนั้นว่านเกิดอาการเบลอๆ อยากอัพแต่ไม่มีเวลา เลยเขียนแบบลวกๆไป แล้วค่อยๆทยอยมาแก้ไขทีหลัง
:609:
ขอบพระคุณสำหรับคอมเม้นต์นิยายจ้า
:014:

keenkiller
05-08-2010, 10:13 PM
ครบ 100 ตอนแล้ว
ไม่นึกเลยว่ามันจะเยอะขนาดนี้ :016:

-[InForMaTioN]-
06-08-2010, 12:10 AM
เอาพันตอนต่อไปเล๊ยยย

KillerSpree
06-08-2010, 07:35 PM
ตอนนี้
ขอเกริ่นนำนิยายเรื่องอื่นๆที่จะเขียนหลังจากนิยายเรื่องนี้จบนะ! เพราะอีกไม่นานก็คงจะจบแล้ว :019:

My fiction LIST!

Dragon's Lover (เดเวี่ยน + รีไลย์ตอนที่พลัดจากพวกรอยยิ้ม)
Dissidia my Fiction Fantasy (เนื้อเรื่องช่วงรอยยิ้มเข้าสู่บททดสอบที่ 2 ตอนช่วยสเวน)
The After Story (???)
The Philosopher สมาพันธ์จอมเวทย์ป่วน!? (Rewrite)

ส่วนอีกเรื่องที่อยากเขียนแต่...อีกคนมันชอบดอง
Pure Life Energy The Legendary of All Mineral
ต้องคุยกับตาแฮมก่อน

[M]agician
06-08-2010, 07:45 PM
ที่สนใจมี2อัน

Dragon's Lover

Dissidia my Fiction fantasy

เพราะมีอธิบายว่าเป็นงั้ยอ่ะ ส่วน The After Story กับ The Philosopher

ไม่มีข้อมูลอธิบายคร่าวๆ

ส่วน Pure Life Energy น่าสน แต่ชอบดองอ่ะ( ไอแฮม )

nitinai12
06-08-2010, 10:47 PM
เอ่อ...ซุปอันเเรกมาจาก.... :1121:


เเล้วอันที่ 2....... :1116:

ไม่อยากคิดอันต่อไปเเล้ว...T-T

ใครบอก Troll ไม่หล่อ Troll เท่สุดใน 2 โลกนะนายอร๊างงงส์ ท่าน Huskar(เว่อร์ไป - -)


รอตอนต่อนะ

ปล.ไม่เอาซุปอีกนะ - -*
ปล2.ตอนจูบ Rexxar อยู่ไหนบอกด่วน

KillerSpree
07-08-2010, 02:34 PM
บทที่ 59 จ๊ะ ลองกลับไปเปิดดูที่สารบัญหน้าแรกได้เลย
:609:

KillerSpree
07-08-2010, 05:20 PM
102

"ข้าทำเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า?"
"น่าจะเป็นเช่นนั้นนะ รูฟเทรลเลน (Rooftrellen the Treant Protector)"
"ก็อันที่จริงแล้ว ข้าพยายามจะเรียกพวกเขาให้ลงมาเท่านั้นเอง"
"เอาเถอะ ยังไงพวกเขาก็มาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าท่านปราชญ์จะทราบหรือยัง"
ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของใครบางคนดังขึ้นมาใกล้ๆตัวของฉัน พื้นที่ฉันนอนอยู่มันนุ่มๆคันๆเหมือนอยู่บนหญ้า แสงแดดจ้าทำเอาฉันที่กำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมาต้องหยีตาไปในทันที นี่ฉันอยู่ที่ไหนนี่?
"อ่ะๆ นางตื่นแล้ว!" ใครบางคนกล่าวขึ้นเมื่อสังเกตุเห็นฉันกระดิกตัวไปมา ฉันพยายามลุกขึ้นนั่งอยย่างช้าๆก่อนจะปรับสายตาให้เข้ากับแสงแดดยามสาย
"สวัสดี!" มีตัวอะไรสักอย่างมีใบไม้ขึ้นปกคลุมเต็มตัวไปหมดยื่นหน้ามาทักทายโดยไม่ทันตั้งตัว ฉันร้องเสียงหลงทันทีพร้อมกับคลานถอยหลังหนี เจ้าตัวประหลาดหน้าใบไม้นั่นก็ตกใจมิใช่น้อยเหมือนกันพร้อมกับทำท่าเลิ่กลั่กไปมาอย่างร้อนรน
"อ่า คือ..คือ... ตายแล้ว~! นี่ข้าทำอะไรลงไปเนี่ย มีคนเกลียดและกลัวข้าแล้วหรือนี่" เจ้าตัวประหลาดนั่นบ่นไปมาอย่างน้อยใจพร้อมกับทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ตัวขนาดของมันใหญ่มหึมาสูงราวๆสี่ฟุตถึงจะได้ พระเจ้า!?? ต้นไม้ที่สามารถพูดได้และเดินได้!
"ใช่! เจ้าน่าจะมีมารยาทเสียบ้างนะ!" ใครอีกคนเดินเข้ามาตบไปที่ลำต้นของตัวประหลาดนั่นก่อนจะหันหน้ามามองฉันพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เอ๊ะ!? ทำไมตัวประหลาดตัวหลังนี่รู้สึกคุ้นๆยังไงชอบกลนะ มันใส่เสื้อคลุมสีเขียว ผมยาวสลวยสีเหลืองและมีคันธนูสะพายไว้ด้านหลัง และจากเท่าที่สำรวจหน้าอกของมัน คาดว่าจะเป็นผู้หญิงและใหญ่กว่าของฉันมาก
"อย่ากลัวเราไปเลยมนุษย์ เรามิได้จะทำร้ายเจ้า เพียงแต่หมอนั่นมันทำเกินกว่าเหตุไป..หน่อย" เธอกอดอกมองเจ้าต้นไม้นั่นอย่างโกรธๆพร้อมกับทำน้ำเสียงเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของเจ้าต้นไม้ที่กำลังยืนร้องห่มร้องไห้อยู่
"ข้า..ข้าไม่ได้ตั้งใจ ฮือๆ" เจ้าต้นไม้นั่นสะอึกสะอื้นออกมา น้ำตาของมันเท่ากับฝ่ามือฉันได้เลยมั้งนี่
"อย่าไปใส่ใจเจ้าต้นไม้ปัญญาอ่อนนั่นเลย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย" ตัวประหลาดหน้าอกใหญ่เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับนั่งลงตรงหน้าของฉัน ("ข้าไม่ได้ปัญญาอ่อนนะ!" เจ้าต้นไม้ตะโกนกลับมาก่อนจะกลับไปร้องไห้ต่อ)
"ข้ามีนามว่า อัลเลเลียร์ (Alleria the Windrunner) นักธนูแห่งสายลมและผู้พิทักษ์ของป่าแห่งนี้ ส่วนเจ้านู่นก็รูฟเทรลเลน สหายของข้าเอง" ประโยคหลังที่เธอกล่าวแนะนำมีน้ำเสียงเบื่อหน่ายแฝงมาด้วย
"ฉันชื่อ..รอยยิ้ม แล้วพวกเพื่อนๆของฉันไปไหนละ" ฉันแนะนำตัวเองพร้อมกับมองซ้ายมองขวาพลางหาพรรคพวกสเวน ฉันจำได้ว่าหลังจากที่พวกเราโดนลากลงมาที่นี่ พวกเราก็โดนลากลงมาพร้อมกันนิ
"อ๋อ พวกนั้นพักผ่อนอยู่อีกด้านหนึ่งของป่าน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกป่านนี้คงจะเริ่มเป็นกังวลกับเจ้าแล้วล่ะ" อัลเลเรียร์ยิ้มให้กับฉันก่อนจะฉุดให้ฉันลุกขึ้นยืน เธอมองหน้าฉันประหลาดใจนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยปากถามฉัน
"แปลกใจจริงที่ยังมีมนุษย์อยู่ด้วย"
"อ่า มีเพื่อนฉันอีกสองคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกันแต่..พวกเขามีพลังวิเศษแต่ฉันไม่มีน่ะ" ฉันตอบกลับไปพร้อมกับซ่อนสร้อยพรแห่งเทพเอาไว้ในเสื้อแต่อัลเลเรียร์กลับสังเกตุเห็นเสียก่อน
"ไม่ต้องซ่อนเจ้านั่นหรอก ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วและข้าเองก็ไม่ประหลาดใจเลยในเมื่อเจ้าไม่ได้เป็นคนของโลกนี้"
"เอ๋~? เธอรู้ด้วยหรอ"
"สายลมบอกฉันมาอย่างนั้นน่ะ" เธอเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินกลับไปหาเจ้ารูฟเทรลเลน และเป็นจังหวะเดียวกันนั่นเองที่เจ้าปัคกี้น้อยบินออกมาจากต้นไม้ใหญ่ มันบินร่อนลงมาหาฉันอย่างรวดเร็ว มันซุกบนหน้าอกของฉันอย่างดีอกดีใจก่อนจะร้องครางออกมาเบาๆ
ว่าแต่ฉันเพิ่งสังเกตุรอบๆตัวนะเนี่ยว่าป่าแห่งนี้มันแปลกประหลาดกว่าที่อื่นๆ ต้นไม้บางต้นมีขนาดลำตัวเล็กแต่มีใบหนาใหญ่ บางตัวเอ่อ...กำลังเดินไปเดินมาราวกับมีชีวิตและบางตัวมีหน้าตาและปากเหมือนกับคนพลางสนทนากันอยู่ด้วย ที่นี่มันคือป่าแห่งนักปราชญ์ที่ยัยรีไลย์ว่างั้นหรอ มันเหมือนกับพวกหนังแฟนตาซีเสียมากกว่า ฉันเดินไปรอบๆพลางสำรวจนู่นนี่ไปเรื่อยและกวาดสายตามองหาพวกสเวนซึ่งพลัดหลงกันกับฉัน พวกเขาสบายดีหรือเปล่านะ?
ตุ๊บ!
ในขณะที่ฉันกำลังเดินไปเดินมานั่นเอง ฉันกลับเดินไปชนใครเข้าจนฉันล้มลงไปกองกับพื้นทันที
"ขะ..ขอโทษค่ะ!" ฉันรีบกล่าวขอโทษเป็นการใหญ่ก่อนจะหันไปมองคนที่ฉันชนเข้าด้วย แต่แล้วฉันก็ต้องตกใจและประหลาดใจในทันที คนที่ฉันไปเดินชนด้วยนั่นก็คือ...
"รอยยิ้ม..."
เทอเรอร์เบลด!! มันเป็นสมุนของลิช คิงไม่ใช่หรอ!? แล้วนี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!? หรือว่ามันกะจะมาจับฉันไปให้ลิช คิง!?
"นะ..นายมาที่นี่.." ฉันชี้หน้ามันปากพูดไม่เป็นคำเพราะความกลัว มันชักสีหน้านิดหน่อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ที่นี่ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ถ้าหากพ้นเขตแดนป่านี้ไปล่ะก็ ข้าก็ไม่รับประกันตัวของเจ้าเช่นกัน..." มันว่าพลางฉุดมือฉันให้ลุกขึ้นยืนแต่ฉันสะบัดมือมันทิ้งพร้อมกับถอยหลังออกจากห่างจากมัน นี่มันเรื่องอะไรกัน ฉันงงไปหมดแล้ว
"หึ..เจ้าเองก็มาด้วยรึ.." ใครอีกคนเดินมาจากทางด้านหลังของเทเรอร์เบลด ก่อนจะมายืนพิงต้นไม้บริเวณนั้น เอ่อ...เดี๋ยวก่อน นั่นมัน.. มาจินะ ไม่ใช่หรือไง!? แล้วเขามาโผล่ที่นี่อีกคนนึงหรือไง?
"ประหลาดใจเหมือนกันนะที่มนุษย์อย่างเจ้าสามารถรู้ว่ามีป่าแห่งนี้อยู่ด้วย" มาจินะแสยะยิ้มอย่างดูถูกก่อนจะเดินตรงรี่มาหาฉัน
"นายมาที่ด้วยรึไงกัน ฉันงงไปหมดแล้ว" ฉันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย มาจินะและเทอเรอร์เบลดมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนที่เทอเรอร์เบลดจะปลีกตัวไปอีกด้านหนึ่ง
"ข้ามาที่นี่ประจำอยู่แล้ว...เยี่ยมบ้านเก่าน่ะ" มาจินะว่าอีกครั้งก่อนจะเดินตามเทอเรอร์เบลดไปทิ้งให้ฉันยืนงงอยู่อย่างนั้น เจ้าปัคกี้ร้องครางออกมาอย่างสงสัยพร้อมมองหน้าฉันตาแป๋ว ส่วนฉันก็ได้แต่ยืนมองตัวประหลาดสองตัวนั้นเดินหายไปใจเงาป่าอย่างเงียบๆ
"ฉันงงไปหมดแล้วนะเนี่ย?"

ป่าแห่งนี้มีแต่พวกตัวประหลาดอยู่กันเต็มไปหมด มีตั้งแต่ดูดีขั้นเทพจนถึงน่าเกลียดขั้นอเวจียังไม่ต้อนรับ ทุกคนมองมาที่ฉันพร้อมกับยิ้มมาให้ฉันอย่างอ่อนโยน ฉันได้แต่รีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วและหวาดกลัว ต้องรีบหาพวกสเวนโดยด่วนเลย พวกนั้นหายไปไหนกันหมดนะ ทิ้งให้ฉันตกระกำลำบากอยู่คนเดียว! ฉันเองก็แทบจะเอาปี๊บคลุมหัวอยู่แล้วนะ พวกนั้นเป็นบ้าอะไรถึงมองฉันพลางยิ้มไปด้วย
"ว่าไง มนุษย์สาวน้อย!" ใครบางคนยืนขวางทางฉันเอาไว้ ฉันหยุดเดินก่อนจะมองไปยังร่างที่กำลังยืนขวางฉันอยู่ ท่อนบนของตัวประหลาดตนนี้เป็นมนุษย์แต่ทว่าส่วนล่างกลับเป็นกวาง ผิวของเธอสีม่วงอ่อน นัยตาเธอเป็นสีเหลืองอำพันสวยสด มือข้างหนึ่งของมันกำลังควงหอกอย่างคล่องแคล่วแต่สิ่งที่ยัยนี่ทำฉันกลัวคือใบเมเปิ้ลที่กำลังปิดหัวนมของเธอ ฉันเสียวว่ามันจะหลุดออกจากหัวนมเธอจัง บริจาคเสื้อผ้าให้เธอได้มั้ย
"เอ่อ..สะ..สวัสดี"
"ว้าว! นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้คุยกับมนุษย์ อร๊าง~!" เธอกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างดีใจ มันมีอะไรน่าดีใจหรอที่ได้มาคุยกับฉัน ฉันไม่ได้เป็นนักร้องหรือนายกอะไรนั่นนิ เธอเพี้ยนหรือเปล่า?
"เอ่อ..คือ..ว่า"
"ฉันชื่อไอยิชธาห์(มันอ่านงี้เปล่าว่ะ? นักเขียนบ่น)(Aiushtha the Enchantress) ยินดีที่รู้จัก แล้วเธอชื่อ..."
"รอยยิ้ม ยินดีที่รู้จักเช่นกัน" ฉันเอยชื่อตัวเองบ้างและนั่นเองที่ทำให้เธอกระโดดโลดเต้นอีกครั้ง
"เย้! เราเป็นเพื่อนกันแล้วๆๆ~" ไอยิชธาห์ตรงรี่มากอดฉันพร้อมกับกระโดดไปมาจนหัวของฉันเริ่มหมุนติ้วๆ ใครก็ได้เอายัยเพี้ยนนี่ไปเก็บที่ เจ้าปัคกี้ที่นอนบนหัวของฉันร้องครางออกมาอย่างตกใจกลัว
"อะแฮ่ม!!" เสียงไอของใครบางคนจากทางด้านหลังของไอชิธาห์ทำให้เธอต้องรีบปละออกจากตัวของฉันทันทีก่อนจะหันไปมองที่ต้นเสียงนั่น
"ท่านแบรดวาเดน! (Bradwarden the Centuar Warchief) เอ่อ..คือว่าหนู...หนู...." ยัยกวางเพี้ยนพูดไม่เป็นคำทันทีเมื่อเห็นหน้าของเจ้าตัวประหลาดทางด้านหลัง มันก็คล้ายๆยัยไอชิธาห์เพียงแต่ว่าเขาเป็นผู้ชาย ท่อนล่างของเขาเป็นม้า มีกล้ามบึกบึน ตัวสูงใหญ่กว่าไอชิธาห์มาก เธอค่อยๆเดินกลับไปหาเจ้าตัวประหลาดนั่นอย่างหงอยๆแต่ก็ไม่วายหันกลับมามองที่ฉันพร้อมกับยิ้มให้ ยัยบ้านี่ทำเอาฉันนึกถึงยัยลูน่ายังไงยังงั้นแหะ ถ้าเกิดยัยสองคนนั้นโคจรมาพบกัน วันนั้นคือวันสิ้นโลกแน่ๆ
"$#$$%@&" ฉันไม่รู้ว่าเจ้าแบรดวาเดินนั่นพูดอะไรกับไอชิธาห์เพราะฉันฟังไม่ออกว่าเขาพูดภาษาอะไรแต่นั่นเองที่ทำให้ยัยนั่นถึงกับจ๋อยสนิทไปทันทีก่อนจะโดนลากตัวหายไปจากสายตาของฉัน เห้อ! นี่มันเรื่องอะไรกัน! ฉันว่าฉันชินกับพวกคนที่มองฉันแปลกๆแล้วนะ แต่ทำไมมาอยู่ที่นี่ฉันกลับเกร็งยังไงไม่รู้
"อยู่นี่เอง!" ใครอีกคนเรียกฉันจากทางด้านหลังและเมื่อฉันกลับไป ฉันก็แทบจะร้องไห้ออกมาทันทีเพราะเจ้าของเสียงนั่นก็คือ..
"สเวน!!!" ฉันตรงปรี่เข้าไปหาสเวนทันทีพร้อมกับกอดเขาเอาไว้แน่น
"อะไรอีกล่ะ" สเวนปละฉันออกอย่างรวดเร็ว นายรังเกียจฉันมากเลยหรือไง
"นายหายไปไหนมา ทิ้งฉันเอาไว้คนเดียว! พวกตัวประหลาดแถวๆนี้มันน่ากลัวพิลึก..." ฉันบ่นอธิบายให้สเวนฟังแต่ทว่าเขากลับไม่ได้สนใจฟังเลย ก่อนจะลากฉันให้ตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
"ตามข้ามา"
"เดี๋ยวสิ! นี่มันเรื่องอะไรกัน!!"

สเวนลากฉันออกมาจากฝูงชนตัวประหลาดจนตอนนี้แทบไม่มีใครอยู่เลย บรรยากาศรอบๆตัวของฉันเริ่มหนาวเย็นและน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม ต้นไม้ทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีรูปทรงน่ากลัวชวนสยองราวกับในป่าช้าไม่มีผิด นี่สเวนกำลังลากฉันไปไหนนะ สเวนเองก็ไม่ได้พูดพล่ามอะไรเลยตั้งแต่ลากฉันมา ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่
"พาตัวมาแล้ว" สเวนลากฉันมาได้จนถึงบริเวณโล่งๆ มีเต็นท์รูปร่างประหลาดเรียกตั้งอยู่สี่ห้าเต็นท์ ที่ตรงกลางของที่โล่งนั้นมีกองไฟกำลังลุกไหม้อยู่และรอบๆกองไฟนั่นเองทำให้ฉันเหลือบไปเห็นรีไลย์และเดเวี่ยนกำลังนั่งผิงไฟอยู่ และเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงของสเวนต่างก็หันหน้ามามองฉันเป็นสายตาเดียว ยัยรีไลย์ตรงปรี่มาหาฉันพลางถามนู่นี่ด้วยความเป็นห่วง ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่ถูกเถาวัลย์ปริศนานั่นลากลงมา รีไลย์เองก็เล่าเรื่องของเธอบ้าง เธอได้รับการช่วยเหลือจากตัวประหลาดที่นั่งอยู่ตรงหน้าเต็นท์หนึ่ง ดูเหมือนว่าพวกนั้นกำลังคุยกันอยู่เธอเลยไม่กล้าเข้าไปแนะนำตัวให้ฉันรู้จัก
"แล้วทำไมพวกนายถึงมาอยู่ที่นี่กันเลยหมดละ" ฉันถามรีไลย์ก่อนที่เธอจะลากฉันมานั่งตรงกองไฟ
"เธอจำได้มั้ยว่าที่นี่จะสามารถไขปริศนาของเราได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องของเธอและพวกเรา..." ยัยรีไลย์ว่าพลางมองไปที่กองไฟ เดเวี่ยนกับสเวนเองก็มองไปยังกองไฟนั่นอย่างเครียดๆ มันมีเรื่องอะไรกันรึนี่?
"มากันครบแล้วรึ" ใครบางคนเดินออกมาจากเต็นท์ เขามีรูปร่างสูงใหญ่หนวดผมเครายาว ผิวกายสีม่วงในมือถือไม้เท้าเอาไว้ประจำกาย สวมเสื้อผ้าหนังสัตว์และมีใบไม้แซมอยู่ บนหน้าของเขามีแผลเป็นยาวคาดหน้าอยู่เหมือนกับว่าเขานั้นผ่านศึกมาหลายครั้ง
"ท่านฟิวเรี่ยน....(Furion the Prophet)" สเวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ฟูเรี่ยนหันไปมองหน้าของเขาชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากถาม
"ค่าย Sentinel ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง..."
"ถูกพวกลิช คิงเล่นงานจนได้รับความเสียหายมากจนต้องส่งฑูติออกมาขอความช่วยเหลือจากชนเผ่าอื่นขอรับ..." สเวนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เขาสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือ? ว่าแต่ตอนไหนล่ะ ตอนที่ฉันย้อนอดีตกลับไปช่วยสเวนฉันเองก็ไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย เขาเป็นใครกันและดูเหมือนว่าสเวนจะเคารพยำเกรงเขาเสียด้วย
"งั้นรึ.. เจ้าพวกทหารเลวพวกนั้นไม่เคยเลิกราวีเลยสินะ ว่าแต่..นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมมนุษย์สาวผู้นี้ถึงถือครองพลังอันศักดิ์ศิทธิ์ของเทพเจ้าและซาตานเอาไว้ในมือล่ะ หาคนที่เหมาะสมไว้ไม่ได้แล้วหรือไง" ฟูเรี่ยนเบี่ยงประเด็นทันทีพร้อมกับมองมาที่ฉันด้วยสายตาคาดคั้นทันที ฉันกลืนน้ำลายลงไปหลายอึกอย่างเครียดๆก่อนจะหลบสายตาของเขาเพราะมันดูน่ากลัวยังไงม่รู้ บรรยากาศแบบนี้ฉันไม่ชอบเอาเสียเลยเหมือนกับตัวเองมีความผิด
"...เรามาที่นี่เพราะต้องการทราบเรื่องนี้แหละค่ะท่านฟูเรี่ยน! เพราะรอยยิ้มได้รับพลังมาเพราะต้องการช่วยเหลือสเวนแต่ก็ไม่นึกเลยว่าพลังนั้นจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้..." รีไลย์เอ่ยขึ้นมาแทนฉัน แต่บรรยากาศก็ไม่ได้ดัขึ้นเลย ฟูเรี่ยนยังคงจ้องมองฉันอยู่เรื่อยไปในขณะที่ทั้งสเวนและเดเวี่ยนยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่
"ได้โปรด ชี้ทางสว่างพวกเราด้วยเถิดค่ะ" รีไลย์เอ่ยขอร้องฟิวเรี่ยว เขาส่ายหน้าไปมาอย่างเหน็ดเหนื่อยใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ถ้าพวกเจ้าพร้อมเมื่อไหร่ ก็เดินตรงไปที่เต็นท์ที่รายล้อมพวกเจ้าอยู่ เดินกันไปคนละเต็นท์ แล้วเจ้าจะได้รู้ถึงปริศนาต่างๆที่เจ้าอยากจะรู้ แต่ข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้ก่อน..."
"..."
"ถ้าหากเจ้ารู้ปริศนานั่นแล้ว พวกเจ้าอาจจะเสียใจก็ได้" ว่าแล้วฟิวเรี่ยนก็หายตัวไปกลางอากาศ ทิ้งพวกเราทั้งสี่คนเอาไว้อย่างเงียบงัน ตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาเลยมีเพียงแต่ยัยรีไลยืกำลังยืนอยู่พลางมองไปยังเต็นท์รอบๆพวกเรา
"ฉัน...ขอเป็นคนแรกล่ะกัน" ยัยรีไลย์ว่าพลางเดินตรงรี่ไปยังเต็นท์ แต่ฉันฉุดมือของเธอเอาไว้เสียก่อน
"เธอแน่ใจแล้วหรอรีไลย์ เธอไม่กลัวที่จะเสียใจหรือ?" ฉันลอบถามรีไลย์และนั่นเองที่ทำให้เดเวี่ยนมองหน้าของเธออย่างเป็นกังวล
"เสียเพราะรู้ ดีกว่าเสียใจมารู้เสียทีหลังนะ..." ด้วยคำพุดนั้นเองที่ทำให้ฉันและคนอื่นๆนึกได้ ถ้าหากเรามารู้ในตอนที่สายไปเสียแล้ว มันอาจจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ได้ สเวนมองหน้าของฉันด้วยความเชยเมยเหมือนกับฉันที่กำลังมองหน้าของเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ปริศนาความลับนั่นมันคืออะไร เดเวี่ยนและรีไลย์จ้องหน้ากันชั่วครู่ก่อนที่ยัยรีไลย์จะตรงไปจับมือของเดเวี่ยนเอาไว้แน่นพร้อมกับยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนโยน
"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ขอให้ทุกคนจงอย่าเสียใจ" เดเวี่ยนเอ่ยขึ้นมาก่อนจะเดินตรงไปยังเต็นทางขวามือของตน รีไลย์ยิ้มก่อนจะเดินตรงไปยังเต็นท์ข้างๆของเดเวี่ยน ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมกับสเวนพลางมองหน้าของเขา
"หวังว่านายคงไม่เป็นอะไรนะ" ฉันแอบถามขำๆสเวน แต่เขาไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับฉันเลย
"อย่าร้องไห้ขี้มุกโป่งออกมาละ" นั่นเองที่ทำเอาฉันหน้าเสียไปทันที พวกเราสองคนเดินตรงไปยังเต็นท์ทางซ้ายมือ ตอนนี้พวกเราทุกคนยืนอยู่ตรงหน้าเต็นท์ของแต่ละคนแล้ว
"นับ 3 แล้วทุกคนก้าวเข้าไปในเต็นท์พร้อมกันนะ" ฉันส่งสัญญาณให้ทุกคนรู้ สเวน เดเวี่ยนและรีไลย์พยักหน้าตอบรับฉัน
"1"
"2"
"3!!!!"
ฟึ่บ!
และแล้วพวกเราทุกคนก็ก้าวเข้าไปในเต็นท์พร้อมๆกัน ปริศนาที่รอคอยของแต่ละคนนั้นคืออะไร?

นักอ่าน.. เธอทั้งหลายจงเลือกมาหนึ่งปริศนาที่เธอยากรู้ เธอเลือกเพียงได้แค่ 1 จาก 4 ปริศนาเท่านั้น
จงเลือกอย่างระมัดระวัง
แล้วคนเขียนขอไปพักร้อนรอผลโหวตก่อนละกัน หรือไม่ก็โพสเอาไว้ในกระทู้ก็ได้นะ!

lanayao_O
07-08-2010, 09:08 PM
ไม่โหวต

เพราะอยากรู้หมดทุกคน

(โหวตไม่ถูก ว่างั้น แต่เอานังรีไลย์ละกัน)

keenkiller
07-08-2010, 10:09 PM
โหวตให้ตามคำขอ

[M]agician
07-08-2010, 10:40 PM
โหวต 4 จ๊า :609:

ฉลอง 101 ตอนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน :604:

[S]corpion
08-08-2010, 12:59 AM
ตอนนี้
ขอเกริ่นนำนิยายเรื่องอื่นๆที่จะเขียนหลังจากนิยายเรื่องนี้จบนะ! เพราะอีกไม่นานก็คงจะจบแล้ว :019:

ส่วนอีกเรื่องที่อยากเขียนแต่...อีกคนมันชอบดอง
Pure Life Energy The Legendary of All Mineral
ต้องคุยกับตาแฮมก่อน



ถ้าจะเขียนจิงๆ ก้อจะไม่ดองแล้วคับผม :201: :201:

-[InForMaTioN]-
10-08-2010, 06:59 PM
-0-

รีไลย์นะ

ให้ตายสิๆ

KillerSpree
10-08-2010, 07:57 PM
เอ้า~!!
หมดสัปดาห์นี้ ว่านเขียนแล้วนะ!
:609:

[M]agician
10-08-2010, 08:56 PM
ประกาศล็อก poll วันเสาร์ 15 สิงหาคม เวลา 00.00 น.

KillerSpree
13-08-2010, 09:56 PM
แปลกจัง มีแต่คนโหวตยัยรีไลย์
ไม่มีใครสนใจ ยัยรอยยิ้มเลยแฮะ
:1124:

keenkiller
13-08-2010, 11:00 PM
^
^
พี่ก็โหวตรอยยิ้มนะ

KillerSpree
15-08-2010, 09:58 AM
หนุ่มสาวเอ๋ย พวกเธอเลือกปริศนาของรีไลย์
ดังนั้น เดี๋ยวหลังจากทำงานเสร็จจะมาเขียนให้
:1114:

[M]agician
15-08-2010, 11:35 AM
เร็วๆ จะเที่ยงแล้ว

KillerSpree
17-08-2010, 08:25 PM
งานเยอะเว้ยเฮ้ย!
วันเสาร์เขียนให้ สัญญา 100 เปอร์เซ็นต์
:201:

Yunagiku
17-08-2010, 08:28 PM
สนุกดีนะ

[M]agician
17-08-2010, 08:57 PM
น่าเอามา rewrite ส่ง สนพ.น่อ


:008:

jaraspong47
24-08-2010, 05:59 PM
:001: เมื่อไรจะมาซักทีรออยู่นะคับ
คนเขียนโดดงาน :003:

KillerSpree
24-08-2010, 10:31 PM
ตอนนี้กำลังคิดว่า จะ Rewrite เรื่องนี้ใหม่ทั้งหมด ต้องวางโครงเริื่องใหม่ทั้งหมด
เพราะเอาไปให้เว็บอื่นเข้าวิจารณ์ โดนหั่นสับเละ
:1114:

ปล.ขอเวลาวางโครงเรื่องใหม่สัก 3-4 วัน :016:

[T]_oP
25-08-2010, 07:47 PM
จา 3 อาทิด แล้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว

:201: :201:

ค้างมาก T^T

:012: :012:

jaraspong47
26-08-2010, 05:21 PM
ตอนนี้กำลังคิดว่า จะ Rewrite เรื่องนี้ใหม่ทั้งหมด ต้องวางโครงเริื่องใหม่ทั้งหมด
เพราะเอาไปให้เว็บอื่นเข้าวิจารณ์ โดนหั่นสับเละ
:1114:

ปล.ขอเวลาวางโครงเรื่องใหม่สัก 3-4 วัน :016:

Rewrite แปลว่าเขียนใหม่เหรอ :017:
ผมว่าสนุกดีนะ ถึงภาษาช่วงแรกออกจะ...ไปหน่อย
ผมชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับ Dota จะรอนะครับ :1117: :1117: :1117:

lanayao_O
26-08-2010, 09:05 PM
Late Late Late Late
Late Late Late Late
Late Late Late Late
Late Late Late Late
Late Late Late Late :010: :010: :010:
Late Late Late Late
Late Late Late Late
Late Late Late Late
Late Late Late Late

KillerSpree
27-08-2010, 07:51 PM
เดี๋ยวคืนนี้ลงให้
แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานการบ้านนอกบ้าน
แล้วเดี๋ยวมืดๆจะแก้ตั้งแต่บทที่ 1 - 50 กว่า

คงต้องใช้เวลานานพอสมควร
:016:

KillerSpree
27-08-2010, 11:10 PM
103

Rylai's Puzzle

ร่างของรีไลย์ที่เดินเข้าไปในเต็นท์เธอมองไปรอบๆเต็นท์อยู่ชั่วครู่ มันไม่มีอะไรในเต็นท์เลย ไม่มีแม้แต่เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นเดียว มีเพียงแต่รูปภาพอะไรบางอย่างที่ถูกแขวนเอาไว้ที่ผืนเต็นท์ มันเป็นรูปภูเขาน้ำแข็งสีน้ำเงินที่สวยงามที่สุดเท่าที่รีไลย์เคยเห็นมา เธอเหมือนถูกมนต์สะกดให้ชวนเดินเข้าไปใกล้รูปนั้น ฉับพลันในทันทีจู่ๆร่างของเธอก็ร่วงลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เธอกรีดร้องออกมาด้วยเสียงดังก้อง ไม้เท้าประจำกายของเธอหลุดออกจากมือของเธอและร่างของเธอก็ร่วงลงไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะถึงพื้น บรรยากาศรอบตัวของเธอเริ่มกลายเป็นวิวทิวทัศน์ของหมู่ภูเขาน้ำแข็ง รายล้อมตัวของเธอ
รีไลย์ตั้งตัวเองก่อนที่จู่ๆร่างของเธอจะหยุดนิ่งเหมือนอยู่บนพื้น บรรยากาศโดยรอบตอนนี้หนาวเหน็บเป็นที่สุด มีแต่ถูเขาน้ำแข็งและต้นไม้ที่ถูกเกาะกุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนเท่านั้น เธอร่ายเวทมนตร์ง่ายๆเพื่อใหร่างกายของเธออบอุ่น แต่ทันทีที่เธอร่ายเวทมนตร์เสียงคำรามของสัตว์ประหลาดก็ดังก้องขึ้นจากทางด้านบนท้องฟ้าของเธอ เธอแหงนหน้ามองขึ้นก่อนที่จะรีบโกยหลบหนีแทบไม่ทัน
โครมม~!
เสียงกระแทกพื้นของสัตว์ประหลาดสร้างคลื่นหิมะขนาดใหญ่ถาโถมใส่รีไลย์และบริเวณโดยรอบ รีไลย์ถูกหิมะกลบตัวของเอาไว้อย่างแน่นหนาก่อนจะที่เธอจะพยายามตะเกียดตะกายขึ้นมาจากฟองหิมะ สัวต์ประหลาดที่อยู่ตรงหน้าของเธอในตอนนี้คือ....
"ดะ..เดเวี่ยนหรือ!?" เธอเอ่ยไม่เป็นคำทันทีเมื่อเห็นร่างของมังกรสีเงิน เฉกเช่นเดียวกับร่างมังกรของเดเวี่ยน นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ทำไมเดเวี่ยนถึงมาอยู่ที่นี่ได้!? เขาน่าจะอยู่ที่เต็นท์ของตัวเองไม่ใช่หรือ
โฮกก~!!
มังกรสีเงินพ้นไอน้ำแข็งออกมาจากปาก รีไลย์กระโดดหลบได้อย่างทันถ่วงที เธอรีบหาไม้เท้าของเธออย่างรวดเร็วเพราะจอมเวทย์อย่างเธอจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าในการร่ายเวทมนตร์ขนาดใหญ่ หากไร้ซึ่งไม้เท้าเธอก็ไร้ซึ่งทางสู้ เจ้ามังกรนั่นทะยานสู่ท้องฟ้าก่อนจะบินโฉบร่างของรีไลย์อย่างรวดเร็ว รีไลย์กระเด็นลงไปกองกับพื้นหิมะในทันทีแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อแต่อย่างใด เธอกระเสือกระสนลุกขึ้นวิ่งอีกครั้ง เจ้ามังกรเริ่มพ่นไอน้ำแข็งมาอีกรอบหนึ่ง แต่ที่น่าแปลกคือหิมะที่ถูกไอน้ำแข็งนั่นกลับละลายไปจะหมดแทนที่จะถูกแช่แข็ง รีไลย์ประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะเธอไม่เคยเห็นไอน้ำแข็งแบบนี้มาก่อน แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาประหลาดใจ เธอรีบวิ่งมองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็วเพื่อหาไม้เท้าต่อ และเธอก็พบไม้เท้าของเธอตกอยู่ใกล้ๆกับต้นไม้ต้นหนึ่ง เธอเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นแต่ทว่ามังกรตัวนั้นกลับไวกว่า มันเข้าไปขวางเธอจากไม้เท้าก่อนจะเดินตรงรี่มาทางรีไลย์เป็นเชิงขู่ มันคำรามด้วยเสียงอันดังก้องจนรีไลย์ล้มลงไปกองกับพื้นหิมะ ตอนนี้ร่างของเธอและมังกรนั่นอยู่ห่างกันไม่ถึงเมตรแล้ว รีไลย์ตะเกียดตะกายลุกขึ้นยืนก่อนจะออกวิ่งไปอีกทางหนึ่ง เจ้ามังกรคาดเดาการวิ่งของรีไลย์ได้จึงกระโดดไปขวางเธอเสียก่อน แต่ทว่ามันกลับเข้าแผนของรีไลย์อย่างเหมาะเจาะ เธอหันตัวกลับก่อนจะไปคว้าไม้เท้าของเธอมาได้อย่างทันถ่วงทีก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์อย่างรวดเร็ว
'โอม~ ข้าขอวิงวอน วิญญาณแห่งปฐพีจงผนึกอริศัตรูแห่งข้าด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ!!' เธอร่ายเวทมนตร์เร็จก่อนที่เจ้ามังกรร้ายจะเข้ามาทำร้ายเธอ มันอยู่ห่างจากเธอเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น เจ้ามังกรถูกน้ำแข็งหนาหลายชั้นห่อหุ้มร่างกายเอาไว้และแน่นิ่งเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง รีไลย์ถอนหายใจออกมานิดหน่อยก่อนจะลุกขึ้นยืน
แปะๆๆ
เสียงปรบมือของใครบางคนดังขึ้นละในฉับพลันทันที ทุกๆอย่างรอบตัวของรีไลย์รวมทั้งเจ้ามังกรที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ก็หายไปต่อหน้าต่อตา รีไลย์ผงะไปทันทีก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ตอนนี้มีเพียงแต่ฉากสีขาวเท่านั้นที่อยู่รอบตัวของเธอ
"ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก" เสียงของผู้หญิงดังขึ้นมา รีไลย์เหลือบไปมองที่ต้นเสียงทางด้านหน้าของเธอ หญิงสาวสวมชุดสีขาวเงินยาวลากพื้น ผมสีน้ำตาลยาวสลวย ใบหน้าของเธองดงามกว่าหญิงอื่นใดที่รีไลย์เคยพบเจอ แต่รีไลย์ก็ตั้งไม้เท้าขึ้นมาเตรียมพร้อมโจมตีหากมีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หญิงสาวตรงหน้าเธอหัวเราะร่วนออกมาเบาๆราวกับว่ารีไลย์นั้นกำลังเล่นตลกอยู่
"ฮ่ะๆ จงอย่าตกใจไป เรามาอย่างเป็นมิตรและเจ้าก็สามารถกำจัดมังกรร้ายนั่นได้ ช่างน่าประทับใจจริงๆ"
"นี่มันเรื่องอะไรกัน แล้วคุณเป็นใคร" รีไลย์ตะโกนถาม หญิงสาวคนนั้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงมาหาเธอ
"เจ้าลืมผู้มีพระคุณต่อเจ้าเสียแล้วรึ ไม่สิ.. เจ้าน่าจะไม่รู้มากกว่าว่าข้าเป็นใคร"
"..." รีไลย์นิ่งเงียบไป
"ข้ามีนามว่ามาธาร์ (ไม่มีใน DotA เพราะเป็นตัวละครสมมุติขึ้นมา) ผู้ปกครองแห่ง WinterSpring ที่เจ้าเห็นเมื่อครู่นี้ไงล่ะ"
WinterSpring.. ทำไมเธอถึงคุ้นเคยกับชื่อนี้จังนะ อาจจะเป็นเพราะเธอเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มใดเล่มนึงละมัง จะว่าไป..เธอเองก็ไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับเจ้าชื่อนี้สักเท่าไหร่
"คุณมีธุรอะไรกับฉันหรือค่ะ" รีไลย์ถามมาธาร์ เธอบอลมองรีไลย์ด้วยหางตาก่อนจะเดินมาจับไหล่ของเธอไว้ทั้งสองข้างและยิ้มให้กับเธออย่างอ่อนโยน
"ข้าเป็น..แม่ของเจ้ายังไงล่ะ"
"!!" รีไลย์ผงะไปทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของมาธาร์ แต่ดูเหมือนว่ามาธาร์จะเดาอาการตกใจของรีไลย์เอาไว้ล่วงหน้าจึงไม่รู้สึกประหลาดใจสักเท่าไหร่ กลับกันเธอรู้ดีตั้งแต่แรกแล้วว่ารีไลย์จะเกิดอาการช๊อคแบบนี้
"ฮ่ะๆ เจ้าคงหาว่าข้าโกหกสินะ"
"มะ..แม่ของฉันตายไปแล้ว..ตายตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเด็กๆอยู่เลยนะ!" รีไลย์เถียงกลับในทันที มาธาร๋ส่ายหัวไปมาก่อนจะตอบกลับเธอไป
"เจ้าคงยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดสินะว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่เจ้าจะลืมตามาดูโลก"
"..."
"ให้ข้าแสดงให้เจ้าดูละกัน"
วิ้ง~~

ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินลาดตระเวณท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บเพื่อค้นหาบางอย่างที่เจ้านายของเขาได้สั่งเอาไว้ เขากอดตัวเองในเสื้อกันหนาวหนังสัตว์ก่อนจะเดินฝ่าพายุหิมะที่กำลังโหมกระหน่ำ
"ท่านพราวด์มอร์ (Admiral Proudmoore) ข้าว่าไม่ไหวแน่ๆครับ!! รีบกลับไปที่พักก่อนที่กว่าครับ!!" ทหารนายหนึ่งซึ่งเดินติดตามชายคนนั้นมาด้วย พราวด์มอร์หันกลับไปมองทหารนายนั้นก่อนจะมองสำรวจทหารทุกคนซึ่งติดตามเขามา แต่ละคนนอนกอดกันตัวสั่น เขาชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะออกคำสั่งให้เหล่าทหารของเขา
"ก็ได้ ทุกคนถอนกำลังได้!" เพียงแค่พราวด์มอร์สั่งเพียงแค่นั้นแหละ ทหารทุกคนถึงกับเฮโลกันยกใหญ่ก่อนจะรีบเดินกลับไปยังทิศทางที่เขาเดินมา แต่กลับกัน พราวด์มอร์กลับเดินต่อไปเพื่อทำภารกิจของตนให้ลุร่วง ภารกิจตามหาดวงตาแห่งสกาดิ (Eye of Skadi) ที่เชื่อกันว่ามีพลังของราชินีน้ำแข็งสิงสถิตย์อยู่ และเป็นคำสั่งของราชาแห่งเมืองลอเดอร์รันที่ประสงค์ต้องการมัน
ดูเหมือนว่าเหล่าทหารพวกนั้นจะไม่เอะใจเลยที่ผู้นำของเขาไม่ได้กลับไปกับเขา พราวด์มอร์ยังคงเดินฝ่าพายุหิมะต่อไปและบรรยากาศก็เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ นี่เขาเดินมาหลายชั่วโมงกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะเห็นสิ่งที่เขาต้องการ เขาเดินอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางพายุหิมะอันหนาวเหน็บ -ขาทั้งสองข้างของเขาเริ่มอ่อนล้าลงเรื่อยๆแต่เขายังไม่ยอมแพ้และกัดฟันเดินต่อไป เขาฝึกร่างกายมาทั้งชีวิต ทำไมเขาต้องมายอมแพ้ให้กับไอ้พายุหิมะบ้าๆนี่ด้วยล่ะ
พรืด~!!
จู่ๆพราวด์มอร์ที่กำลังเดินอยู่ก็ลื่นไถลไปตามเนินหิมะที่ลาดชัน เขาพยายามหาสิ่งเหนี่ยวรั้งเกาะ แต่ก็ไม่มีเลยอย่างเดียว ร่างของเขาลื่นไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงหน้าผา เขาพยายามพลิกตัวกลับและใช้แรงทั้งหมดที่มีอยู่รั้งร่างของตัวเองให้ช้าลงเพื่อที่จะไม่ตกลงไป แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว พราวด์มอร์ตกลงไปในเหวที่มืดมิดเสียแล้ว ไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องเขาเลยสักคนเดียว

"เจ้าเป็นอะไรมั้ย?"
เสียงของใครบางคนดังขึ้นในโสตประสาทของพราวด์มอร์ เขาค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ บรรยากาศรอบๆตัวของเขาในตอนนี้อบอุ่นมากๆ ไม่มีความเหน็บหลงเหลืออยู่เลย ตรงหน้าของเขามีหญิงสาวผมยาวสลวยนั่งอยู่ ใบหน้าของเธอสวยกว่าหญิงอื่นใดที่พราวด์มอร์เคยพบเห็น ดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็งจับจ้องมาที่เขาอย่างอ่อนโยน เธอลูบไปตามแขนของเขาอย่างอ่อนโยนจนพราวด์มอร์รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที และสัญชาตญาณของทหารของเขาก็ตื่นขึ้นมา เขาหยิบมีดจกฝักทางด้านหลังของเขาขึ้นมาป้องกันตัวและถามหญิงสาวตรงหน้าอย่างเสียมารยาท
"จะ..เจ้าเป็นใคร!?"
"อย่ากลัวเราไปเลยมนุษย์ เราไม่ได้คิดจะทำร้ายเจ้าเลยแม้แต่ปลายก้อย เราพบเจ้านอนหมดสติอยู่ที่ก้นหุบเหวพร้อมกับพายุอันหนาวเหน็บ เราเลยพาเจ้าเข้ามาหลบหนาวในที่พักของข้า" เธอคนนั้นลุกขึ้นร้อมกับยิ้มให้พราวด์มอร์และเดินไปหยิบแก้วรูปทรงประหลาดใบหนึ่งจากโต๊ะใกล้ๆประตู และยื่นมาให้กับพราวด์มอร์
"ข้ารักษาอาการบาดเจ็บภายนอกของเจ้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดการกับอาการภายในของเจ้า ดื่มนี่เจ้าจะได้รู้สึกดีขึ้น"
"..." พราวด์มอร์ชั่งใจอยู่ชั่วครุ่ก่อนจะเกบมีดของตนลงในฝักและรับแก้วนั้นมาอย่างรวดเร็วแต่สายตาของเขายังไม่ได้ละไปจากหญิงสาวรูปงามคนนั้นเลย เธอยิ้มนิดหน่อยก่อนจะลงไปนั่งบนเก้าอี้น้ำแข็งข้างๆเตียงของพราวด์มอร์ เขามองลงไปในแก้วน้ำและก็พบกับของเหลวสีน้ำเงินเข้ม สีสันของมันสวยสดแต่เขาเกรงว่ามันจะเป็นยาพิษ
"รีบๆดื่มซะซี่ มันไม่ใช่ยาพิษอย่างที่เจ้าคิดหรอก" เธอกระตุ้นเขาอีกครั้งหนึ่งและนั่นเองที่ทำให้พราวด์มอร์ดื่มยานั่นไปอึกนึง ชั่วครู่เดียวจู่ๆร่างกายของพราวด์มอร์ก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา อาการปวดตามร่างกายที่เขาเคยเป็นมาก่อนหน้านี้หายไปเป็นปริดทิ้งเหมือนกับว่าเขาได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง นี่มันยาวิเศษขนานแท้ๆเลยนะนี่!
"ฮ่ะๆ เห็นหน้าของเจ้าตอนนี้แล้วตลกจริงๆ" หญิงสาวหัวเราะขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของพราวด์มอร์ เขาวางแก้วลงไปพร้อมกับหลบสายตาอย่างเขินๆ
"ขะ..ขอบคุณที่ช่วยข้า" เขากล่าวขอบคุณเธอโดยไม่หันไปมองหน้าของเธอ แต่จู่ๆเธอก็ลุกขึ้นพรวดมาจับมือของเขาอย่างรวดเร็ว หน้าแปลกเหลือนที่รูปร่างภายนอกของเธอเหมือนจะดูหนาวเย็นแต่ทว่ามันกลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
"ข้ามีนามว่า มาธาร์ ส่วนเจ้าล่ะ.." เธอแนะนำตัวกับพราวด์มอร์ และนั่นเองที่ทำให้เขากระอั่กกระอ่วนไปในทันที ก่อนจะแนะนำตัวเองอย่างเขินอายๆเพราะทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยถูกผู้หญิงรุกก่อนเลน มีแต่เขารุกก่อน
"พะ..พราวด์มอร์"
"ช่างเป็นชื่อที่งดงามยิ่งหนัก"
"..."
"ว่าแต่..เจ้ามาที่ดินแดนของข้าทำไมกัน ปกติไม่ค่อยมีมนุษย์มาป่วนเปี้ยนที่นี่สักเท่าไหร่" มาธาร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย พราวด์มอร์ถอนหายใจก่อนจะสะบัดมือของตัวเองออกมาจากมือของเธอเบาๆ
"ข้ามาที่นี่เพื่อตามหาดวงตาแห่งสกาดิ หินเวทมนตร์ที่ทุกคนล่ำลือกันว่ามีพลังที่ทรงอาณุภาพ"
"...เจ้าอยากได้แก่นพลังงานของที่นี่ไปงั้นหรือ..."
"หมายความว่ายังไง..."
"สิ่งที่เจ้ากำลังตามหาอยู่ก็คือต้นกำเนิดแห่งพลังงานของดินแดนแห่งนี้.. WinterSpring เจ้าอาจจะทำให้ชีวิตนับแสนนับล้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องดับสูญไปจนหมดนะ" มาธาร์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆพร้อมกับทำหน้าตาตึงใส่อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน พราวด์มอร์ได้ยินดังนั้นจึงตกใจขึ้นมาทัน สิ่งที่ราชาต้องการอาจจะฆ่าสิ่งมีชีวิตของที่นี่เชียวหรือ
"ข้าไม่..ไม่เคยรู้มาก่อนเลย"
"..อาจจะเป็นเพราะเจ้ายังอ่อนต่อโลกนัก" มาธาร์กอดอกขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ พราวด์มอร์เห็นเข้าจึงต่อว่าเธอทันทีด้วยความเขินอาย
"จะ..เจ้าอย่าหัวเราะใส่ข้าแบบนี้นะ!?"
"เอาเถอะ... ข้าจะพาเจ้าไปดูดินแดนแห่งนี้ว่ามันงดงามเพียงใด อย่างน้อยมันก็อาจจะทำให้เจ้าเปลี่ยนใจก็ได้"
ทั้งสองคนเดินตระเวณไปทั่ว WinterSpring เหล่าสัตว์น้อยใหญ่และเหล่าเอลฟ์ทั้งหลายต่างให้การต้อนรับมาธาร์และพราวด์มอร์อย่างอบอุ่น ทุกๆที่ที่เขาไปมีแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม มีแต่ความสุขและไร้ซึ่งความทุข์ พราวด์มอร์เห็นบรรยากาศรอบตัวมันช่างแตกต่างจากเมืองลอร์เดอร์รันของเขาจริงๆ มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้คนสนใจเงินมากกว่าชีวิต นินทาว่าร้ายต่อกัน เขาอยากให้ที่ลอเดอร์รันเป็นอย่างที่นี่บ้าง...
"เป็นเช่นไรบ้าง มันทำให้เจ้าเปลี่ยนใจขึ้นมาบ้างมั้ย" มาธาร์เอ่ยถามพราวด์มอร์พร้อมกับนั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเก้าอี้น้ำแข็ง พวกเขาทั้งสองคนเดินไปจนทั่วอาณาจักรจนนี่ก็ล่วงเวลามานานแล้ว พวกเขาทั้งสองกลับมายังที่พักของมาธาร์ซึ่งเขาสังเกตุว่ามันเหมือนกับปราสาทไม่มีผิด เพียงแต่ไม่มีทหารหรือคนรับใช้เลยสักคนเดียว
"อืม ที่นี่มันช่างอบอุ่นเสียจริงๆ งดงามกว่าที่ไหนๆที่ข้าเคยไป..."
"คิกๆ ข้าดีใจนะที่เจ้าชอบที่นี่ เจ้าจะอยู่ที่นี่ก็ได้นะ"
อยู่ที่นี่อย่างงั้นหรือ?
"..."
"ข้าเองก็ไม่เคยได้ไปไหนเลยเพราะกลัวโลกภายนอกที่มันโหดร้าย ข้ามองผ่านโลกภายนอกจากสายลมหนาวที่พัดเข้ามาในดินแดน มีแผ้คนที่ใช้สายตาที่ไม่ดีมองกัน มีแต่เข่นฆ่ากันและทำร้ายกัน ข้าไม่ชอบมันเสียเลย" มาธาร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับทำหน้าหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย พราวด์มอร์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอื้อมไปจับมือของมาธาร์เบาๆ น่าแปลกที่เขารู้จักเธอได้ไม่ถึงวันแต่เขากลับชอบมองเธอตลอดเวลา
"อืม ถ้าเจ้ากลัวล่ะก็ ข้าจะอยู่ที่นี่กับเจ้าเองเพราะข้าเองก็ไม่ชอบการเข่นฆ่ากันอยู่แล้ว ข้าเป็นทหารเพราะต้องการปกป้องคนที่อ่อนแอกว่ามิใช่ทำร้าย"
"นับว่าท่านเป็นคนที่มีจิตใจเป็นมิตรมาก ข้าชื่นชมท่าน"
"ขอบคุณ..."

รีไลย์มองภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตรงหน้าเธอพร้อมกับมาธาร์ที่อยู่ใกล้ๆกับเธอ เธอสงสัยเป็นอย่างมากเพราะเรื่องราวทั้งหมดนี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ? แล้ว...มาธาร์ต้องการสื่ออะไรกับเธอ?
"ฉันไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเลยค่ะว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับฉัน"
"เจ้ายังดูไม่ทันจบเลย อยากดต่อมั้ยละ.." มาธาร์เอ่ยถามรีไลย์ เธอพยกหน้าตอบมาและภาพก็เริ่มฉายตรงหน้าของรีไลย์อีกครั้ง

หลายวันเดือนปีผ่านไป พราวด์มอร์อาศัยอยู่ที่ WinterSpring กับมาธาร์อย่างมีความสุข พวกเขาทั้งสองคนรักกันเป็นสามีภรรยา จนกระทั่งตอนนี้มาธาร์ตั้งท้องมาได้แล้ว 8 เดือนและก็ใกล้วันคลอดเข้าไปทุกทีๆแล้ว ทั้งคู่ต่างตื่นเต้นที่จะได้เห็นลูกของตนกำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมาดูโลก เขาอยากให้เธอมีความสุขอย่างที่ทั้งสองกำลังประสบอยู่ ณ ตอนนี้
"เจ้าอยากให้ลูกชื่อว่าอะไรล่ะ" พราวด์มอร์เอ่ยถามมาธาร์ขณะที่เขากำลังโอบกอดเธอเอาไว้เบาๆ
"อืม... ข้าเองก็ไม่แน่ใจนะว่าจะตั้งชื่อว่ายังไงดีเพราะตลอดชีวิตนี้ข้าไม่เคยตั้งชื่อให้ใครเลย ฮ่ะๆ"
"เอาไว้ค่อยๆคิดก็ได้ เจ้าควรพักป่อนเก็บแรงเอาไว้ เพราะมันน่าจะทรมาณน่าดุเลยล่ะตอนคลอด"
"ขอบคุณสำหรับความห่วงใยค่ะ ที่รัก"

วันคลอด
บรรดาแพทย์และพยาบาลแห่งดินแดน WinterSpring ต่างวิ่งเข้าออกห้องนอนของมาธาร์เป็นการใหญ่พร้อมกับเอาอุปกรณ์การแพทย์เข้าออกอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับที่พราวด์มอร์กำลังนั่งเครียดอยู่บนโซฟา เขากลัวว่าจะไม่ได้พบหน้าของเธออีก กลัวว่าจะต้องจากไปพร้อมกับลูกที่กำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลก
"เอายาฟื้นฟูมาเร็วๆ นางเสียเลือดมาแล้ว!"
"ค่ะ!!"
ทั้งวันนั้นมีแต่ความวุ่นวายโกลาหลไปทั่วปราสาทของมาธาร์ เหล่าผู้คนด้านนอกต่างพากันวิตกกังวลถึงชีวิตของนางและลูก พราวด์มอร์ได้แต่สวดภาวนาอยู่นอกห้องนอนอย่างเคร่งเครียด ขอให้มันผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเถิด ของให้ทั้งแม่และเด็กต่างปลอดภัยด้วย เขาสวดอ้อนวอนอย่างนั้นนับร้อยๆครั้งแล้วในตอนนี้
โครมมมมม~!!!!
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ จู่ๆก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณจนเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งรุนแรงไปทั่ว ผู้คนต่างวิ่งหนีอพยพกันไปคนละทิศละทาง พราวด์มอร์รีบออกมาจากปราสาทก่อนจะรีบไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเขาก็ต้องตกใจทันทีเมื่อเห็นชายคนหนึ่งสวมผ้าคลุมสีขาวกำลังเดินตรงมายังปราสาท เหล่าบรรดาทหารที่คุ้มครองดินแดนแห่งนี้ล้มกองระเนระนาดกันอย่างเกลื่อนกลาด ชยในชุดขาวคนนั้นสะบัดมือตัวเองก่อนจะเตะไปที่ร่างไร้วิญญาณของทหารนายหนึ่งราวกับขยะ พราวด์มอร์หยิบดาบของตนขึ้นมก่อนจะชี้หน้าตะโกนถามไปยังชายคนนั้น
"เจ้าเป็นใครและทำไมถึงกล้ามารบกวนและเข่นฆ่าพวกของข้าเช่นนี้!?"
ชายชุดขาวคนนั้นหัวเราะร่วนออกมาก่อนจะตะหวัดมือของตัวเองหนึ่งครั้ง ฉับพลันสายฟ้าจำนวนมากก็ผ่าลงมาตรงหน้าของพราวด์มอร์จนร่างของเขากระเด็นกลับเข้าไปในปราสาท พวกแพทยืและพยาบาลที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ต่างวิ่งหนีกันตายคนละทิศละทาง พราวด์มอร์ลุกขึ้นมาก่อนจะรีบหนีจากชายชุดขาวคนนั้นและรีบขึ้นไปยังห้องนอนของมาธาร์ด้วยอาการสาหัส
"มา..ธาร์" เขาเดินกะโผลกกะเผลกไปหามาธาร์ที่กำลังนอนกอดลูกของตัวเอง เธอหันหน้ามามองพราวด์มอร์ชั่วครู่ก่อนจะมีสีหน้าแตกตื่น
"พราวด์มอร์..."
"ลูกปลอดภัยใช่มั้ย!?" เขาเอ่ยถามพร้อมกับสังเกตุใบหน้าลูกของตัวเอง
"แกเป็นเด็กผู้หญิง ที่สวยที่สุดเลย" มาธารืเอ่ยขึ้นพร้อมกับน้ำตาด้วยความปราบปลื้มและหวาดกลัวไปเวลาเดียวกัน พราวด์มอร์ยิ้มให้กับมาธาร์นิดหน่อยก่อนที่ชายชุดขาวคนนั้นจะเดินเข้ามาในห้องนอนของมาธาร์
"อ่า~ ดวงตาแห่งสกาดิอยู่นี่เอง..."
"แก..แกเป็นใคร!?" พราวด์มอร์เอ่ยถาม
"อ้อ! ที่แท้แกก็มาขลุกอยู่ที่นี่เองรึพราวด์มอร์ หึๆๆ นึกว่าตายคากองหิมะไปแล้วเสียอีก" ชายชุดขาวคนนั้นหัวเราะในลำคออย่างน่ากลัวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสยงหัวเราะที่น่าสะพรึงกลัว
"ที่รัก รู้จักเขาด้วยหรอ!?"
"ไม่ ข้าไม่เคยพบเห็นเจ้านี่มาก่อน"
"โอ้ว~! ช่างน่าเสียใจจริงๆ ข้าเห็นหน้าของเจ้ามานับครั้งไม่ถ้วนแต่เจ้ากลับไม่เคยเห็นข้า ช่างน่าเสียใจอะไรเช่นนี้ เอาเถอะ ยังไงเสียเจ้าก็จะได้ไปเฝ้ายมบาลอยู่แล้ว อย่าเสียแรงขัดขืนเลย"
"มาธาร์..." พราวด์มอร์ชักดาบขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะกระซิบกับมาธาร์ซึ่งเธอเองกำกอดลุกเอาไว้แน่น
"..."
"เจ้าพาลูกหนีไป.. หนีไปให้ไกลที่สุด"
"แล้วคุณล่ะ!?" มาธาร์ตะโกนเสียงหลงถามขึ้นมา
"รีบหนีไปซะ! เร็วๆเข้า!!!" พราวด์มอร์ตะโกนใส่เธออีกครั้งหนึ่งและนั่นเองที่ทำให้มาธาร์รีบใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายหนีจากห้องไปอย่างรวดเร็ว พราวด์มอร์ยิ้มอย่างระเหี่ยก่อนจะพุ่งตรงไปยังชายชุดขาวคนนั้น

มาธาร์ใช้เวทมนตร์ของเธอสร้างแพขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนจะตะเกียดตะกายอุ้มลูกของเธอขึ้นไปบนเรือก่อนจะเสกตระกร้าไม้ขึ้นมาหนึ่งตะกร้าและนำลูกของเธอใส่เอาไว้
"อ๊ากกกก!!!!!!!!" เสียงกรีดร้องของพราวด์มอร์ดังลั่นขึ้นมาจนมาธาร์หันหลังกลับไปมองด้วยความตื่นกลัว จนกระทั่งเสียงของพราวด์มอร์ขาดห้วงหายไป มาธาร์ร้องไห้ฟูมฟายทันทีแต่เธอยังฝืนสังขารทั้งหมดที่มีดันเรือให้ลงไปในทะเลอันหนาวเหน็บก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนเรือ เรือนั่นค่อยๆห่างจาก WinterSpring ไปเรื่อยๆจนกระทั่งไกลพอสมควรที่เธอจะเริ่มเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ดินแดนที่เธอรักในตอนนี้กำลังพังทะลายและจมลงไปในมหาสมุทธอันเชี่ยวกราก ภูเขานับแข็งหลายสิบลูกจมลงไปพร้อมกับเกาะอย่างรวดเร็วและเกิดแสงระเบิดนับครั้งไม่ถ้วน เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบรเวณ คลื่นทะเลเริ่มโหมกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอสร้างเวทมนตร์บาเรียร์ขึ้นมาเพื่อป้องกันแรงกระแทกของคลื่นและเรือก็เริ่มแล่นต่อไปอย่างไม่มีจุดหมาย แต่แล้วจู่ๆเธอก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาที่ช่องคลอดของเธอ มันเจ็บแสบเป็นอย่างมาก เธอก้มลงไปมองก็พบว่าที่ช่องคลอดของเธอกำลังมีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสายจนเธอเริ่มหมดแรง เธอกระเสือดกระสนไปหาลูกของตัวเองที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก ก่อนจะเริ่มกอดลูกของเธอแน่นราวกับว่าจะร่วมร่างกัน
"ลูกรัก ชีวิตของแม่ต้องจบลงเพียงเท่านี้ แต่...แม่จะขอมอบสิ่งนี้เอาไว้ในตัวลูก..ตลอดไป...."
ว่าแล้วเธอก็เริ่มร่ายเวทมนตร์ครั้งสุดท้ายก่อนที่ชีวิตของเธอจะจบลง ร่างของเริ่มเลือนรางหายไปในอากาศ ผิดกับที่ลูกของเธอกำลังมีแสงเปล่งประกายรอบตัว เธอท่องเวทมนตรร์จนสำเร็จก่อนจจะยิ้มให้ลูกน้อยของเธอเป็นครั้งสุดท้าย
"ดวงตาแห่งสกาดิจะอยู่ในตัวของลูกตลอดไป..."
วูบ~
ร่างของมาธาร์หายไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแต่ลูกน้อยของเธอเท่านั้นที่กำลังอยู่บนเรือตามลำพังท่ามกลางคลื่นทะเลที่เชี่ยวกราก...

ร่างของเด็กทารกขึ้นมาเกยตื่นบนหาดทรายสวยแห่งหนึ่งพร้อมกับส่งเสียงร้องไห้ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ จะมีใครมาได้ยินเสียงเด็กทารกคนนี้หรือเปล่านะ
"หยุดก่อน! ข้าว่าข้าได้ยินเสียงเด็กกำลังร้องไห้นะ"
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังพุ่มไม้ เขาค่อยๆแหวนพุ่มไม้นั่นก่อนจะตรงรี่มายังต้นเสียงทันที และเขาก็ต้องประหลาดใจทันทีเมื่อเห็นเด็กน้อยน่าตาน่ารักกำลังนอนร้องไห้ในตระกร้าพร้อมกับซากเรือที่พังกระจายไม่มีชิ้นดี
"มีเด็กมาอยู่แถวๆนี้ได้ยังไงกัน!?"
"เฮ้~!! มีอะไรกันหรือ!?" เสียงของเพื่อนผู้ชายคนนั้นดังขึ้น เขาคว้าร่างของเด็กทารกนั่นมาก่อนจะเดินกลับไปหาเพื่อนของเขา

"..."
"ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น?" มาธาร์เอ่ยถามรีไลย์ที่เพิ่งดูภาพที่ปรากฏตรงหน้าของเธอเสร็จ เธอไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเด็กคนนั้นเป็นอะไร? แล้วพราวด์มอร์นั่น..ทำไมถึงดูคุ้นๆยังไงชอบกล
"เด็กทารกที่เจ้าเห็นน่ะ ก็ตัวของเจ้ายังไงล่ะ" มาธาร์เอ่ยขึ้นและนั่นเองที่ทำให้รีไลย์ตกใจไปในทันที ร่างของเด็กทารกคนนั้นก้คือ..เธอยังงั้นหรือ?
"ทะ..ท่านโกหกฉันแน่ๆล่ะ"
"เปล่าเลยรีไลย์ ข้าพูดความจริงและข้าเองก็เป็นผู้ให้กำเนิดเจ้า.."
"..." มาถึงตอนนี้รีไลย์ถึงกับพุดอะไรไม่ออกไปแล้ว เธอทรุดงกับพื้นพร้อมกับร้องห่มร้องไห้ออกมาทันที
"นะ..นี่มันเกิดขึ้นจริงใช่มั้ย!? มันเกิดขึ้นจริงใช่มั้ย!?"รีไลย์เอ่ยถามมาธารืด้วยน้ำเสียงสั่นระเรื่อ มาธาร์ยิ้มก่อนจะกอดปลอบเธอเบาๆ
"อย่าร้องไห้ไปเลยลูกรัก แม่อยู่ตรงนี้แล้ว อยู่ข้างๆลูกแล้ว"
"..."
"ขอโทษที่ต้องทิ้งลูกแต่เยาว์วัยแต่เพื่อชีวิตของลูกเอง อย่างน้อยแม่ก็ได้พบลูกอีกครั้งหนึ่ง นับว่าแม่ไม่มีอะไรค้างคาใจอีกแล้วล่ะ"
"แต่ว่า แม่ค่ะ.." รีไลย์ขะเขินนิดหน่อยเมื่อเรียกมาธาร์ว่าแม่
"..."
"ดวงตาแห่งสกาดิ..มันอยู่ในตัวของหนูหรือค่ะ" รีไลย์ถาม
"ใช่แล้ว และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกมีพลังเวทมนตร์เพิ่มขึ้นมามหาศาลยังไงล่ะ"
"..."
"หมดเวลาของแม่แล้ว ลูกรีบกลับไปหาเพื่อนๆของเจ้าได้แล้ว.... ดูแลตัวเองดีๆล่ะ" มาธารืโอบกอดรีไลย์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลูบหัวของเธอเบาๆ รีไลย์กอดร่างของมาธาร์เอาไว้แน่นก่อนที่ร่างของมาธาร์จะอันตธานหายไปในอากาศและร่างของรีไลย์ก็เริ่มหมุนคว้างบนอากาศและทุกอย่างก็ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืด

The Answer = รีไลย์มีดวงตาแห่งสกาดิอยู่ในตัว พ่อแม่ของเธอเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเธอตั้งแต่ยังเด็ก และพ่อแม่ที่คอยดูและเธอมาตั้งแต่เยาว์วัยไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของเธอ

-[InForMaTioN]-
28-08-2010, 12:05 AM
โอ้ ตอนใหม่มา

ยาวๆ แล้วก็มึนๆ

พิมพ์ผิดเยอะมาก แต่ก็เข้าใจ

ส่วน แม่กะพ่อรีไลย์ทำไมมันรักกันง่ายจัง :015:

ทำไมแม่รีไลย์ถึงมี eyes of skadi ด้วย เธอเป็นใครทำไมถึงสร้างเกาะพิเศษได้


ปริษณาทั้งหมดสินะ :002:

[H]eaven-Knight
28-08-2010, 12:21 AM
เข้ามาอ่าน ได้ตั้งนานแร้ว

แต่มิ๊ แสดงตัว ^^

พึ่งเจอ กระทู้นี้เข้าโดยบังเอิญ อ่านแล้วเพลินดี ชอบ อ่า ๆ :1117:

ตอนนี้อ่านใกล้ถึงปัจจุบันแล้ว พยายามอ่านอยู่ทุกวัน วันละ 10 บท ได้ :018:

แต่งต่อไปเรื่อย ๆ นะ ขรั๊บ เป็นกำลังใจให้ :004:

jaraspong47
28-08-2010, 07:30 AM
:019: :019: :019: มาซักที
อย่างนี้ริไลย์ต้องตีติดสโลว์ โหดๆ
ดูแบตัวเองดีๆล่ะ
เขียนผิดป่าวครับ :008:

KillerSpree
28-08-2010, 09:50 AM
ดูช่วงเวลาที่โพสด้วยจิ
ดึกมาก + มึนๆ
:201:

[M]agician
28-08-2010, 11:38 AM
LATE LATE LATELATELATELATELATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATELATELATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE

พิมเล่น :1123: เพื่อเอาให้แฮม

lanayao_O
28-08-2010, 08:46 PM
agician ]
LATE LATE LATELATELATELATELATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATELATELATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE




สวยงามมาก :019:

keenkiller
28-08-2010, 11:58 PM
ตอนต่อไปจะเป็นปริศนาของใครเอ่ย :013:

[T]_oP
29-08-2010, 12:13 AM
ความลับของ รีไลย์ ช่างน่าเศร้าอะไรอย่างนี้ T^T
:003: :003:
:201: :201:

-[InForMaTioN]-
29-08-2010, 02:19 AM
ตอนต่อไปจะเป็นปริศนาของใครเอ่ย :013:

เล่าแค่คนเดียวมั้ง

นั่นสิปริศนาเขียนงี้ เราดันลืม :022:

KillerSpree
29-08-2010, 09:08 AM
ตอนต่อไปจะเป็นปริศนาของใครเอ่ย :013:


อ่า ว่านเขียนแค่ปริศนาเดียว
เพราะตามผลโหวตที่ได้ ยัยรีไลย์มีคะแนนนำลิ่ว

เอาไว้เดี๋ยวว่างๆ จะมาเขียนปริศนาของแต่ละคน
[แต่อาจจะเป็นตอนที่นิยายเรื่องนี้จบไปแล้วนะ]

[M]agician
30-08-2010, 03:43 PM
รู้งี้น่าจะเอาร่างอวตารมาคลิ้กให้มันเท่าๆกัน :010:

จะได้ให้เขียนทั้งหมด :016:

-[InForMaTioN]-
30-08-2010, 11:25 PM
p.s.โหวตโพลเพิ่มไม่ได้แหะ แย่จัง

lanayao_O
03-09-2010, 11:21 PM
agician ]
รู้งี้น่าจะเอาร่างอวตารมาคลิ้กให้มันเท่าๆกัน :010:

จะได้ให้เขียนทั้งหมด :016:
เห็นด้วยอย่างแรง

jaraspong47
06-09-2010, 06:37 PM
เมื่อไรจะมาค้าบๆๆๆ

นิยายเรื่องนี้จะจบแล้วเหรอ???

ถามคับใช้เน็ตโทรศัพท์ต่อเข้าคอมเล่น Dota ออนไลน์ได้ไหม เพื่อนมันบอกว่าได้ยังไม่ได้ลองเลย

KillerSpree
08-09-2010, 02:10 PM
เดี๋ยวขอไปอัพตอนช่วงวันเสาร์นะ เพราะตอนนี้ยุ่งกับโครงงาน 5 โครงงาน อยู่
อาจจะไม่ได้แต่งต่อเนื่องแบบเมื่อก่อนแล้ว ชีวิตในรั้วมหาลัยช่างโหดร้าย



ถามคับใช้เน็ตโทรศัพท์ต่อเข้าคอมเล่น Dota ออนไลน์ได้ไหม เพื่อนมันบอกว่าได้ยังไม่ได้ลองเลย


ไม่แน่ใจนะ เพราะว่าไม่เคยลองเหมือนกัน

ตอนนี้กำลังเก็บตังซื้อ AirCard อยู่ เบื่อเน็ตมหาลัย

jaraspong47
08-09-2010, 05:10 PM
เน็ตมหาลัยไม่แรงเหรอคับ

ไอ้ผมก็นึกว่า 3-4 mb ซะอีก

เมื่อไรนิยายจะมาค้าบๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปล. ผม เด็ก มัธยม อิิอิ

[M]agician
08-09-2010, 06:13 PM
ว่านเวลาได้งาน(เงิน)แล้วก็อย่าลืมมาอัพน่ะ

-[InForMaTioN]-
08-09-2010, 09:16 PM
เนตโทรศัพท์ช้ามากและหลุดบ่อยด้วย


เนตหอลื่นตอนไม่มีคนใช้

[S]corpion
09-09-2010, 02:14 PM
ซุ่มรอชมว่านเขียนต่อ 0..0//

[M]agician
09-09-2010, 03:35 PM
^
^
^
agician ]
LATE LATE LATELATELATELATELATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATELATELATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE


เอาให้แฮมน่ะ ^.^

jaraspong47
09-09-2010, 06:13 PM
- ]
เนตโทรศัพท์ช้ามากและหลุดบ่อยด้วย


เนตหอลื่นตอนไม่มีคนใช้


ขอบคุณที่บอกครับ

หลังจากที่ลองมาแล้ว ไม่หลุดนะครับ แต่ ใช้สกิล สั่งเดิน ซื้อของ ทุกอย่างช้าลง 0.5 - 1 วินาที T.T

นิยาย ไม่มาซักที

LATE LATE LATELATELATELATELATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATE LATELATELATELATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATE LATE LATE LATE LATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE
LATELATELATELATELATELATE LATE LATE LATE LATELATELATELATELATE

ช่วยครับ

[S]corpion
09-09-2010, 06:52 PM
agician ]
^
^
^
เอาให้แฮมน่ะ ^.^


รับทราบแล้วคับท่าน -*-

KillerSpree
11-09-2010, 11:12 PM
104

ฉันก้าวออกมาจากเต็นท์อย่างยากลำบาก ขามันรู้สึกสั่นไปหมดพร้อมกับหัวที่มันกำลังมึนเต็มที่ ทุกอย่างในตอนนี้เหมือนกำลังหมุนคว้างอยู่กลางอากาศจนทำให้ฉันเกิดอาการอยากอาเจียน
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่ฉันเพิ่งรู้ความจริงที่ฉันเพิ่งประสบพบเจอมา อย่างนี้นี่เอง ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก... ทุกอย่างมันเป็นไปตามชะตากรรมที่ฉันถูกกำหนดเอาไว้ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกับว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่รู้ความลับ ทุกเสียงทุกภาพยังคงเด้งไปมาอยู่ในหัวของฉัน ฉันอยากจะร้องไห้แต่มันก็ร้องไม่ออก เหมือนมีอะไรมาจุกที่คออยู่
"รอยยิ้ม!" เสียงของรีไลย์ดังมาจากทางฝั่งเต็นท์ตรงข้าม ฉันเห็นเธอวิ่งปรี่ตรงมาหาฉันพร้อมกับถามไถ่ฉันเพราะคงเห็นสภาพฉันที่ดูไม่จืดเลยสินะ ฉันส่ายหน้าบอกเป็นเชิงว่าไม่เป็นไรก่อนที่เธอจะค่อยๆพยุงร่างของฉันออกมานั่งลงที่ซุ้มกองไฟที่เรารวมตัวกันตั้งแต่แรก
"เป็นยังไงบ้าง เธอดูไม่สดใสเลยนะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" รีไลย์เอ่ยถามก่อนจะค่อยๆเอาน้ำยื่นมาให้ฉัน ฉันรับน้ำนั่นไว้ก่อนจะกระเดือกหมดภายในรวดเดียว
"ดูไม่จืดน่ะสิ แต่...ความลับของฉันมัน.. มันไม่สวยงามเอาเสียเลย"
"..." รีไลย์มองหน้าฉันนิ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเสมองไปยังกองไฟที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่ เธอไปพบอะไรบ้างนะ...
"เธอไปเจออะไรมาบ้างล่ะรีไลย์ เธอดูสบายดีนะ" ฉันถาม รีไลย์ยิ้มออกมานิดๆก่อนจะเอ่ยปากตอบคำถามของฉัน
"ฉันเจอครอบครัวของฉันแล้วล่ะ"
"ครอบครัวของเธอ..?" ฉันถามด้วยความฉงน และเป็นจังหวะเดียวกันที่เต็นท์ของสเวนและเดเวี่ยนมีประกายโชติช่วงออกมาพร้อมกับการปรากฏตัวของพวกเขา สเวนมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเช่นเคย ส่วนเดเวี่ยนหน้าตาของเขาดูไม่จืดเหมือนกับฉันเลย รีไลย์รีบวิ่งตรงไปหาเดเวี่ยนก่อนจะถามแบบที่ถามฉัน เดเวี่ยนนิ่งเงียบไปและไม่พูดไม่จาอะไรก่อนจะมานั่งลงที่กองไฟตรงข้ามฉัน สเวนค่อยๆนั่งลงข้างๆฉันก่อนจะมองไปยังกองไฟเหมือนเดเวี่ยน
"นายไม่เป็นอะไรนะ" ฉันถามสเวน แต่เขาทำท่าราวกับไม่ได้ยินคำถามของฉันจนฉันต้องสะกิดเขาไปสองสามที เขาถึงจะยอมตอบแต่น้ำเสียงดูไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่
"ไม่เป็นอะไร แค่...ตกใจนิดหน่อย"
"นายไปเจออะไรมาบ้างล่ะ..."
"..." สเวนนิ่งเงียบไปพร้อมกกับมองไปที่เปลวไฟราวกับว่ากำลังค้นหาอะไรบางอย่างในนั้น รีไลย์และเดเวี่ยนต่างก็มองไปยังซุ้มไฟนั่นเช่นกัน เพียงแต่รีไลย์ที่ยังมีสีหน้าปกติอยู่
"ทำไมเรา..ไม่ลองเล่าว่าเราไปเจออะไรกันมาบ้างล่ะ เพื่อว่าพวกเราจะได้แก้ไขอะไรกันได้" ฉันพยายามชวนทุกคนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบไปมากกว่านี้ รีไลย์พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยแต่เดเวี่ยนและสเวนยังคงชักสีหน้านิ่งเหมือนเดิม
"เอาล่ะ งั้นฉันขอเริ่มเล่าก่อนแล้วกัน..."
"หยุดก่อนสาวน้อย..." เสียงเรียบๆของใครบางคนดังขึ้นแทรกขึ้นมาก่อนที่ฉันจะเอ่ยปากเล่าเรื่อง ทุกๆคนหันหน้าไปทางต้นเสียงและเจ้าของเสียงนั้นก็คือฟูเรี่ยนนั่นเอง เขาเดินมาพร้อมกับพวกตัวประหลาดเพศหญิงอีกสามคน หนึ่งในนั้นกำลังโบกมือมาให้เราอย่างเป็นมิตร เดี๋ยวก่อนนะ สองในสามของพวกนั้นเหมือนฉันเคยเจอที่ไหนมาก่อนนะ นานแสนนานมาแล้ว
"ท่านฟูเรียน.. มีอะไรหรือขอรับ" สเวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆแต่แฝงไปด้วยความเคารพ ฟูเรี่ยนเดินขยับเข้ามาใกล้พวกเราพร้อมกับเคาะไม้เท้าของเขาลงกับพื้นไปสองสามที ก่อนที่เต็นท์ทั้งห้าผืนจะอันตธานหายไปกลางอากาศ
"พวกเจ้ารู้..รู้ในสิ่งที่พวกเจ้าไม่สมควรรู้"
"หมายความว่ายังไงค่ะ?" รีไลย์เอ่ยถาม ฉันพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับคำถามนั่น ฟูเรี่ยนนั่งลงรงที่ว่างข้างๆเดเวี่ยนก่อนจะเริ่มเอ่ยปากพูดขึ้น
"ปริศนาบางอย่างไม่สมควรที่จะรู้ ถ้าเจ้ารู้เจ้าก็อาจจะไม่ได้ประพฤติตัวแบบเมื่อก่อน มีแต่จะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวมากลงไปเท่านั้น..."
"...แต่ทำไมพวกราถึงไม่ควรรู้ล่ะค่ะ เพราะอย่างน้อยถ้าเรารู้ เราอาจจะหาหนทางแก้ไขได้..." ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ เพราะสิ่งที่ฉันรู้มา... สำหรับฉัน...มัน
"หึ.. สับสนหรือไงแม่สาวน้อยกับสิ่งที่เจ้าเพิ่งรู้มา"
"คือ..." ฉันพยายามจะตอบกลับไปแต่ทว่ามันก็ไม่มีคำคอบที่จะผุดขึ้นมาในหัวของฉันเลยแม้แต่น้อย ฟูเรี่ยนถอนหายใจออกมารอบนึงก่อนจะลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง
"ทางที่ดี พวกเจ้าอย่าเล่าในสิ่งที่เจ้าเพิ่งเจอมาเลยดีกว่า เก็บไว้คนเดียวก็พอแล้ว" ฟูเรี่ยนว่าทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะหายตัวไปกลางอากาศ ทิ้งให้พวกเราทั้งสี่คนอยู่แต่ในความเงียบและความมืดมิดรอบๆป่า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรขึ้นมาทั้งนั้น รีไลย์มองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย เดเวี่ยนและสเวนตีสีหน้านิ่งและมองไปยังกองไฟ ส่วนฉันกำลังทบทวนถึงสิ่งที่ได้เจอมา มันเหมือนกับเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่ฉันเคยเห็นมา ทุกๆอย่าง...มัน... ฉันอธิบายไม่ได้ เห็นปริศนาที่ฉันรู้มาแล้วมันทำฉันอยากร้องไห้

"ท่านพี่อ่ะ! ทำไมท่านไม่ยอมฟังข้าเลย!!" เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นมาจนพวกเราทั้งสี่ต้องหันกลับไปมองต้นเสียง ผู้หญิงผมยาวสลวยและมีใบหน้าสวยหมดจดกำลังยืนเภียงกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เธอสวมหน้ากากปิดบังครึ่งบนหน้าของเธอ เธอสวมผ้าคลุมที่ประดับไปด้วยมีดและถืออาวุธที่คล้ายๆกับกงจักรเอาไว้ในมือ
"หยุดพล่ามได้แล้ว เชนเดลแซร์ ข้าไม่อยากฟังเจ้าอีก" ผู้หญิงสวมหน้ากากพูดด้วย้ำเสียงเรียบๆก่อนจะเดินจากไปทั้งๆอย่างนั้น ผู้หญิงอีกคนยืนมองอย่างหมดอาลัยตายยากก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอหันหน้ามาทางพวกเราก่อนจะสะดุ้งตกใจเล็กน้อย เธอปั้นสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะแนะนำตัวเองอย่างสุภาพ
"แฮะๆ ขอโทษค่ะที่ส่งเสียงดัง ฉันชื่อ เชนเดลแซร์ เราเคยพบกันมาก่อนหน้านี้ใช่มั้ยค่ะ?"
จะว่าไป... ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นๆกับเธอคนนี้จังเลยนะ ผู้หญิงที่เธอเพิ่งพูดด้วยก็คุ้นเหมือนกัน
"เราพบกันที่ค่าย Sentinel ยังไงค่ะ ตอนนั้นเธอเดินไปชนพี่สาวของฉันไง!" เชนเดลแซร์พูดขึ้นมาและนั่นเองที่ทำให้ฉันถึงบางอ้อในทันที ยัยสองคนนี้ที่ฉันเคยเจอที่งานเทศกาล 100 ปีของค่าย Sentinel นี่เอง! และวันนั้นก็เป็นวันที่พวกทหารลิช คิง บุกมาเต็มอัตรศึกด้วยนินา แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
"เธอรู้จักเชนเดลแซร์ด้วยหรอรอยยิ้ม" รีไลย์สะกิดไหล่พร้อมเอ่ยถาม ฉันส่ายหน้านิดๆ
"เปล่าหรอก ฉันแค่บังเอิญไปชนพี่สาวของเธอเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย"
"อืม...." รีไลย์ขมวดคิ้วพลางมองไปที่เชนเดลแซร์ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
"เดี๋ยวนะ แล้วลานาย่าอยู่ไหนล่ะเชนเดลแซร์" รีไลย์ถาม เชนเดลแซร์กำลังจะเอ่ยปากตอบแต่ทว่ากลับมีเสียงดังมากจากทางด้านหลังของเธอเสียก่อน
"ข้าอยู่นี่..."
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากทางด้านหลังของเชนเดลแซร์ เธอสวมผ้าคลุมยาวสีดำประดับด้วยใบไม้สีเขียวเข้ม สวมหน้ากากปิดบังดวงตาของเธอเอาไว้ นี่ยัยคนนี้เป็น Batman หรือไงกัน?
"ยินดีที่พบพวกเจ้าทุกคน ข้ามีนมว่า ลานาย่า แต่ดูเหมือนว่ามีเพื่อนของเจ้าคนนึงจะรู้จักข้าแล้วนะ" ลานาย่าแนะนำตัวพลางมองไปที่รีไลย์ รีไลย์พยักหน้าก่อนจะพูดตอบ
"เธอช่วยฉันเอาไว้น่ะตอนที่พวกเราตกลงมาที่ป่าแห่งนี้"
"แฮะๆ พวกเธอรู้จักฉันกับลานาย่าแล้ว ฉันอยากรู้ชือของพวกเธอบ้าง" เชนเดลแซร์เดินเข้ามาใกล้ๆพวกเรามากขึ้นพลางถามพวกเราด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ฉันชื่อ รอยยิ้ม ยินดีที่รู้จัก"
"รีไลย์ เครสฟอล จ๊ะ"
"เดเวี่ยน ไนท์"
"...สเวน"
"ยินดีที่รู้จักทุกคนจ้า! อ้อ! ลืมไปเสียสนิทเลย ผู้หญิงที่ฉันเถียงด้วยเมื่อกี้ชื่อว่า มอเทรด เป็นพี่สาวของฉันเอง หมู่นี้เธอเป็นอะไรไม่รู้ ไม่ยอมสุงสิงกับใครเลยแม้แต่ฉันหรือท่านฟูเรี่ยน" เชนเดลแซร์พูดต่อจากพวกเราพลางทำท่าหนักอกหนักใจ พี่สาวของเธอดูแล้วมีอะไรปิดบังอยู่แหงมๆ แต่ฉันเองก็ไม่กล้าไปยุ่งกับเธอหรอก ดูท่าทางน่ากลัวกว่าสเวนอีก
"เราปล่อยมอเทรดไปเถอะ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย" ลานาย่าเอ่ยขึ้นและนั่นเองทำให้เชนเดลแซร์หันกลับไปต่อว่าเธอทันที
"นี่! ฉันเป็นห่วงพี่สาวของฉันนะ ปกติแล้วเธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แล้วจุ่ๆเธอก็มากลายเป็นแบบนี้ ฉันสงสัยว่าอะไรที่ทำให้พี่ของฉันเปลี่ยนไป! จากคนที่เคยใจดีกับฉัน กลับกลายเป็นใครก็ไม่รู้ ถ้าเป็นเธอ เธอจะยอมรับได้หรือเปล่าล่ะ พี่ฉันก็เป็นเพื่อนของเธอนะ!"
"...สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง กำลังพัดมา...." ลานาย่าพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินจากไปทิศทางเดียวกับมอเทรดที่เพิ่งเดินไป เชนเดลแซร์ทำท่าหัวเสียก่อนหันหน้ามาทางพวกเรา
"เชิญพวกเธอไปเดินเล่นในป่าตามอัธยาศัยจ๊ะ ฉันคงต้องมีเรื่องยุ่งๆกับพี่สาวแสนดีทั้งสองคนนี้แน่ๆ" เชนเดลแซร์ว่าทิ้งท้ายพลางโบกมือให้กับเรา ก่อนจะเดินจากไปเช่นเดียวกับลานาย่า
"การที่มีพี่ก็เป็นแบบนี้แหละ" ฉันบ่นกระปิดกระปอดพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ รีไลย์ลุกตามฉันขึ้นมาก่อนจะชักชวนฉันให้ไปเดินในชุมชนของป่าแห่งนี้
"ฉันได้ข่าวมาว่าที่นี่มีอุปกรณ์เวทมนตร์เพียบเลยนะ! เราไปเดินดูกัน เพื่อจะได้เลือกซื้อได้"
"ก็ดีนะ ฉันอยากได้เสื้อผ้าใหม่อยู่พอดี"
"แต่ว่าพวกเราไม่มีเงินสักแดงเดียวนะ..." ทั้งเดเวี่ยนและสเวนพูดออกมาพร้อมเพรียงกันอย่างมิได้นัดหมายและนั่นเองที่ทำให้ฉันและรีไลย์หน้าแหกกันไปตามๆกัน
"หึ! พวกผู้หญิงนี่คิดแต่เรื่องซื้อๆขายๆกันทุกคน" เดเวี่ยนหัวเราะในลำคอก่อนจะมองหน้าสเวน
"แถมชอบทำตัวไร้สาระด้วย.." สเวนเสริมต่อขึ้นมาหลังจากที่เดเวี่ยนพูดจบ แล้วทั้งสองคนก็ชนกำปั้นกันพลางยิ้มให้กัน ฉันกับรีไลย์มองหน้าพวกผู้ชายทั้งสองคนอย่างเดือดๆ
"ฉันอยากจกระทืบเดเวี่ยนจัง!" รีไลย์กัดฟันพูดอย่างเหลืออดซึ่งไม่ต่างจากฉันที่อยากจะบีบหัวของสเวนให้แหลกคามือ
"ฉันล่ะเบื่อพวกผู้ชายจริงๆเล้ย!! ไม่เคยเข้าใจลูกผู้หยิงอย่างพวกเรา! ชิ!" ว่าแล้วพวกเราทั้งสองคนก็เดินสะบัดก้นหนีจากพวกผู้ชายที่กำลังนั่งอยู่ที่กองไฟ

"ข้ารู้ว่าเจ้าไปเจออะไรมา" เดเวี่ยนพูดขึ้นมาหลังจากที่ผู้หยิงทั้งสองคนเดินไปพ้นสายตาแล้ว สเวนมองหน้าเดเวี่ยนอย่างงงๆ
"เจ้ารู้รึไงว่าข้าไปเจออะไรมา"
"ไม่ต้องเสียเวลาเดาหรอก เรื่องของรอยยิ้มใช่มั้ย..."
"..." ถึงตอนนี้สเวนเองก็ไม่ได้พุดอะไรต่อ พลางมองไปยังกองไฟที่กำลังประทุอยู่ เขาคิดทบทวนในสิ่งที่เพิ่งไปเจอมาทั้งอดีตของเขาและรอยยิ้ม
เธอ...สำหรับเธอแล้วคือใครกันในโลกแห่งนี้....

พวกเราสองคนเดินไปทั่วชุมชนที่แสนจะคึกครื้นแห่งด้วยความสำราญใจ ตัวประหลาดที่มองเห็นพวกเราต่างพากันมองเป็นตาเดียว พวกตัวประหลาดเพสผู้อาจจะมองนานเสียหน่อยเพราะความน่ารักของพวกเราทั้งสองคนละมั้ง
ทุกครั้งที่เราเจอร้านไหนที่มีข้าวของวางขาย เราจะรีบตรงรี่ไปดูทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางชิ้นดูสวยสดงดงาม แต่บางชิ้นที่ไม่น่าชวนมองเลยแต่กลับมีความพิเศษอยู่ในตัว เช่น กระเป๋าหนังก๊อบบลินอเนกประสงค์จากร้าน'แค่หนัง' ที่พวกเราเดินไปเจอพอดี มันเป็นกระเป๋าที่สามารถยัดได้ทุกอย่างแม้แต่ร่างใหญ่ๆของสเวน แต่กระเป๋านั้นกลับมีขนาดเท่ากับฝ่ามือฉันเอง! หรือไม่ก็ 'หนังสือว่าด้วยเรื่องราวที่คุณรู้แล้ว' เป็นหงัสือที่ค่อนข้างแปลกพอสมควรเพราะว่าเวลาที่ฉันเปิดไปอ่านในหนังสือ มันกลับมีแต่เรื่องราวที่ฉันรู้มาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่อาจารย์วิบูลย์สอน หรือไม่ก็รุ่นมือถือต่างๆที่ฉันรู้จัก รีไลย์มองหน้าหนังสือนั้นด้วยความงนงงงวย อ้อ! มันเป็นหนังสือที่สามารถถ่ายทอดไปให้คนอื่นได้น่ะ ที่นี่มีของแปลกๆเต็มไปหมด แต่พวกเราก็ไม่มีปัญญาซื้อหรอกเพราะของแต่อย่างแพงเอามากๆ แถมพวกเราในตอนนี้ก็ไม่มีเงินเลย
"ลำบากเนอะเวลาที่เดินดูของแต่ไม่มีเงินเลยสักแดงเดียว" รีไลย์บ่นกระปิดกระปอด ตอนนี้พวกเรากำลังนั่งอยู่ที่ลานน้ำพุที่แสนจะร่มรื่น
"ใช่! เพิ่งรู้สึกวันนี้แหละว่าเวลาไม่มีเงินในดินแดงแห่งนี้มันเป็นยังไง" ฉันบ่นขึ้นมาพลางหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาเพื่อที่จะกดถ่ายรูป แต่สิ่งท่ฉันสังเกตุเห็นเมื่อฉันหยิบมือถือขึ้นมา หลอดแบตเตอร์รี่ของมือถือมันลดลงไปแล้ว 1 ขีด
ลดลงแล้วสินะ....
"มีอะไรหรือปล่ารอยยิ้ม" รีไลย์ที่งข้างๆฉันสะกิดฉันเบาๆและนั่นเองที่ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นจะภวังค์
"อ้อเปล่าๆ ไม่มีอะไร มาถ่ายรูปกัน" ฉันเปิดกล้องในมือถือพลางหันกล้องมาหาตัวเอง
"มันคืออะไรหรอ?" รีไลย์เอ่ยถาม
"มันเป็นการบันทึกภาพน่ะ เวลาเราอยากจะบันทึกภาพที่เราประทับใจเราก็สามารถถ่ายมันเก็บไว้ได้น่ะ แบบตอนที่ฉันทำกับสเวนบนหลังของเดเวี่ยนน่ะ"
"หรอ.. งั้นลองกัน!"
"อื้ม"
ว่าแล้วพวกเราก็เอาแก้มชนกัน รีไลย์ตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ฉันชูกล้องเอาไว้เหนือหัวพร้อมกับหน้าเลนส์มาทางเรา
"ยิ้มไว้นะ ภาพจะได้สวยๆ"
"อือๆ"
"1..2..3"
แชะ!
ฉันกดปุ่มถ่ายรูปทันทีพร้อมกับรีบเปิดดูรูปที่เพิ่งถ่ายเอาไว้ แน่ล่ะยัยรีไลย์ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ
"มันจะเป็นยังไงๆๆ!?"
"นี่ไง!" ฉันกดรปที่เราเพิ่งถ่ายเอาไว้ให้รีไลย์ดู ยัยนั่นยิ้มออกมาด้วยความประหลาดใจพร้อมกับเอามือถือฉันไปดูรูปตัวเองและฉัน
"ว้าว! ทำได้ยังไงเนี่ย!? มันมีหน้าเหมือนกับฉันมากๆเลยนะเนี่ย เวทมนตร์ยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลยนะ!"
"มันคือเทคโนโลยี! (กรุณาอ่านออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษอย่างกระแดะๆ)" นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกภูมิใจที่มือถือเลยนะเนี่ย ปกติเวลาอยู่โลกเดิม มือถือของฉันมันก็คือขยะชิ้นดีนี่เอง พวกคนอื่นมันเล่นแต่ BB กันนินา

"เร่เข้ามาครับเร่เข้ามา! เทศกาลปามะเขือเทศเริ่มขึ้นแล้วครับ!!" เสียงตะโกนของพ่อค้าในระแวกนั้นดังขึ้นมาและนั่นเองที่ทำให้พวกตัวประหลาดทั้งหลายรีบเข้าไปหาพ่อค้าคนนั้นทันทีด้วยความรวดเร็ว มีคนแบกลังอะไรสักอย่าง มันเป็นลังขนาดใหญ่มหึมาที่บรรจุไปด้วยมะเขือเทศสีแดงสด ก่อนที่เขาจะวางลังนั่นไปที่ลานกว้างๆ และผู้คนก็เริ่มแห่แหนกันเข้ามามากขึ้น
"เทศกาลปามะเขือเทศ!!" รีไลย์ตะโกนขึ้นมาด้วยความดีอกดีใจ
"มันคืออะไร?" ฉันถาม
"เป็นเทศกาลที่สนุกที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ฉันคิดว่าเทศกาลมันจบไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้วนิ! เป็นเทศกาลที่เอาไว้ระบายอารมณ์ชั้นดีเลยนะ!" รีไลย์ว่าพลางดึงฉันให้เข้าไปที่วงล้อมของพวกตัวประหลาดที่กำลังเบียดเสียดแออัดกันอยู่ เหมือนกับว่าทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอเทศกาลนี้มานานแสนนาน ทุกคนต่างยื้อแย่งกันเข้าไปในลาน มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย นี่มันอย่างกับพวกเสื้อ....กำลังชุมนุมอยู่ยังไงยังงั้นแน่ะ
"อร๊าย~! แบบนี้มีหวังที่เต็มก่อนแน่ๆ" รีไลย์บ่นกระปิดกระปอด ฉันมองอย่างอับจนหมดหนทางแต่ด้วยความฉลาดที่มีอยู่น้อยนิดของฉันก็คิดอะไรที่ไม่ค่อยดีขึ้นมาได้
"รีไลย์ คลานไปกัน!"
"เธอว่าไงนะ?"
"อาศัยความตัวเล็กของเราคลานไปกันเถอะ! ขืนเดินฝาไปแบบนี้หวังเราก็ไม่ได้เล่นกันพอดี"
ว่าแล้วพวกเราทั้งสองคนก็เริ่มแผนการในทันที และเป็นที่พออกพอใจเลยทีเดียวเพราะไม่มีใครสังเกตุเห็นพวกเราและเราก็สามารถลอดผ่านหว่างขาของพวกตัวประหลาดตัวแล้วตัวเล่าไปได้อย่างง่ายดาย จนตอนนี้พวกเราสามารถเข้ามาถึงลานจัดกิจกรรมได้สำเร็จ และทันทีที่เราเข้ามา สิ่งแรกที่ฉันเห็นก็คือสีแดงฉานของเนื้อมะเขือเทศที่เปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณลาน ตัวประหลาดทุกตัวมีหน้าตาที่น่ากลัวผิดปกติเพราะสีแดงของมะเขือเทศที่คล้ายๆเลือด ยัยรีไลย์รีบวิ่งไปที่ลังมะเขือเทศก่อนจะเริ่มไปยังพวกฝูงชนตัวประหลาด
"เร็วๆเข้ารอยยิ้ม!"
"จ้า!"
ในขณะที่ฉันกำลังจะวิ่งไปหายัยรีไลย์นั่นเอง จู่ๆมีมะเขือเทศลูกหนึ่งลอยเข้ามาใส่หน้าฉันอย่างจังจนฉันเซไปในทันที ฉันปาดน้ำแดงๆของมะเขือเทศทิ้งก่อนจะหันหน้าไปมองที่ต้นตอคนปา และนั่นเองที่ทำเอาฉันโกรธไฟแล่บขึ้นมาทันที
"ไอ้สเวน!!!"
ยักษ์ตัวฟ้าโยนลูกมะเขือเทศในมือพลางแสยะยิ้มมาให้ฉันอย่างเหยียดหยาม อ๊ากก! ฉันจะฆ่ามัน!!
"กรี๊ดด! ไอ้เดเวี่ยน!!" เสียงของยัยรีไลย์ดังขึ้นมาแสบแก้วหูฉัน และเมื่อฉันหันกลับไปมองเธอ ปรากฏว่าเจ้าอัศวินมังกรนั่นกำลังปามะเขือเทศลูกแล้วลูกเล่าใส่รีไลย์อย่างไม่ถะนุถนอม
"ฮ่า! เจ้านี่มันซื่อบ่อจริงๆ!"
"รีไลย์~!!" ฉันกำลังจะกลับไปช่วยยัยรีไลย์แต่ทว่าลูกมะเขือเทศก็โดนหัวฉันไปอีกลูกหนึ่งจากทางด้านหลัง คราวนี้ฉันไม่เหลือแล้วซึ่งความอดทน ฉันคว้าลูกเมือเทศลูกหนึ่งขึ้นมาก่อนจะขว้างกลับใส่สเวนอย่างเดือดๆ! แต่ทว่าหมอนั่นกลับหลบการโจมตีของฉันได้ก่อนจะ CounterAttack ฉันในทันที
แผละ~
"กรี๊ดด~!! ไอ้บ้าเอ๊ย~!!?"
"หึ! พวกผู้หยิงก็มีแต่ทำตัวไร้สาระ" สเวน
"แถมยังชอบอวดฉลาดด้วย!"
"รอยยิ้ม.."
"รีไลย์..."
"พวกเรามาฆ่าผู้ชายกันเถอะ...."

ตุ๊บตรั่บผั๊วะแผละ8^&*%%~#$@%@$~@&^#&#38;#~&^@#^#$%~#~*&(~!!!!!!!!!!!!

"ยอมยัง!" เดเวี่ยนตะโกนถามพวกเราสองคนที่เละเทะไปด้วยมะเขือเทศ
"ม่าย! ฉันจะฆ่าแกไอ้มังกรเฮงซวย!"
เผละ~!
"ฮ่าๆ หน้าของพวกเจ้าอย่างกับผีตายซากแน่ะ" เดเวี่ยน
"พวกทหาร Scourege ยังดูดีกว่าพวกเจ้าอีกนะในตอนนี้" สเวน
ฉันและรีไลย์ใตอนนี้กำลังกำหมัดแน่นด้วยความแค้น เรามองหน้ากันชั่วครู่เหมือนกับว่าเรากำลังคุยกันผ่านสายตา
'ฉันขอใช้เวทมนตร์ได้มั้ย!?'
'เชิญตามสบาย'
"หึๆๆๆ~!" พวกเราสองคนมองหน้าพวกผู้ชายทั้งสองอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเดินตรงไปหาพวกนั้นอย่างช้าๆและน่ากลัวจนผู้ชายทั้งสองคนถึงกับผงะไปในทันที
"อะไรกัน!? ยอมแพ้แล้วรึ!!" เดเวี่ยนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับปามะเขือเทศมาทางพวกเราแต่ทว่ามันกลับพลาดไปอย่างฉิวเฉียด สเวนเองก็ปามาใส่ทางฉันแต่ฉันก็สามารถใช้มือของฉันคว้ามันเอาไว้ได้ก่อนจะบีบมันเละคามือ สเวนชักสีหน้านิดหน่อยก่อจะขว้างมาใส่อีก แต่ฉันก็ทำแบบอย่างเดิมจนตอนนี้พวกเราเดินเข้ามาใกล้พวกผู้ชายในที่สุด ฉันเห็นพวกนั้นกำลังก้าวถอยหลังหนีอย่างช้าๆ หึ! กลัวพวกผู้หญิงรึไง!?
"เด...เวี่ยนนน~" รีไลย์ลากเสียงยาวน่ากลัว
"ไอ้เวรรรรร~~~" ฉันเองก็ไม่ต่างจากรีไลย์มากนัก
"..." ผู้ชายทั้งสองคนไม่พูดไม่จาอะไรพลางถอยหลังหนีต่อไป
"สายลมเอ๋ยจงผนึกศัตรูข้า!!!!!" รีไลย์ตะโกนแหกปากลั่นและจู่ๆร่างของเดเวี่ยนและสเวนก็ถูกตรึงเอาไว้กลางอากาศ
"เฮ้ย! โกงนี่หว่า!" เดเวี่ยนโวยวายขึ้นมาทันทีพร้อมกับพยายามดิ้นให้หลุดแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สเวนเองก็พยายามดิ้นเช่นกัน
"หึๆ~ อย่ามาดูถูกผู้หญิงนะเฟ้ยย!!!!!" ทั้งฉันและรีไลย์ต่างตะโกนเป็นเสียงเดียวกันพร้อมกับปามะเขือเทศลูกแล้วลูกใส่ไปที่ผู้ชายทั้งสองคนอย่างไม่ยั้งมือ
"อ๊ากก~!! แม่จ๋าช่วยด้วย!!!!" เดเวี่ยนแหกปากลั่นอย่างเร๋อหรา สเวนเองก็พยายามดิ้นหลบการโจมตีของฉันแต่ก็เปล่าประโยชน์ ตอนนี้ทั้งฉันและรีไลย์ปามะเขือเทศใส่ไอ้บ้าเพศผู้ด้วยความเร็วแสง ประหนึ่งว่าพวกมันไปฆ่าพ่อแม่ฉันเมื่อชาติปางก่อน
"ตายซ้า~!!!!!"
"โธ่เว้ย!! ต้องให้เล่นไม้แข็งใช่มั้ย!!" จู่ๆเดเวี่ยนก็สบถขึ้นมาอย่างหัวเสียก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นมังกรสีแดงเพลิง ผู้คนที่อยู่ในบริเวณต่างพากันตกอกตกใจวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง แต่สำหรับพวกเราแล้ว ไม่! มันไม่หลงเหลือความกลัวเอาไว้อีกแล้ว!!!
มังกรเดเวี่ยนก้มต่ำลงพร้อมกับอ้าปากพร้อมพ้นไฟใส่พวกเรา แต่ทว่า...
"เอามันเลย!!!"
ทั้งฉันและรีไลย์ปาลูกมะเขือเทศหลายร้อยลูปเข้าไปในปากของเดเวี่ยนจนเต็มปากในพริบตา และดูเหมือนว่ามังกรเดเวี่ยนนั่นกำลังติดคอยู่ สมน้ำหน้า!
"เห้ย! พวกเจ้าทั้งสองคนหยุดเดี๋ยวนี้!" สเวนแหกปากลั่นขึ้นมาจนฉันหันหน้าไปมองมันก่อนจะหยิบลูกมะเขือเทศขึ้นมาลูกนึงและมองหน้ามันสายตาเจ้าเล่ห์
"ขอคิดบัญชีกับแกวันนี้รวดเดียวเลยนะสเวน!" ฉันชูลูกมะเขือเทศขึ้นไปกลางอากาศและขยี้มันกับ...เป้าของสเวน
"อุ๊ป!!" สีหน้าของสเวนในตอนนี้เขียวเหมือนมะม่วงไม่มีผิด สีหน้าของสเวนบ่งบอกได้ถึงความเจ็บปวดที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ทำไมฉันถึงรู้สึกดีแบบนี้นะ!! ฮว๊ากก!!!!
"รอยยิ้ม!" จู่ๆรีไลย์ก็สะกิดเรียดฉันแต่น้ำเสียงของเธอดุแปลกไปจากเดิม ฉันหันไปหาเธอหลังจากทีละเลงมะเขือเทศที่เป้าของสเวนสำเร็จ
"อะไร!?"
"เอ่อ..." รีไลย์ชี้ไปที่เดเวี่ยนที่มีลูกมะเขือเทศอยู่เต็มปาก และจู่ๆที่ปากของเขาก็เริ่มมีประกายไฟแปลกๆขึ้นมา ทำไมฉันถึงมีลางสังหรณ์ไม่ดีเลยนะ...
"มันกำลังจะ....."
ตูมมมมมมมมม~!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เหตุการณ์ระเบิดที่ป่าแห่งปราชญ์ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน สาเหตุของการระเบิดนะเหรอ...
มังกรติดคอ -*-

[T]_oP
12-09-2010, 12:32 AM
เย้ๆ มาแล้ว

keenkiller
12-09-2010, 07:55 PM
แล้วปริศนาของคนอื่น จะเขียนเมื่อไรล่ะ
อยากอ่านนนนนน

KillerSpree
13-09-2010, 01:09 PM
แล้วปริศนาของคนอื่น จะเขียนเมื่อไรล่ะ
อยากอ่านนนนนน


อะนะ เดี๋ยวเขียนให้ๆ ใจเย็นๆ รอนิยายมันจบก่อน
ช่วงนี้ว่านก็ไม่ได้เขียนบ่อยๆด้วย

[M]agician
13-09-2010, 03:37 PM
ปิดเทอมค่อยมาเขียนดีกว่ามิ ?

lanayao_O
18-09-2010, 09:42 PM
เจ๊ว่านสู้ๆ

ขอให้ชนะเลิศในการแข่งขัน Fiction Contest

เย้ๆๆๆๆๆ

KillerSpree
29-09-2010, 07:53 AM
ถึงนักอ่านทุกท่าน

พอดีว่าช่วงนี้คนเขียนไม่สบาย กับ ติดสอบและกิจกรรม อาจจะไม่ได้มาอัพชั่วคราว
ที่จริงอยากจะเข้ามาตอบตั้งนานแล้ว แต่ติดสอบซะส่วนใหญ่ ถึงจะเข้ามาแต่ก็เข้ามาได้แค่แปปเดียว

กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

jaraspong47
01-10-2010, 06:27 PM
รักษาตัวให้หายก่อน แล้วค่อยลงชดเชย 3 ตอนติดเลย ^๐^

lanayao_O
03-10-2010, 01:55 PM
รักษาตัวให้หายก่อน แล้วค่อยลงชดเชย 3 ตอนติดเลย ^๐^
มันไม่โลภไปหน่อยเหรอ

ฮ่าๆๆๆๆ

KillerSpree
04-10-2010, 11:01 PM
105

"เจ้าเกือบจะฆ่าข้าแล้วรู้บ้างมั้ย!?"
"นายก็เหมือนกัน ถ้านายไม่แปลงร่างเป็นมังกร พวกเราคงไม่ต้องเจ็บตัวกันแบบนี้หรอก!"
เสียงของเดเวี่ยนและรีไลย์ที่กำลังมีปากเสียงกันดังขึ้นมาจากห้องนอนข้างๆห้องของฉันที่เชื่อมต่อกัน ฉันกำลังนั่งนอนเล่นกับเจ้าปัคกี้ในขณะที่สเวนกำลังลับง้าวของตัวเองอยู่ที่ปลายเตียงโดยไม่สนอกสนใจสิ่งอื่นใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันนั้น ทำเอาลานว่างตรงนั้นเละไปด้วยเศษซากมะเขือเทศสีแดงพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ของไฟที่ระเบิดออกมาจากปากของเดเวี่ยนร่างมังกรไฟ พวกเราทั้งหมดรอดมาได้อย่างฉิวเฉียดแต่ก็กระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศละทางและสภาพเหมือนหลบ M79 ไม่พ้นยังยังงั้น นี่ฉันก็เพิ่งจะได้อาบน้ำล้างตัวเสร็จไปเมื่อครู่นี่เอง
อ้อ! ตอนนี้พวกเรากำลังพักอยู่ในโรงแรมของนักเดินทางน่ะ ระดับ 5 ดาวเชียวนา เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้และเครื่องเรือนล้วนแล้วแต่มีราคาและหรูหราทั้งสิ้น บรรยากาศเหมือนรีสอร์มริมน้ำตก มีอาหารเครื่องดื่มบริการ 24 ชั่วโมง และหลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมมนุย์ปัญญาอ่อนแบบฉันถึงมาพักอย่างหรูหราแบบนี้ได้น่ะหรอ ต้องขอบคุณท่านฟูเรี่ยนที่จ่ายค่าห้องให้เราโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นแถมท่านยังบอกว่าสามารถพักได้นานเท่าไหร่ก็ได้ ใจจริงถ้าหากฉันไม่มีภารกิจล่ะก็ ฉันจะมาอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตเลย~
"แห่~! เจ้าปัคกี้ตัวน้อย" ฉันเกาพุงเจ้าปัคกี้เบาๆมันร้องครางออกมาอย่างพออกพอใจแต่ทว่า
งับ!
"อ๊าก!"
มันกัดนิ้วของฉัน!!
เจ้าปัคกี้นอนดิ้นไปดิ้นมาพลางยั่วยุฉันอย่างกวนๆ ฉันมองหน้ามันก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เห้อ! ได้เลือดอีกจนได้ฉัน
"นี่สเวน เดี๋ยวฉันมานะ ไปหากล่องปฐมพยาบาลก่อน แล้วก็...อาจจะลงไปเดินเล่นข้างล่างนะ นายจะเอาอะไรหรือเปล่า?" ฉันสปริงตัวขึ้นออกจากเตียงก่อนจะถามสเวน เขามองหน้าฉันนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมา
"ช่วยไปหาหินลับมีดให้ข้าหน่อย เจ้าหินนี่มันห่วยสิ้นดี" เขาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจก่อนจะมองไปที่ง้าวของตัวเอง "ทำไมง้าวของข้ามันถึงบิ่นแปลกๆ"
เอ่อ... ฉันอยากจะบอกว่าฉันทำมันเองแหละ ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องที่หมู่บ้านของพวกบาราธัมและไรกอร์
"อืมๆ เดี๋ยวฉันลงไปหามาให้" ว่าแล้วฉันก็เดินตรงไปที่ประตูทางออกแต่ก็วายที่จะไปถามพวกเดเวี่ยนและรีไลย์ที่กำลังนั่งเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
"นายมันเลือดร้อน! เหมือนมังกรไม่มีผิดเลย!"
"ก็ข้ามันเป็นมังกรนิ!"
"เอ้าๆ สองสามีภรรยากำลังเถียงกันอย่างเมามันเลยนะค่ะ" ฉันชะโงกหัวเข้าไปในห้องของพวกเขาก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกวนๆ ทั้งสองคนหันหน้ามามองฉันเป็นตาเดียวกันและพูดเป็นเสียงเดียวกันในทันที
"ใครเป็นสามีภรรยามิทราบ!?"
"ฮ่า! ปากบอกแต่ใจมันไม่ได้คิดแบบนี้ล่ะสิ ดูสิ! หน้าแดงกันใหญ่แล้ว! อ้อ เดเวี่ยน นายหล่อดีนะเวลาไม่ใส่เกราะอะ" ฉันแอบแซวเดเวี่ยนนิดหน่อยแต่นั่นไม่ได้ทำให้เดเวี่ยนใจเย็นลงเลย ผิดกันพวกนั้นกลับตรงเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว
"หึ! แล้วทีเจ้าล่ะ ปากบอกว่าเบื่อสเวน แต่ชอบทำตัวตรงกันข้าม!" เดเวี่ยนเข้ามาแขวะฉันอย่างทันควันแต่ทว่านั่นไม่ได้ทำให้ฉันสะทกสะท้านแต่อย่างใด ฉันกอดอกยิ้มอย่างมีชัยก่อนจะตอกกลับไป
"โทษนะ! ฉัน...ไม่ได้ทำตัวแบบเมื่อก่อนล่ะย่ะ! ฉันชอบก็คือชอบ ไม่ใช่พวกปากไม่ตรงกับใจแบบพวกเธอ แบร่!" ฉันแลบลิ้นใส่พวกนั้นและนั่นเองที่ทำให้ทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์ทำท่าจะบีบคอของฉันทันที แต่ทว่าฉันอาศัยความตัวเล็กกว่ามุดหลบได้ทันถ่วงทีก่อนจะตรงไปที่ประตูทางออก
"อยากได้อะไรมั้ยสองสามีภรรยา ฉันจะลงไปข้างล่าง เดี๋ยวเอาขึ้นมาฝาก"
"เอาชีวิตของเธอ ยัยรอยยิ้ม!" รีไลย์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน่ากลัวและตรงมาทางฉัน แต่ทว่าฉันกลับปิดประตูดังปังไปเสียก่อนที่เธอจะตรงมาหาฉัน เฮ้อ~! พวกซึนเดเระ!!
"ให้ตายซิ! นับวันยัยนั่นชักจะกวนประสาทขึ้นทุกวันๆ" เดเวี่ยนบ่นกระปิดกระปอดอย่างหัวเสียเช่นเดียวกันกับรีไลย์ แต่ทว่าเมื่อสองสายตามาสบกันโดยบังเอิญทำให้ทั้งสองคนต้องรีบหลบสายตาไปอย่างรวดเร็ว สเวนที่นั่งดูเหตุการณ์ทั้งหมดนั่งถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
"ข้าว่าพวกเจ้ามีอะไรในใจก็พูดไปเลยดีกว่ามั้ย ทำตัวแบบที่รอยยิ้มว่า มันจะยิ่งทำให้..."
"เงียบไปเลย!!" เดเวี่ยนและรีไลย์ตะโกนเสียงดังพร้อมกันใส่หน้าของสเวนก่อนที่เขาจะพูดจบ และเมื่อทั้งคู่รู้ตัวว่าพูดพร้อมกัน เดเวี่ยนและรีไลย์ก็เชิดหน้าหนีกันไปคนละทาง สเวนทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะกลับไปลับง้าวของตัวเองต่อ แต่ทว่า...
"ดูเหมือนว่าจะมีความสุขกันดีนะ" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางหน้าต่างและเมื่อพวกเขาทั้งหมดหันไปมองที่ต้นเสียง สเวนตั้งท่าเตรียมสู้ในทันทีเช่นเดียวกับเดเวี่ยนและรีไลย์ "ใจเย็นๆก่อน วันนี้ข้าแค่มีเรื่องจะมาเตือนพวกเจ้าเท่านั้น.."
"แกเป็นใคร!?" รีไลย์ตะโกนถาม แต่ทว่าสเวนกลับตอบคำถามนั่นเสียก่อน
"เทอร์เรอร์เบลด..."

หลังจากที่ทำแผลที่ห้องพยาบาลประจำโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ออกมาจากโรงแรมและตรงไปยังตลาดที่กำลังเปิดในช่วงกลางคืนเพื่อหาหินลับมีดให้กับสเวน ฉันเองก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องดาบๆมีดๆสักเท่าไหร่ซะด้วย ถ้าให้มาซื้อมือถือหรือกระเป๋าตังค์ก็ว่าไปอย่าง จะว่าไป..นี่ก็คงอาจจะเป็นไม่กี่ครั้งสินะที่ฉันต้องมาเดินซื้อของคนเดียวเพราะปกติเวลาฉันกับยัยเต่า เพื่อนสนิทของฉันจะออกมาเดินช๊อปปิ้งด้วยกันเสมอๆ
บรรยาการภายในตลาดคึกคักอย่างบอกไม่ถูก ตามร้านวางขายสิ้นค้ามากหน้าหลายตาและเป็นของที่ดูมีราคาทั้งนั้น ฉันเดินผ่านร้านนู้นร้านนี้พลางลองหยิบสินค้าทดลองใช้ขึ้นมาดูเล่นๆ อาทิเช่น ไอศกรีมเปลี่ยนรกตามต้องการ ละอองทองล่องหน เมฆฝนเทียมและปืนนวมพลังสูง(ที่ฉันใช้จัดการกับเจ้าปิศาจกล้วยไง! (ปิศาจกล้วย = Balanar the Night Stalker)) ฉันคอยถามคนข้างทางไปเรื่อยเปื่อยว่าร้านขายที่ลับมีดอยู่ตรงไหน บางคนก็ชี้ไปทางนู้น บ้างก็ชี้ไปอีกทางจนฉันเริ่มสับสน สรุปแล้วว่าฉันควรจะเดินไปทางไหนเนี่ย!?
"เราเจอกันอีกแล้วสหาย" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉันและเมื่อฉันหันกลับไปก็พบว่าเจ้าของเสีงนั้นก็คืออัลเลเลียร์นั่นเอง เอลฟ์หญิงที่ช่วยฉันเอาไว้ตอนที่ฉันมาถึงที่น่เป็นครั้งแรก และทางด้านหลังนั่นก็รูฟเทรลเลน เพื่อนของเธอที่เป็นต้นไม้ที่พูดและเดินได้ แต่ชอบทำตัวปัญญาอ่อนในความเห็นของฉันนะ
"อ่าว สวัสดีอัลเลเลียร์ รูฟเทรลเลน" ฉันโบกมือตัวเองเป็นการทักทาย รูปเทรลเลนกระโดดโลดเต้นไปมาพลางโบกมือให้กับฉันจนพื้นเริ่มสั่นสะเทือน พวกคนที่กำลังเดินไปเดินมาตามตลาดต่างพากันกรีดร้องเป็นเสียงหลงเช่นเดียวกันกับฉัน
"นี่! เจ้าจะถล่มที่นี่หรือยังไงรูฟเทรลเลน" อัลเลเลียร์ตะคอกใส่รูฟเทรลเลน และนั่นเองที่ทำให้มันหยุดกระโดดโลดเต้นไปมาทันทีพลางมองหน้าของอัลเลเลียอย่างไม่เข้าใจ
"ก็ข้าแค่ทักทายรอยยิ้มเท่านั้นเองนะ! ฮือ!!" มันนั่งลงพร้อมกับร้องไห้งอแงเหมือนกับเด็กอมมือไม่มีผิด เอ่อ...ปัญญาอ่อนที่สุดเลย อัลเลเลียร์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะหันกลับมาคุยกับฉันต่อราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เจ้ามาทำอะไรที่นี่คนเดียวล่ะ พวกสหายของเจ้าหายไปไหนหมด"
"ฉันลงมาเดินเล่นน่ะ อ่อ! ฉันกำลังเดินหาหินลับมีดอยู่น่ะ ไม่ทราบว่าเธอพอจะรู้แหล่งมั้ย ฉันหามาทั่วแล้วแถมยังมีคนแนะนำฉันแบบงงๆด้วย"
"ตามมาสิ ฉันว่าฉันพอรู้อยู่ร้านนึงนะ" อัลเลเลียร์เดินนำหน้าของฉันไป ฉันจึงรีบเดินตามเธอไปอย่างรวดเร็ว
"เจ้าจะไปด้วยมั้ยรูฟเทรลเลน!?" อัลเลเลียหันกลับมาตะโกนเรียกรูฟเทรลเลนที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ มันปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆก่อนจะลุกขึ้นวิ่งตามอัลเลเลียร์และฉันมา
"รอข้าด้วย!"

อัลเลเลียร์พาฉันมายังร้าน 'อาวุธนี้สร้างมาเพื่อใคร?' (ชื่อร้านโคตรพิศดาร) ภายในร้านเต็มไปด้วยอาวุธนานาชนิดซึ่งบางอย่างฉันก็ไม่เคยเห็นและบางอย่างก็ดูน่ากลัว แต่บางอันนั้นกลับดูน่ารักซะงั้น แต่อัลเลเลียร์บอกว่าอย่ามองรูปลักษณ์ของอาวุธแค่เพียงภายนอกเพราะมันซ่อนประสิทธิภาพการทำลายล้างเอาไว้ พวกเราทั้งสองคนเดินตรงไปที่เคาท์เตอร์ของร้านและคุยกับเจ้าของร้านอยู่สักพักใหญ่ก่อนจะที่เจ้าของร้านจะหายไปหลังร้านอยู่นานพอสมควรก่อนจะออกมาพร้อมกับหีบที่ใส่หินลับมีดรูปร่างหน้าตาแปลกๆไว้เต็มหีบ ฉันร้องว้าวออกมาทันทีเพราะบางอันมันสวยงามจนฉันไม่กล้าแตะต้อง อัลเลเลียร์แนะนำการเลือกหินลับมีดให้กับฉันซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนักแต่ก็มานึกขึ้นได้อีกทีนึงว่าตอนนี้ฉันไม่มีเงินเลย
"บ้าจริง! ฉันลืมเลยว่าฉันไม่มีเงิน!"
"งั้นเดี๋ยวข้าจ่ายแทนก่อนแล้วกัน" อัลเลเยร์ว่าพลางหยิบเงินขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมของเธอ ฉันมองเธออย่างอึ้งๆก่อนจะพล่ำขอบคุณไปไม่รู้กี่สิบครั้ง
"ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ!"
"เอาเถอะ เลือกไปสักอันนึง" อัลเลเลียร์พูดปัดก่อนจะสั่งให้ฉันเลือกหินลับมีดตรงหน้า ฉันเลือกอันที่สวยที่สุด ซึ่งมันมีลักษณ์เหมือนเพชรกะรัตเม็ดใหญ่ อัลเลเลียร์หัวเราะนิดหน่อยก่อนจะบ่นขึ้นมานิดๆ "หึๆ เลือกอันที่แพงสุดซะด้วยนะ!"
"อะ..อ่าวหรอ ฉันไม่รู้" ฉันทำท่าจะวางเจ้าหินลับมีดสีสวยนั่นลงแต่อัลเลเลียร์กลับชิงมันไปจากมือฉันเสียก่อนจะพร้อมกับวางมันลงตรงหน้าของเจ้าของร้าน
"อ่ะ เอาเจ้าหินนี่ คิดเงินเลย!"
"ทั้งหมด 1000g ครับผม" หลังเจ้าของร้านบอกราคาเสร็จ อัลเลเรียร์วางเงินของเธอลงบนเคาท์เตอร์พลางส่งหินลับมีดใส่มือของฉันก่อนจะลากฉันออกจากร้านในทันที รูฟเทรลเลนที่กำลังนั่งรออยู่นอกร้านเมื่อเห็นฉันและอัลเลเลียร์ออกมาก็ทำท่าดีอกดีใจ
"เยี่ยม! ออกมากันได้เสียทีข้ารอจนรากจะงอกแล้วนะ"
"เจ้ามันมีรากอยู่แล้วรูฟเทรลเลน" อัลเลเลียร์ว่ามันไปก่อนที่มันจะบ่นกระปิดกระปอดคนเดียว ฉันหัวเราะเสียงแห้งๆไปก่อนจะเอ่ยขอบคุณให้กับเธออีกครั้งนึง
"ขอบคุณเธอมากๆเลยนะ!"
"เอาเถอะ ไม่เป็นอะไรมากหรอก ไปกันเถอะ รูฟเทรลเลน" อัลเลเลียร์เดินจากฉันไปอย่างเงียบๆก่อนจะหันมายิ้มให้กับฉันพร้อมกับโบกมือให้กับฉัน ฉันจึงโบกมือตอบกลับเธอไป เฮ้อ! กลับห้องดีกว่าป่านนี้สเวนคงรอจนแก่แล้วมั้ง

"ท่านพี่ค่ะ! ทำไมท่านพี่ไม่คุยกันให้รู้เรื่องล่ะค่ะ!!!"
เสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้นมาจากร้านฝั่งตรงข้ามของร้าน 'อาวุธนี้สร้างมาเพื่อใคร?' ที่ฉันกำลังยืนอยู่ สองพี่น้องที่ฉันเคยเจอที่เต็นท์ปริศนานี่นา มาทำอะไรแถวนี้นะ
"ข้ารำคาญเจ้า หยุดพล่ามเสียทีได้มั้ย!" พี่สาวที่ชื่อมอเทรดหรืออะไรสักอย่างตะคอกใส่เชนเดลแซร์อย่างไม่ถนอมน้ำใจพลางเดินหนีเธอต่อ เชนเดลแซร์เดินตามประกบติดเธอไปไม่ห่าง
"ทำไมท่านพี่ต้องปิดบังข้ามาตลอด! ท่านพี่ทำไมถึง...ทรยศพวกเรา..."
"..." มอเทรดไม่ได้ตอบคำถามนั่นพลางเดินเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ฉันละสงสัยจริงๆว่าพี่น้องคู่นี้ไม่เคยคุยกันดีๆเลยตั้งแต่ที่ฉันมาถึงที่นี่ แล้วเรื่องทรยศนี่ล่ะ... แบบนี้มันน่าสงสัยแฮะ แอบตามไปดูกว่า.....

ฉันเดินตามพี่น้องคู่นั้นมาไกลพอสมควร ซึ่งพวกเธอเดินออกมาจากเขตตลาดและชุมชนมาไกลพอสมควร ไม่มีคนอื่นเดินกันกวักไกว่อีกต่อไปเหลือเพียงแต่พี่น้องคู่นั้นกับฉันที่กำลังสะกดรอยตามมาอย่างเงียบๆ ตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรขึ้นมาทั้งนั้น บรรยากาศโดยรอบจึงเงียบสนิทมีเพียงแต่เสียงฝีเท้าของพวกเราสามคนเท่านั้นแต่ฉันจำเป็นที่จะต้องเดินอย่างเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้พี่น้องคู่นั้นได้ยิน
"ท่านพี่ค่ะ จะพูดได้หรือยังค่ะ! ว่าทำไมถึงต้องหันหลังให้กับพวกเรา!" และแล้วเชนเดลแซร์ก้เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่เงียบมานานเป็นจังหวะเดียวกันที่ทุกคนหยุดเดิน ฉันเดินเข้าไปแอบที่ต้นไม้ต้นที่ใกล้ที่สุดเพื่อที่จะได้ฟังได้ถนัด
"หึ! เจ้ารู้แล้วเจ้าจะทำไมล่ะ จะหยุดข้างั้นรึ" มอเทรดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"ใช่! ข้าไม่ยอมเสียท่านพี่ให้พวกทหารของลิช คิงนั่นหรอก!! ท่านพี่เปลี่ยนไปมากหลังจากสู้กับพวกทหารลิช คิงในศึกครั้งที่แล้ว เหมือนกับว่า..ท่านพี่ไม่ใช่ท่านพี่ที่ข้าเคยเคารพรัก"
"...หึ! งั้นข้าจะบอกให้ก็ได้ว่าทำไมข้าถึงทรยศ" มอเทรดหัวเราะในลำคอก่อนจะกอดอกยิ้มเหยียดๆให้เชนเดลแซร์ เธอกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ก่อนจะเตรียมรับฟังคำพูดของพี่สาวเธอ
"เพราะข้าต้องการพลังยังไงล่ะ"
"พลัง...พลังอะไรค่ะ!?"
"ยังจะมีหน้ามาพูดอีกนะยัยโง่! พลังแห่งเทพเอลูน(Elune)ที่ท่านมิราน่า(Mirana Nightshade the Priestress of the moon) เคยใช้กำราบลูซิเฟอร์ยังไง!! (Lucifer the Doombringer)" มอเทรดตะคอกใส่หน้าของน้องสาวของเธอจนน้องสาวต้องผงะไปกับเสียงตะโกนในทันที
"พลัง...พลังแห่งเทพเอลูน พลังแห่งแสงจันทร์!?"
"ใช่! ข้าต้องการพลังนั่น!!"
"แต่..แต่ว่าพวกเราก็อ้อนวอนต่อดวงจันทร์ทุกค่ำคืนมิใช่หรือค่ะเพราะตามคำสอนของท่านมิรานาที่ทิ้งเอาไว้ให้กับเราคือหมั่นสวดอ้อนวอนต่อท่านเอลูนแห่งดวงจันทร์.." เชนเดลแซร์พูดติดขัดราวกับว่าเธอเริ่มหายใจไม่ออก
"ใช่! ข้าสวดอ้อนวอนมาโดยตลอดแต่ข้ากลับ..ไม่ได้พลังนั่น! กลับเป็นเจ้าที่ได้พลังนั่น!!"
"ท่านพี่..รู้ได้ยังไง"
"หึ!! คิดจะปกปิดข้าไปตลอดเลยสินะ! ข้าน่ะรู้มาตั้งแต่ตอนที่เจ้าใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับพวกลิช คิงแล้ว!" มอเทรดตะหวาดใส่เชนเดลแซร์ก่อนจะหันหน้าไปอีกทางพลางทำท่าหัวฟัดฟัวเหวี่ยงใส่อย่างเลือดร้อน ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่เลย มิรานา ลูซิเฟอร์ เอลูน พวกนั้นคืออะไรกัน
"ท่านพี่..." เชนเดลแซร์เดินตรงไปหามอเทรดพร้อมกับยื่นมือจะไปจับไหล่ของเธอแต่ทว่ามอเทรดกลับหันกลับมาก่อนที่มือของเชนเดลแซร์จะแตะที่ไหล่ของเธอและ...
ฉึก!!!
ฉันถึงกับร้องเสียงหลงออกมาแต่ด้วยความที่ฉันยังมีสติอยู่ ฉันจึงปิดปาดของตัวเองได้ทัน พวกนั้นจะได้ยินเสียงของฉันมั้ยนะ!! แล้วนั่น..ทำไม..ทำไมมอเทรดถึงใช้มีดแทงเชนเดลแซร์ล่ะ!!
"ท่ะ..ท่าน..."
"หนทางเดียวที่ข้าจะได้รับพลังนั่นตามที่ข้ารู้มาจากท่านลิช คิงนั่นก็คือ.. ฆ่าคนที่ถือครองพลังนั่นยังไล่" มอเทรดพูดในขณะที่เธอยังกุมมีดแทงไปที่ท้องของเชนเดลแซร์ก่อนจะใช้มืออีกข้างหนึ่งของเธอหยิบอาวุธที่เป็นใบมีดทรงกลมของเธอขึ้นมาและ
ฉึบ~!!!
"มะ..ไม่นะ!" ฉันร้องอุทานออกมาเบาๆด้วยความตกใจกลัว... ภาพที่ฉันเห็นตอนนี้คือ... มอเทรดตัดหัวของเชนเดลแซร์ ร่างไร้หัวของเธอล้มลงอย่างช้าๆพร้อมกับหัวที่ร่วงหล่นลงพื้นช้าๆ มอเทรดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งก่อนจะเอามือของตัวเองปาดเลือดของเชนเดลแซร์มาปาดเข้าตามร่างกายของเธอราวกับว่าเลือดนั้นเป็นครีมอาบน้ำ ฉันพยายามจะเดินออกจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุดแต่ทว่าขาทั้งสองข้างมันไม่ขยับเลย มันสั่นด้วยความตื่นกลัวอย่างบ้าคลั่ง ฉันได้แต่ภาวนาให้ใครสักคนรีบมาพาฉันออกไปจากที่นี่สักที ฉันไม่น่าเลย ฉันไม่น่าตามมาเลย!!
"ในที่สุด.. ข้าก็พลังมา!!!!!" มอเทรดตะโกนด้วยเสียงอันดังก้องลั่นป่าและจู่ๆก็เกิดกระแสลมแรงไปทั่วผืนป่า ร่างไหร่หัวของเชนเดลแซร์ค่อยๆหายไปกลายเป็นทุลีและเข้าไปรวมเข้ากับร่างของมอเทรด เธอยืนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก่อนที่ทั่วทั้งร่างของเธอจะถูกปกคลุมไปด้วยละอองสีดำเต็มตัว ละอองนั่นหลั่งไหลเข้าไปหาเธออย่างไม่ขาดสายจนในที่สุดละอองทั้งหมดที่เกาะตามร่างกายของมอเทรดนั้นระเบิดออก สิ่งที่ฉันเห็นในตอนนี้คือร่างของมเทรดกลายเป็นร่างสีดำราวกับเงา รูปทรงร่างกายของเธอยังคงเป็นร่างของมอเทรดอยู่ แต่ดวงตาของเธอเป็นสีม่วงน่ากลัว อาวุธของเธอก็กลายเป็นสีดำเช่นเดียวกันกับร่างของเธอ
"พลัง..ข้ารับรู้ได้ถึงพลัง" มอเทรดเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเดิม เสียงไม่เหมือนกับเธอเลย ฉันที่ได้สติกลับคืนมาเรียบร้อยแล้วก้าวถอยหลังและเตรียมตัวจะวิ่งหนี แต่ทว่า...
กรึบ!
เท้าของฉันกลับไปเหยียบเข้าให้กับกิ่งไม้แห้งๆกิ่งหนึ่งเข้าและทันทีที่ฉันรู้ตัวว่าเหยียบมันไป ตาทั้งสองข้างของฉันเบิกโพล่งขึ้นและมองที่ร่างของมอเทรดและดูเหมือนว่าเธอจะได้ยินเสียงนั่น เธอวิ่งตรงมาทางฉันก่อนจะอันตธานหายไปกลางอากาศ
"ได้เวลาทดลองพลัง...." เสียงของเธอดังกึกก้องไปทั่งป่า และสิ้นเสียงนั่นขาทั้งสองข้างของฉันก็ทำงานในทันที ฉันเริ่มวิ่งออกจากป่าแห่งนี้อย่างไม่คิดชีวิตราวกับว่ากำลังหนีผี แต่นี่..แต่นี่มันน่ากลัวกว่าผี มันน่ากลัวกว่าทหารของลิช คิงเสียอีก!! มันเป็นตัวอะไร!?
ฉันวิ่งไปเรื่อยๆจนกระทั่งเริ่มเหนแสงไฟของชุมชน ฉันจึงรีบซอยเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับมองไปทางด้านหลัง ตอนนี้ไม่มีวี่แววของเจ้าปิศาจสีดำนั่นแต่ทำไมฉัยถึงรู้สึกตัวเองกำลังถูกอะไรบางอย่างกำลังตามประกบติดมาอย่างรวดเร็วนะ
ฉึก!
อั่ก!!~
เหมือนมีอะไรบางอย่างวิ่งผ่านตัวของฉันไปจนฉันทรุดตัวลงไปกองกับพื้น และเมื่อฉันมองไปทางด้านหลังก็พบว่ามีอะไรบางอย่างที่เป็นสีดำราวกับเงาเป็นทางยาวตามติดตัวของฉันมาตลอด ฉันลุกขึ้นยืนและเตรียมวิ่งอีกครั้งแต่ทว่าก้าวแต่ละก้าวของฉันมันช่างยากลำบากเสียเหลือเกิน ขาของฉันแทบจะไม่ขยับทั้งๆที่ฉันออกแรงเต็มที่แล้ว
วูวว~!!!
เสียงดังอะไรบางอย่างดังขึ้นมาในโสตประสาทของฉัน ฉันไม่รู้ว่ามันมาจากทางไหนแต่ทว่ารอบๆตัวของฉันในตอนนี้เต็มไปด้วยร่างเงาสีดำเต็มไปหมด ร่างของปิศาจมอเทรด!!
"หึๆ ผู้ถือครองแห่งพลังเทพ" เสียงหัวเราะของมอเทรดดังขึ้นมาจากทั่วทุกสารทิศ รอบตัวของฉันในตอนนี้มีแต่ความมืดและร่างของมอเทรด
"ออกไป อย่ามายุ่งกับฉัน!!"
"หึๆๆๆๆ...."

To be continued....

keenkiller
04-10-2010, 11:33 PM
ยัยตูด(Phantom ass)ฆ่า swap แล้วกลายร่างเป็น spectre O_O

[M]agician
04-10-2010, 11:39 PM
ไม่เอา enigma + wisp = AA อ่ะ >_< ตาม นี้ (http://www.thaicybergames.com/webboard/index.php?topic=94887.msg2670076#msg2670076)

jaraspong47
05-10-2010, 03:59 PM
มาแล้วๆๆๆ

3 ตอนติด 3 ตอนติด 3 ตอนติด

เมื่อโลภแล้ว ก็จะโลภให้ถึงที่สุด

คนโหวตนิยายน้อยจังเลย สงสัยที่อ่านมีแต่นักเขียน แต่ห้ามนักเขียนโหวตเลยไม่มีคน 55

[M]agician
06-10-2010, 10:43 PM
3 ตอนติด 3 ตอนติด 3 ตอนติด

KillerSpree
08-10-2010, 04:47 PM
106

"ใจเย็นๆก่อน วันนี้ข้าแต่มีข่าวมาบอก"
"แกเป็นใคร!?"
"เทอร์เรอร์เบลด..."
สิ้นเสียงคำพูดของสเวนทุกๆอย่างก็เงียบสนิท มีเพียงแต่เสียงของย่านชุมชนตลากเท่านั้นที่มีเสียงอึกทึกอย่างคึกคัก เทอร์เรอร์เบลดกระโดดเข้ามาในห้องพร้อมกับเดินตรงยังทางสเวน เขามองหน้าสเวนอย่างเย้ยหยันก่อนจะนั่งลงบนเตียงนุ่มๆของโรงแรม
"เจ้าหมายความยังไง" สเวนเอ่ยถามเทอร์เรอร์เบลดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่นัยน์ตาของเขากลับส่งสัญญาณว่าถ้าหากเทอร์เรอร์เบลดไม่ตอบคำถามของเขา อาจจะต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้อเกิดขึ้นกันแน่ๆ เทอร์เรอร์เบลดมองสายตาของสเวนออกก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ
"ไม่น่าเชื่อว่ารอยยิ้มจะรักเจ้าคนเลือกร้อนแบบเจ้าไปได้ยังไง" เพียงชั่ววูบเท่านั้นที่น้ำเสียงของเทอร์เรอร์เบลดเปลี่ยนไปก่อนที่เขาจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้กลับมาเป็นดั่งเดิม "เอาเถอะ ข้าแค่มาบอกเจ้าเรื่องสองเรื่อง"
"..." สเวนเงียบ ทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์มองหน้ากันอย่างอึดอัด สถานการณ์แบบนี้เขาทั้งสองคนทำอะไรไม่ถูกเลย เจ้าปัคกี้ร้องครางเบาๆก่อนจะบินไปที่รีไลย์อย่างรวดเร็ว เหมือนกับว่าเจ้ามังกรตัวน้อยกำลังกลัวสัตว์ประหลาดตาบอดตนนี้
"เรื่องแรกคือ จอมมารในตอนนี้...กำลังเตรียมแผนบุกมาที่นี่ด้วยกำลังทหารที่มากมายมหาศาล...เพื่อถล่มที่นี่ให้ราบคาบและชิงตัวของรอยยิ้ม" เทอรร์เรอร์เบลดว่าเสร็จ สเวนก็ทำหน้าตกใจไปในทันที
"หมายความว่ายังไง!?"
"ก็หมายความตอนนี้ท่านจอมมารเอาจริงแล้วล่ะสิ ที่ผ่านมาท่านแค่อยากทดสอบพลังของรอยยิ้มเท่านั้น แต่วันนี้ท่านเตรียมกองทัพที่ใหญ่พอๆกับสงครามเมื่อห้าร้อยปีก่อน ดังนั้นเจ้าเตรียมตัวไว้ได้เลย ที่นี่มันจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป"
มาถึงตอนนี้ทั้งสามต่างมองหน้ากันด้วยสายตาว้าวุ่น แล้วป่านนี้รอยยิ้มจะเป็นยังไงบ้างนะ! สเวนคิดอย่างเครียดพลางนั่งลงบนโซฟาตัวนึงพร้อมกับกุมขมับเอาไว้
"แล้ว...ทำไมนายมาบอกพวกเราล่ะ นายก็เป็นทหารของลิช คิงไม่ใช่หรอ" รีไลย์เอ่ยถามขึ้นมา เทอร์เรอร์เบลดมองหน้าของเธอสลับกับเดเวี่ยน
"แปลกใจที่ได้พบมนุษย์นอกจากรอยยิ้มนะ หึ! ส่วนเหตุผลที่ข้ามาบอกพวกเจ้าทั้งหมดก็เพราะข้าเองก็เคยเติบโตจากที่แห่งนี้ ข้าเองก็ทำใจลำบากเหมือนกันที่ท่านจอมมารทำแบบนี้ แต่ข้าก็ขัดไม่ได้เพราะพันธะสัญญาแห่ง Scourge ทำให้ข้าบิดพริ้วมิได้ ข้าเลยได้แค่มาเตือนพวกเจ้าเท่านั้นล่ะ"
"...พวกลิช คิงตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้วล่ะ" เดเวี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
"อีกราวๆสามชั่วโมงต่อจากนี้ พวกทหารของท่านจอมมารจะมาถึงที่นี่พร้อมกับทำลายทุกๆสิ่งที่ขวางหน้า..." เทอร์เรอร์เบลดตอบคำถามของเดเวี่ยน
"แล้วอีกเรื่องนึงล่ะ" สเวนถามขึ้นมาบ้าง
"เจ้ารู้จักมอเทรดใช่มั้ย" เทอร์เรอร์เบลดถามขึ้นมา ทุกคนมองหน้ากันก่อนจะทำท่าครุ่นคิดไปสักครู่ก่อนที่รีไลย์จะตอบคำถามของเทอร์เรอร์เบลด
"อืม รู้จัก ทำไมหรือ"
"ตอนนี้นางทรยศมาอยู่กับท่านจอมมารเรียบร้อยแล้ว...."
"ว่าไงนะ!?" ทุกคนตะโกนเป็นเสียเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงโดยเฉพาะรีไลย์ที่มีท่าทีตกใจมากกว่าคนอื่น เธอมองหน้าของเทอร์เรอร์เบลดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปถามใกล้ๆเขา
"หมายความว่ายังไง มอเทรดเนี่ยนะทรยศ เธอยังมาช่วยฉันอยู่เลยนะตอนที่ฉันมาถึงที่นี่ครั้งแรก!"
"เจ้านี่ไม่ได้รู้อะไรมาก่อนเลยใช่มั้ย มอเทรดน่ะภักดีต่อท่านจอมมารมานานแล้ว เพียงแต่ผิดบังพวกเพื่อนของเจ้าทุกคนรวมทั้งคนที่นี่ ไม่มีใครรู้เลยว่านางทรยศพวกเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าให้ข้าเดาตอนนี้ล่ะก็.. ป่านนี้นางคงจัดการน้องสาวจอมจุ่นของเธอไปเรียบร้อยแล้ว..."
"!!!" สิ้นเสียงของเทอร์เรอร์เบลด ทุกคนในห้องต่างตื่นตกใจกันทั่วหน้า น้องสาวที่เทอร์เรอร์เบลดว่าคงหมายถึง..เชนเดลแซร์ใช่มั้ย!!?
"ว่ายังไงนะ!!" รีไลย์โผลงถามขึ้นเป็นคนแรกหลังจากที่ทุกคนอึ้งกับสิ่งที่เทอร์เรอร์เบลดพูดออกมาจากปากตัวเอง เขาแสยะยิ้มนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นความจริง
"เจ้าดูไม่ออกเลยรึ.. ไม่สิ ข้าไม่โทษพวกเจ้าหรอกเพราะเจ้าเองก็เพิ่งรู้จักมอเทรดมาไม่นานนี่เอง"
"..." รีไลย์กัดฟันแน่นพร้อมกับกำหมัดแน่น นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมมอเทรดถึงต้องลงมือฆ่าน้องสาวตัวเองล่ะ
"งั้นข้าจะเล่าอะไรให้เจ้าฟังหน่อยละกัน" เทอร์เรอร์เบลดลุกขึ้นยืนก่อนจะไปยืนพิงกำแพงที่มุมห้องพร้อมกับเอ่ยปากเล่าเรื่องให้ทุกคนในห้องฟัง
"มอเทรดเป็นนักฆ่าที่ท่านจอมมารทรงโปรดปรานมาตั้งแต่สมัยนางยังภักดีต่อฟูเรี่ยน.." คำว่าฟูเรี่ยนทำเอาเทอร์เรอร์เบลดนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากเล่าต่อ "ครั้งหนึ่งท่านจอมมารเคยไปพบกับนางแบบตัวต่อตัวและหลังจากนั้นท่านจอมมารก็วางแผนให้นางหันมาอยู่กับพวกเราแทนโดยการบอกถึงสิ่งที่นางไม่เคยรู้มาก่อน น้องสาวของเธอได้ครอบครองพลังแห่ง Elune หรือพลังแห่งเทพดวงจันทร์เคยใช้ปราบลูซิเฟอร์เมื่อ 1200 ปีก่อน น้องสาวแท้ๆของเธอได้ครอบครองพลังนั่นเพราะท่านมิรานา เทพแห่งดวงจันทร์ ทรงเมตตาและเห็นความดีของเชนเดลแซร์แต่ทว่านางกลับปกปิดมอเทรดเอาไว้เพราะกลัวว่าพี่สาวของเธอจะโกรธ ท่านจอมมารบอกความลับเรื่องนี้ให้กับมอเทรดและบอกวิธีครอบครองพลังนั้นมา นั่นก็คือปลิดชีพผู้ที่ถือครองพลังนั่น.."
"หมายความว่าถ้ามอเทรดฆ่าเชนเดลแซร์สำเร็จ พลังแห่งเทพ Elune จะถูกครอบครองโดยมอเทรดใช่มั้ย" สเวนเอ่ยถามเทอร์เรอร์เบลดในระหว่างที่เขากำงพูด เทอร์เรอร์เบลดพยักหน้านิดหน่อยก่อนจะเริ่มเล่าต่อ
"นางคอยเป็นหนอนบ่อนไส้ในกองทัพทั้งของฟูเรี่ยนและค่าย Sentinel และรายงานตลอดเวลา อย่างผลงานครั้งก่อนที่นางเป็นสายลับเข้าไปในงานเทศกาลที่ค่าย Sentinel และทำให้พวกเราได้บุกไปถล่มที่ค่ายนั่นไงล่ะ"
มาถึงตอนนี้ไม่มีใครกล่าพูดอะไรอีก นับว่าเรื่องที่เทอร์เรอร์เบลดเล่ามานั้นทำเอาทุกคนถึงกับพุดไม่ออกไปสักพักใหญ่ เทอร์เรอร์เบลดหัวเราะออกมานิดหน่อยก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
"แล้วฑูติของพวกเจ้าลงไปไหนเสียแล้วล่ะ" ฑูติในที่นี้คงหมายถึงรอยยิ้มสินะ
"นางลงไปเดินเล่นข้างล่าง.." สเวนตอบ
"งั้นรึ..." เทอร์เรอร์เบลดหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนเอ่ยปากพูดต่อ "ป่านนี้นางคงกำลังโดนมอเทรดที่กลายร่างเป็นปิศาจร้ายเล่นงานอยู่แน่ๆ"
"ว่าไงนะ!?" สเวนลุกขึ้นพรวดพร้อมกับเดินตรงไปหาเทอรร์เรอร์เบลดพร้อมกับกระชากคอของเขา เทอร์เรอร์เบลดหัวเราะนิดหน่อยราวกับว่าการกระทำของสเวนเป็นเรื่องตลกชั้นดี
"เจ้าเอาเวลาที่เจ้ามาบีบคอข้าแบบนี้ไปตามหารอยยิ้มก่อนดีกว่ามั้ยสเวน รอยยิ้มเป็นที่รักของเจ้ามิใช่รึ"
"ฮึ่ย" สเวนสบถในลำคอตัวเองอย่างหัวเสียก่อนจะสบัดร่างของเทอร์เรอร์เบลดคว้าง้าวและออกไปจากห้องอย่างไม่รีรอใดๆทั้งสิ้น รีไลย์และเดเวี่ยนมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนที่ทั้งคู่จะตระเตรียมอาวุธชุดเกราะของตนและตามลงไปสมทบกับสเวนที่ล่วงหน้าไปไกลแล้ว
"ทำไมเจ้าถึงมาบอกพวกเรา เจ้าเป็นลูกสมุนของลิช คิงนั่นมิใช่รึ" เดเวี่ยนเอ่ยปากในขณะที่เขากำลังจะออกจากห้อง
"เพราะ...ข้าน่ะมันผิดตั้งแต่ต้นแล้วที่มาอยู่กับท่านจอมมาร" เทอร์เรอร์เบลดมองหน้าของเดเวี่ยนชั่วครู่ก่อนจะเดินตรงไปที่หน้าต่าง "ยังไงซะก็ฝากดูแลเจ้าเบือกสเวนนั่นด้วยล่ะ เพราะถ้ามันผลีผลามล่ะก็รอยยิ้มคงเสร็จท่านจอมมารแน่นอน" เขาทิ้งท้ายไว้อีกนิดหน่อยก่อนจะโผบินไปบนท้องฟ้าที่ดำมืดสนิท

"หึๆ ที่นี้ข้าจะได้ตอบแทนท่านจอมมารซะที"
เสียงของมอเทรดที่คืบคลานเข้าใกล้ฉันมาเรื่อยๆ ฉันพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งแต่ทว่าเหมือนมีใครมาเหนี่ยวรั้งฉันเอาไว้จนทำให้ฉันลุกขึ้นยืนแทบไม่ไหว ร่างกายของฉันในตอนนี้มันช่างหนักเหมือนก้อนหินยังไงไม่รู้ เสียงหัวเราะของมอเทรดังก้องกังวาลไปทั่วป่าอย่างน่ากลัว
"ข้ากะว่าหลังจากจัดการน้องสาวตัวดีของข้าแล้วข้าจะไปหาเจ้าเอง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะมาข้าเองสินะ อยากไปหาท่านจอมมารขนาดนั้นเชียวรึ"
"ออกไป!"
"โห้ว~ ยังกล้ามีปากเสียงกับข้าอีกรึ" มอเทรดหัวเราะในลำคอก่อนที่จะมีลำแสงสีดำพุ่งตรงตรงมายังหน้าของฉัน ใบหน้าของฉันเหมือนโดนตบจนหน้าชาไปข้างหนึ่ง ร่างของฉันล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้งหนึ่ง ร่างเงาทมิฬของมอเทรดเดินเข้ามาใกล้ๆฉันเรื่อยๆแต่ทว่าฉันในตอนนี้กลัวจนขาไม่ขยับแล้ว เงาร่างสีดำของมอเทรดก็อยู่รายล้อมร่างของฉันไปจนหมดหนทางหนี นี่ฉันกำลังจะถูกพาตัวไปหาเจ้าลิช คิงนั่นจริงๆหรอนี่
"อยู่เงียบๆเอาไว้ล่ะสาวน้อย มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะเป็นแบบน้องสาวสุดที่รักของข้าก็ได้" มอเทรดว่าขึ้นอีกครั้งก่อนจะยิงลำแสงสีดำออกมาจากมือของเธอมันพุ่งตรงมาทางฉันอย่างรวดเร็ว นี่ฉันจะต้องโดนอะไรอีกเนี่ย!?
ฟึบ~!
"หือ~~"
ในขณะที่ฉันกำลังหลับตาปี๋อยู่นั่นเอง จู่ๆเหมือนร่างของฉันกำลังถูกอุ้มไว้อยู่ ฉันค่อยๆเปิดตาขึ้นมาช้าๆก่อนจะพบว่าคนที่กำลังแบกร่างของฉันอยู่นั่นก็คือ...
"หึ~! เจ้านี่มันชอบหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ"
มาจินะ!?
"นะ..นาย!?" ฉันพูดไม่เป็นคำทันทีเมื่อเห็นหน้าของเขา มอเทรดเดินเข้ามาใกล้พวกเราก่อนจะหัวเราะกับตัวเองเบาๆ
"หึๆ เจ้ามาจินะ เจ้านี่มันก็ชอบแส่ไปซะทุกทีสินะ เป็นแค่ของปลอมแท้ๆเลยนะเจ้าน่ะ"
"..." มาจินิ่งเงียบพร้อมกับมองหน้าของมอเทรด ของปลอมที่มอเทรดว่ามันคืออะไร?
"อีกไม่นานมันก็หมดอายุขัยของเจ้าแล้ว งั้นข้าขอปลิดชีวิตเจ้าก่อนละกัน" มอเทรดว่าไว้แค่นั้นก่อนจะยิงลำแสงสีดำที่เคยยิงใส่ฉันออกมาอีกรอบ มาจินะกระโดดหลบหนีได้อย่างทันถ่วงที ตอนนี้พวกเราทั้งสองคนกำลังอยู่บนกิ่งไม้กิ่งใหญ่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง มอเทรดมองมาเหนพวกเราและกำลังจะออกเดินมาทางพวกเราแต่ทว่า..
ฉึก~!
มีดของใครบางคนปักอยู่ตรงหน้าแทบเท้าของมอเทรด มันเฉียดร่างของมอเทรดไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
"ถ้าเจ้าก้าวไปมากกว่านี่ละก็ หัวของเจ้าอาจจะมีรูเพิ่มก็ได้นะมอเทรด"
"ลานาย่า? หึ~! ให้ตายซี่ คิดว่าเจ้าจะไม่มารวมวงกับข้าซะแล้ว" มอเทรดหันไปทางต้นตอของวิถีมีดและตรงนั้นเองที่ทำให้ฉันเห็นร่างเพื่อนของเชนเดลแซร์ที่ฉันเคยเห็นตอนก่อนเข้าเต็นท์ปริศนา เธอใส่ผ้าคลุมยาวปิดบังร่างกายของเธอและสวมหน้ากากสีม่วงปิดบังใบหน้าของเธอเอาไว้ ในมือของเธอตอนนี้มีมีดอยู่สองสามเล่มและพร้อมกับที่จะขว้างได้ทุกเมื่อ
"มาจินะ พานางหนีไปซะ ข้าจะถ่วงเวลาตรงนี้เอาไว้เอง" ลานาย่าสั่งมาจิก่อนจะปามีดของตัวเองไปที่มอเทรด แต่เธอกลับกระโดดหลบได้อย่างสบายๆ มาจินะมองหน้าของลานาย่าอยู่ชั่วครู่ก่อนจะอันตธานหายตัวไปพร้อมกับฉัน
"นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ!?" ฉันเอ่ยปากถามทันทีเมื่อพวกเราหนีพ้นจากมอเทรดได้ เขากำลังวิ่งตามกิ้งไม้และกระโดดข้ามราวกับว่าเขาเป็นนินจาในการณ์ตูนญี่ปุ่น
"ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มเดินตามเจ้ามอเทรดคนทรยศนั่น"
"นายรู้มาตลอดเลยหรือไงว่าเธอเป็นคนไม่ดีน่ะ"
"เพิ่งจะรู้มาไม่นานนี่หรอก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยได้แต่จับตามองดูนางเท่านั้น แต่สงสัยวันนี้นางจะเอาจริงแล้วล่ะเพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลานางจะลงมือฆ่าน้องสาวข้ามักจะเดินไปหานางหรือไม่ก็เดินผ่านนางเสียก่อน นางจึงไม่กล้าลงมืออะไรมากนัก" มาจินะพูดอธิบาย "สงสัยที่ไอ้แก่พูดนั่นจะเป็นจริงสินะ"
"..." ฉันนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่มาจินะจะเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง
"และถ้าให้เดาละก็ ป่านนี้พวกทหารลิช คิงคงกำลังเข้าใกล้ป่าแห่งปราชญ์แล้วสินะ"
"หมายความว่ายังไง!?"
"พวกลิช คิงน่ะตอนนี้กำลังบุกเข้ามาที่ป่าแห่งนี้นะสิ เพื่อจะมาเอาตัวของเจ้าไป และกองทัพในครั้งนี้ก็ใหญ่พอๆกับกองทัพเมื่อสงคราม 500 ปีก่อน"
"... ละ..แล้วที่มอเทรดว่า นายเป็นของปลอมนี่มันหมายความว่ายังไง แล้วอายุขัยที่ใกล้หมดนี่ก็หมายความยังไง" ฉันเอ่ยถามต่อ
"..." มาจินะนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามที่ฉันเพิ่งถามไป และก็เป็นจังหวะเดียวกันที่พวกเรามาถึงเขตชุมชนที่เต็มไปด้วยแสงสีอีกครั้ง มาจินะวางร่างของฉันลงก่อนจะมองหน้าฉันชั่วครู่
"ขอบใจนายมากที่ช่วยฉันไว้นะ"
"รีบหาที่ปลอดภัยซะ หรือไม่ก็รีบออกไปจากที่นี่ให้ไวที่สุด" มาจินะว่าทิ้งไว้ก่อนจะหันหลังกลับไปทางเดิม
"แล้วนั่นนายจะไปไหน!?"
"กลับไปช่วยลานาย่าน่ะสิ นางคงเอาเจ้าปิศาจร้ายนั่นไม่ลงหรอก" ว่าแล้วเขาก็กระโดดกลับไปยังทิศทางเดิมและหายไปในเงามืดของป่า ฉันยังไม่ทันจะพูดต่อเขาก็หายไปเสียแล้ว แต่ก็เอาเถอะ ถ้าฉันไม่ได้เขาและลานาย่า ฉันอาจจะต้องไปหาลิช คิงแล้วก้ได้
"รอยยิ้ม!!!!" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน ฉันหันหลังกลับไปมองและก็พบว่าสเวนกำลังพุ่งตรงมาทางฉันอย่างรวดเร็ว
"สเวน!"
"เจ้าไม่เป็นอะไรนะ!!" เขาเอ่ยถามฉันขึ้นในขณะที่ยังหายใจหอบถี่ ฉันส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มให้กับเขา และเล่าเรื่องทั้งที่เกิดขึ้นในป่าให้เขาฟัง
"รอยยิ้ม!" คราวนี้เป็นเสียงของรีไลย์ไล่หลังตามเขามา รีไลย์และเดเวี่ยนกำลังวิ่งมาทางฉันพร้อมกับรัวคำถามใส่ฉันเป็นชุดจนฉันตอบไม่ทัน
"นี่ใจเย็นๆ ฉันยังอยู่ครบสามสิบสอง ต้องขอบคุณมาจินะและลานาย่าที่ช่วยฉันเอาไว้"
"มาจินะกับลานาย่า?" สเวนเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย แต่ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลามากังวลกับเรื่องนี้แล้ว เรื่องที่น่ากังวลมากกว่าตอนนี้ก็คือทหารของลิช คิงกำลังบุกมาที่นี่
"พวกเราต้องรีบไปบอกท่านฟูเรี่ยนว่ากองทัพของลิช คิงกำลังมาที่นี่" ฉันเอ่ยปากอย่างรีบร้อนแต่ทว่ามันก็สายไปเสียแล้วเพราะจู่ๆก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงกรีดร้องของชาวบ้านดังระงมไปทั่ว เกิดประกายไฟและการระเบิดนับครั้งไม่ถ้วนตามพื้นที่ชุมชนในตอนนี้
"ท่านจอมมารจงเจริญ" เสียงสรรเสริญของทหารลิช คิงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณและการปรากฏตัวของเหล่าปิศาจกระดูกเดินได้นับไม่ถ้วน พวกมันไล่ทำร้ายชาวบ้านที่ไร้การป้องกันอย่างไม่ใยดี พวกทหารประจำของชุมชนเริ่มออกมาตอบโต้บ้างแล้วแต่ทว่าปริมาณของพวกเขากลับเทียบไม่ได้กับทหาของลิช คิงในตอนนี้เลย
"นั่นไง นางอยู่นั่น!" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากฟากฟ้าและเมื่อเราทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมอง เจ้าปิศาจกล้วยนั่นเอง มันกำลังบินฉวัดเฉวียนไปมาตรงที่กำลังยืนอยู่ และในไม่ช้าเหล่าทหารลิช คิงนับร้องก็ดาหน้าเขามาทางพวกเราอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ในตอนนี้คือ 3/100 ที่เป็น 3/100 ในตอนนี้เพราะฉันไม่มีไม้เท้า'อะไรก็ได้' ถ้าไม่มีมันฉันก็ไม่สามารถช่วยอะไรพวกสเวนได้
"ไอ้พวกทหารลิช คิง!" สเวนตะโกนเสียงดังก้องพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้ รีไลย์เริ่มท่องคาถาของตนและเดเวี่ยนกลายร่างเป็นมังกรสีเงินบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกคนต้องยืนหยัดปกป้องฉันแต่ฉันกลับทำอะไรไม่ได้เลย..
แต่เดี๋ยวก่อน.. ตอนนี้ก็ยังสิ่งที่ฉันพอจะทำได้นิ...
"สเวน..." ฉันเอ่ยชื่อของสเวนเบาๆพร้อมกับกำสร้อยพรแห่งเทพเอาไว้แน่น
'ข้าแด่พระผู้เป็นเจ้าที่ต่ำต้อย ขอให้ท่านจงมอบความหวังครั้งสุดท้ายนี้แด่ข้า ขอให้ข้ามีกำลังลุกขึ้นสู้และลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ขอให้ท่านจงเมตตา ชำระบาปและบาดแผลแก่คู่สัญญาข้า จงนำชีวิตของข้านี้แทนคำแลกเปลี่ยนด้วยเถิด!!!!' ฉันท่องบทสวด God's Strenght ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ขอร้องเถอะสเวน ช่วยรับพลังนี่ไปด้วยความเต็มใจด้วย!
ลำแสงสีทองถูกยิงออกไปจากสร้อยและตรงไปยังร่างของสเวน ร่างของสเวนสะดุ้งไปชั่วครู่ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงของรอยยิ้ม
'รับพลังนี้ไปด้วยความเต็มใจด้วยนะ!'
สเวนหลับตาของตัวเองไปชั่วครู่และวินาทีนั้นพวกทหารลิช คิงต่างเล็งการโจมตีทั้งหมดมาที่เขา สเวนลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากพูดกับตัวเองเบาๆ
"ก็ได้ ข้าก็อยากรู้เหมือนกับว่ามันจะเป็นยังไง"
ฟึ่บ~!!
ฉันพลันในทันที ที่หลังของสเวนกลับมีปีกสีทองอร่ามงอกขึ้นมา ทั้งร่างกายของเขาในตอนนี้มีออร่าสีทองนวลสวยงามลอยวนเวียนไปทั่วร่าง เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้รับพลังที่ยิ่งใหญ่มาในกำมือและรับรู้ถึงบางอย่างที่มาพร้อมกับพลังนั่น เหมือนกับว่าเขาเห็นหน้าของรอยยิ้มและรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเธอด้วย
"เข้ามาเลย ไอ้ทหารเลว!" สเวนตะโกนขึ้นมาพร้อมกับกระโดดตรงไปยังพวกทหารของลิช คิง

'งดงามยิ่งนัก.... พลังที่แท้จริงมันเป็นเช่นนี้เองรึ...'

"สายลมแห่งความหนาวเหน็บจงทำลายอริแห่งข้า! Freezing Field!!!"
พื้นที่รอบๆของรีไลย์กลายเป็นน้ำแข็งเกาะตัวแน่นและศัตรูที่อยู่ในบริเวณนั้นกลับกลายเป็นน้ำแข็งไปจนหมดสิ้น เดเวี่ยนที่กำลังบินอยู่ด้านลนและคอยพ่นไอน้ำแข็งใส่ศัตรุอยู่ เมื่อเขาเห็นรีไลย์ร่ายเวทมนตร์นั้นเสร็จ เขาบินทิ้งดิ่งตัวเองลงมาจากด้านบนอย่างรวดเร็วและพุ่งชนใส่ซัตรูที่กำลังถูกแช่แข็งอยู่ รีไลย์กระโดดขึ้นไปบนหลังของเดเวี่ยนพร้อมกับร่ายเวทมนตร์ใส่อีกชุด สเวนฟาดฟันง้าวของตัวเองใส่ทหารลิช คิงอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อยเพราะด้วยพลังที่รอยยิ้มมอบมาให้ ทำให้เขาตอนนี้แข็งแกร่งราวกับพระเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงจะอย่างนั้นทหารของลิช คิงก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย กลับกันมันกลับเยอะขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทหารเลวพวกนั้นตายหนึ่งตัว จะมีมาเพิ่มสองตัวและเพิ่มเป็นเท่าทวีคูนไปเรื่อยๆ ในขณะที่รีไลย์กำลังร่ายเวทมนตร์อยู่นั่นเอง จู่ๆสายาของเธอก็กลับไปเห็นอะไรบางอย่างตรงหน้าของเธออยู่ไกลลิบๆ และนั่นเองที่ทำให้เธอตกใจจนเผลอร้องเสียงหลงออกมาทันที
บรรยากาศด้านนอกป่านั้นเต็มไปด้วยทหารของลิช คิงนับไม่ถ้วนมันมีมากกว่าพันหรือหมื่น นี่มันเยอะประมาณเป็นแสนเป็นล้านได้มั้งเนี่ย!?
"แย่แน่ๆงานนี้~!!" รีไลย์เอ่ยปากขึ้นมาพร้อมกับร่ายเวทมนตร์ของเธอต่อ
'รีไลย์! ร่ายเวทมนตร์คุ้มกันรอยยิ้มเร็ว!' เสียงของเดเวี่ยนดังขึ้นในโสตประสาทของรีไลยืและนั่นเองที่ทำให้รีไลย์รีบหันกลับไปมองที่รอยยิ้มทันที เธอกำลังถูกทหารของลิช คิงล้อมเอาไว้อยู่ รีไลย์รีบร่ายเวทมนตร์ในทันทีแต่ก่อนที่เธอจะร่ายจบ ร่างของสเวนบินมาจากทางไหนไม่รู้ก็จัดการพวกทหารพวกนั้นเสร็จไปเรียบร้อยหมดเสียแล้ว
"สเวน!"
"..."
'ผืนป่าเอ๋ย พวกเจ้าจงปกป้องดินแดนอันเป็นที่รัก'
เสียงพูดของใครไม่รู้ดังขึ้นมา และจู่ๆก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงไปทั่วบริเวณราวกับว่าโลกกำลังจะแตก ต้นไม้ในบริเวณป่าทั้งหมดต่างลุกขึ้นมายืนราวกับมีชีวิต พวกมันเริ่มโจมตีทหารของลิช คิงที่บุกรุกเข้ามาในป่าอย่างบ้าคลั่ง ร่างของฟูเรี่ยนปรากฏขึ้นมาอยู่ข้างๆรอยยิ้มและสเวน
"พวกเจ้ารีบหนีไปจากที่นี่ซะ!"
"แล้วท่านรับมือที่นี่ไหวหรือค่ะ!?" รอยยิ้มเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงแต่ทว่ามังกรเดเวี่ยนและรีไลย์ก็บินลงมาหยุดตรงหน้าของเธอเสียแล้ว เจ้าปัคกี้กรีดเสียงร้องเบาๆขึ้นมาและบินไปเกาะที่หัวของรีไลย์
"เร็วเข้า!" รีไลย์ตะโกนขึ้นมาและเป็นจังหวะเดียวกันที่ฟูเรี่ยนหายตัวไป บรรยากาศโดยรอบตัวนี้มันช่างสับสนวุ่นวายสิ้นดี สเวนในตอนนี้ปีนขึ้นไปบนหลังของเดเวี่ยนเรียบร้อยแล้วและเขากำลังจะยื่นมือไปจับมือของรอยยิ้มเอาไว้ เธอกำลังจะยื่นมือออกไปจับมือของสเวนแต่ทว่า....
ฟืบบ~ ฉึบ!!!!
"อั่ก..."
"รอยยิ้ม!?"
"กรี๊ด!!" รีไลย์กรีดร้องทันทีเมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าของเธอ
ที่หน้าอกของรอยยิ้มในตอนนี้มีแท่งเหล็กทิ่มทะลุและแท่งเหล็กนั่นยึดติดกับหน้าของเธอและหลังจากนั้นร่างของเธอก็เริ่มถูกลากเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว สเวนลงมาจากหลังของเดเวี่ยนและรีบวิ่งไล่ตามร่างของรอยยิ้มไปอย่างรวดเร็ว เดเวี่ยนและรีไลย์เองก็รีบตามไปติดๆ รอยยิ้มที่ยังมีสติอยู่แต่ก็มีอยู่น้อยนิดเอ่ยปากขึ้นมาเบาๆพร้อมกับมีเลือดไหลออกมาจากปากของเธอ
"สเวน..." เธอมองร่างของสเวนที่มันเริ่มไกลไปทุกทีๆและพยายามใช้มือของเธอไขว่คว้าร่างของสเวนเอาไว้ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะเลือนหายไปจากสายตาของเธอ
"รอยยิ้ม!!!!" สเวนเรียกชื่อของเธอและวิ่งไล่ตามอย่างไม่ลดละจนกระทั่งร่างของเธอหายเข้าไปในเงาป่า แต่เขายังไม่หยุดวิ่ง เขาวิ่งตรงไปยังทางที่รอยยิ้มถูกลากไปเรื่อยแม้จะมีพุ่มไม้หรือหนามแหลมทิ่มแทงขาของเขา เขาก็ไม่ได้ร้องเจ็บแม้แต่นิดเดียว ในหัวของเขาในตอนนี้คิดแต่ว่าต้องตามรอยยิ้มให้ทันและช่วยเธอให้ได้
"ปราสาทท่านลิช คิง" เสียงของใครสักคนดังขึ้นมาและนั่นเองที่ทำให้สเวนเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก และแล้วในที่สุดเขาก็เห็นร่างของรอยยิ้มที่ไร้สติกำลังถูกอุ้มอยู่ในมือของ..
"พัดจ์!?" (Pudge the Butcher)
"แฮ่ะๆๆ~~ พัคจ์จะได้กลับไปหาท่านจอมมารแล้ว~!" อสูรกายร่างใหญที่ในมือถือขวานและโซ่เหล็กไว้ หน้าตาของมันน่าเกลียดและน่ากลัวเป็รอย่างมากและที่ท้องของมันเผยให้เห็นท้องไส้เครื่องไหนที่ไหลออกมาจากท้องของมันที่เป็นรูโหว่ตรงท้อง แต่ทว่ารอบตัวของมันในตอนนี้มีออร่าสีฟ้าร่ายล้อมร่างของมันเอาไว้และมืออีกข้างหนึ่งของมันกำลังถือร่างของรอยยิ่มเอาไว้
"บัยบาย" พัดจ์เอ่ยอำลาสเวนด้วยน้ำเสียงยืดยาว แต่ทว่าสเวนในตอนนี้กำลังพุ่งตรงไปยังร่างของพัดจ์และจะกระโดดฟันหัวของเจ้าอสูรกายนั่นแต่ทว่า..
วิ้ง~!
ฉั่วะ~!
ง้าวของสเวนกลับฟันได้แต่อากาศ ร่างของพัดจ์และรอยยิ้มหายไปแล้ว หายไปแล้ว....
"หายไปแล้ว..หายไปแล้ว..." สเวนพูดขึ้นอย่างเลื่อนลอยและยันตัวเองกับพื้นที่เคยมีร่างของพัดจ์ยืนอยู่ เดเวี่ยนและรีไลย์มาถึงตรงที่สเวนอยู่ในที่สุด รีไลย์รีบลงมาหาสเวนและเดเวี่ยนก็กลับคืนร่างของตัวเองและตรงมาทางเดียวกับรีไลย์
"สะ..สเวน รอยยิ้มล่ะ!" เธอพยายามฉีกยิ้มอย่างเต็มกำลังพร้อมกับถามสเวนที่กำลังมองพื้นอย่างเงียบๆ เดเวี่ยนรีบฉุดร่างของเธอให้พ้นจากสเวนและนั่นเป็นจังหวะเดียวกันที่สเวนเริ่มลุกขึ้นและตะโกนลั่นป่า
"ม่ายยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!" เขาตะโกนสุดเสียงอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน ก่อนที่เขาจะหยิบง้าวที่หล่นอยู่บนพื้นและเริ่มไล่ฟันต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง รีไลย์มองที่สเวนด้วยสายตาที่บอกความรู้สึกไม่ได้ก่อนจะร้องไห้ออกมา เธอกอดร่างของเดเวี่ยนไว้แน่นพร้อมกับข่มตาไม่ให้เห็นสภาพของสเวนในตอนนี้ เดเวี่ยนเองก็ได้แต่ลูบหัวของเธอเป็นเชิงปลอบใจ

'ภารกิจสำเร็จแล้ว ถอนกำลังทหารได้' เสียงของทหารนายหนึ่งประกาศดังขึ้นและนั่นเองที่ทำให้ทหารลิช คิงต่างเฮโลด้วยความดีใจก่อนจะอันตธานหายไปทีละตัวสองตัวแต่ทว่ากลับมีทหารนายหนึ่งที่กำลังยืนนิ่งอยู่ริมต้นไม้พร้อมกับมองไปยังดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นมาจากหุบเขา
"ภารกิจสำเร็จ.. ไม่นะ..." เอนูบลัคก้มมองพื้นดินก่อนจะอันตธานหายไปในอากาศ

[S]corpion
08-10-2010, 09:21 PM
แอบมารอชม Storm :D

ได้แฟนใหม่แร้วมีกำลังใจเขียนของตัวเองต่อแบ้วส์ หึหึ :p

[M]agician
08-10-2010, 09:56 PM
เหอะๆ


3ตอนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

KillerSpree
08-10-2010, 10:47 PM
107

"หมายความว่ายังไง!? นางโดนจับไปแล้ว!!!"
เสียงคำพูดของเชน (Chen the Holy Knight) ดังขึ้นมาจนคนทั้งเต็นท์แทบจะอุดหูกันไม่ทัน ตอนนี้พวกของสเวน เดเวี่ยนและรีไลย์เดินทางกลับมาถึงค่าย Sentinel โดยสวัสดิภาพแล้วแต่ทว่า...กลับปราศจากรอยยิ้ม... ทุกคนในเต็นท์ต่างมีสภาพหดหู่หัวใจเป็นที่สุด สเวนเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางทั้งหมดและรวมทั้งล่าสุดด้วย เชนเดินไปเดินมาในเต็นท์อย่างกระวนกระวายหัวใจพลางใช้หัวคิดอย่างเต็มที่แต่ทว่ากลับไม่มีความคิดใดๆผุดขึ้นในหัวของเขาในตอนนี้เลย มันอับจนหนทางไปเสียหมด
สเวนนั่งตาละห้อยก้มมองพื้นพร้อมนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เขาได้ประสบพบเจอมา ตลอดการเดินทางกลับมาที่ค่าย Sentinel เขาไม่สามารถทำใจยอมรบได้เลยแม้แต่น้อยว่ารอยยิ้มถูกจับไปแล้วโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆที่ตัวเองสัญญากับเธอไว้แล้วว่าจะปกป้องเธอให้ดีที่สุด แต่เขากลับ...
"ฮึ่ย!!" สเวนลุกขึ้นพรวดพราดขึ้นมาพร้อมกับเตะไปที่เก้าอี้ไม้ที่เขาเคยนั่งจนมันหักไม่เป็นชิ้นดี เดเวี่ยนและรีไลย์ต่างพยายามพูดปลอบใจเจ้ายักษ์สีฟ้าแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรดีขึ้นเลย ทำไมมันถึงกลับตาลปัตรแบบนี้ไปเสียหมดนะ อีกนิดเดียวแท้ๆที่เธอจะได้กลับมาที่ค่ายแห่งนี้
"ท่านเชนครับ!" ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาในเต็นท์ของเชน เขาหันไปมองทหารนายนั้น ดูเหมือนว่าทหารคนนั้นจะมีเรื่องมาบอก
"ว่าเช่นไร"
"พวกคนแคระมีจดหมายมาถึงพวกเราครับ ในจดหมายพูดไว้ว่าจะมาถึงที่ค่ายแห่งนี้ภายใน 4 วันครับ!"
สิ้นเสียงของทหารนายนั้นบรรยากาศในเต็นท์ก็เงียบสนิทไปทันทีแต่ทว่าในความเงียบนั้นทุกคนกลับฉุดคิดขึ้นมาได้รอยยิ้มทำภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้ว เธอเชื่อมสัมพันธ์ทุกเผ่าพันธุ์เรียบร้อยแล้วและนั่นเองที่ทำให้ทุกคนใจชื่นคิดมานิดหน่อยแต่ก็ไม่สามารถละทิ้งเรื่องของรอยยิ่มไปได้เลย
"อ้อ! แล้วก็พวกก๊อบบลินและเผ่าทอเรนจะมาถึงภายในวันพรุ่งนี้ครับ!"
"หา! พวกนั้นทำไมเดินทางกันไวจัง!?" รีไลย์พูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ทำไมสองเผ่านี้ถึงเดินทางมาไวเยี่ยงนี้ แต่ทว่ากลับไม่มีใครสนใจกับคำพูดของเธอเลย ทุกคนในเต็นท์แค่พยักหน้าก่อนที่ทหารนายนั้นจะออกไปอย่างเงียบๆและทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะดั่งเดิม สเวนมองไปยังเศษเก้าอี้ที่แตกหักชั่วครู่ก่อนจะเดินออกจากเต็นท์ไปอย่างรวดเร็ว เขาเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้น เขาเดินชนคนนู้นคนนี้ แน่ละว่าต้องมัเสียงบ่นตามกันมาติดๆแต่เขาไม่ได้สนใจกับเสียงบ่นพวกนั้น เขาเดินมาถึงเต็นท์ในที่สุดพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างหัวเสีย นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้กลับมานอนที่เต็นท์แห่งนี้ มันยังมีสภาพเหมือนเดิมก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากค่าย รวมทั้งเปลญวนที่รอยยิ้มให้หลับนอน เขามองไปที่เปลนั่นพลางลูบที่เปลนั่นราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเขา ชั่ววินาทีนั้นที่เขาเห็นรอยยิ้มกำลังนอนอยู่บนเปลนั้นอย่างสบายใจ บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มประทับไว้บนหน้า เขาพยายามไขว่คว้าร่างของเธอแต่ทว่ามีภาพหลอนแทรกเข้ามาในหัวของเขา ภาพของเธอที่ถูกลากออกห่างเขาไปเรื่อยๆ เขาพยายามเอื้อมแขนไปสุดแขนแต่ไขว่คว้าร่างของรอยยิ้มไม่ได้เสียที กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขายืดแขนของตัวเองไปสุดแขนพลางไขว่คว้าอากาศอยู่อย่างนั้น เขาหลับตานิ่งก่อนจะทิ้งตัวลงนอนไป
รอยยิ้ม... เจ้าจะเป็นเช่นไรบ้าง....

"ทำดีมากพัดจ์ เจ้าจะได้ในสิ่งที่เจ้าปรารถนา" เสียงคำพูดเย็นของลิช คิงนั่งอยู่บนบัลลังค์ เขามองไปที่พัดจ์อย่างชื่นชมก่อนจะยื่นมือของตัวเองออกมา ฉับพลันในทันที เนื้อสีแดงฉานหลายกองปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของพัดจ์ พัดจ์มองไปที่เนื้อพวกนั้นด้วยความหิวกระหายก่อนที่เขาจะทิ้งร่างของรอยยิ้มและตรงไปยังกองเนื้อพวกนั้นทันที
"อ่า~! เนื้อสดๆ!!!"
"เหลือเชื่อ!! เจ้าสมองทึบพัดจ์กลับเป็นคำทำภารกิจสำเร็จทั้งๆที่น่าจะเป็นพวกเรา!!" เสียงคำบ่นเบาๆของพวกปิศาจที่ลายร้อมบริเวณห้องโถงเอาไว้ดังขึ้นพร้อมกับมองไปที่พัดจ์ที่กำลังกินเนื้ออย่างหิวโหย พวกมันมองด้วยความสมเพชเวทนาพลางส่ายหัวไปมา
"จะบ้าตาย มันอุตส่าห์ทำภารกิจสำเร็จแต่สุดท้ายมาขอแค่อาหารแค่เนี่ยนะ!?"
"ข้าละเบื่อ!"
"เงียบ!!!" เสียงของจอมมารดังขึ้นจนเกิดสายลมเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วห้องโถง ร่างขงรอยยิ้มปลิวกระเด็นออกไปจากพื้นนิดหน่อย จนถึงตอนนี้เธอยังไม่ตื่นจากการหลับไหลเลย แต่ทว่าบาดแผลของเธอกลับหายเป็นปกติแล้วเพราะผลของ 'พันธะสัญญาแห่งชีวิต' ที่เธอจะกลายเป็นอมตะแต่จะหมดอายุขัยเมื่อถึงเวลาอันควร จอมมารมองไปที่ร่างของรอยยิ้มพร้อมกับเดินตรงมาที่ร่างของเธอ ปิศาจทั้งหลายต่างหลบเข้าไปอยู่ในเงามืดพลางมองไปยังเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เคล'ทูซาร์ดลูบไล้ตามไปใบหน้าของเธอก่อนจะหยิบสร้อยพรแห่งเทพขึ้นมาจับเล่น เขาหัวเราะในลำคอนิดหน่อยก่อนจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
"เอนูบลัค!"
"ขอรับ!" เอนูบลัคเดินออกมาจากเงามืดมาหยุดหยุดที่ตรงหน้าของรอยยิ้มและจอมมาร
"พานางไปพักผ่อนซะ หาห้องที่ดีที่สุดในปราสาทแห่งนี้ เราจำเป็นต้องเลี้ยงดูนางเป็นอย่างดีจนกว่าจะถึง..เวลาอันสมควร.." จอมมารสะบัดผ้าคลุมก่อนจะเดินหายไปในอากาศทิ้งให้เหล่าปิศาจยืนเก้ออยู่อย่างนั้น พวกปิศาจออกเสียงคุยกันอย่างสนุกปาก ทั้งเรื่องของพัดจ์ เรื่องพลังที่รอยยิ้มมีและเรื่องที่เกิดขึ้นที่ป่าแห่งปราชญ์ เอนูบลัคช้อนตัวของรอยยิ้มขึ้นมาก่อนจะออกเดินไปจากห้องโถงอย่างเงียบเชียบ ที่ทางเดินของปราสาทในตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลยมีเพียงแต่แสงไฟทีน้ำเงินเท่านั้นที่คอยส่องนำทางเจ้าด้วงยักษ์ เขามองหน้าของรอยยิ้มพลางนึกไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เขาเคยใช้เวลาร่วมกับเธอ
"หึๆ ดูไม่ค่อยมสมเป็นเจ้าเลยนะ" ใครบางคนแอบแซวขึ้นมาในขณะที่เอนูบลัคกำลังเดินผ่านทางเดินที่ไม่มีแสงไฟ เขาหันหน้าไปมองที่ต้นเสียง
"เทอร์เรอร์เบลด.."
"เป็นอะไรของเจ้าไปเสียล่ะ ทำหน้าแบบนี้มันไม่ใช่เจ้าเลยนี่นา หรือว่า.. หลงรักนางเข้าให้แล้วล่ะ"
"..." เอนูบลัคไม่ได้สนใจกับคำพูดของเทอร์เรอร์เบลดก่อนจะเดินจากไปทั้งๆอย่างนั้น
"หึ กะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้" เทอร์เรอร์เบลดหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะโยนอะไรบางอย่างมาใส่หัวของเขาและมันตกลงไปอยู่ที่หน้าอกของรอยยิ้ทพอดิบพอดี มันเป็นหนังสือเล่มไม่หนามากนัห ที่หน้าปกของมันเขียนเอาไว้ว่า
'451 วิธีพิชิตความรักที่เจ้าตามหา'
"..." เอนูบลัคมองไปที่หนังสือเล่มนั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันกลับไปมองที่เทอร์เรอร์เบลด
"หึๆ แล้วเจ้าจะขอบใจข้า" เขาทิ้งคำพูดทิ้ท้ายเอาไว้ก่อนจะหายไปยังทางเดินที่ไร้แสงไฟ เอนูบลัคสบถด่าเขาเบาๆก่อนจะเดินตรงต่อไป

ณ ห้องแห่งหนึ่งในปราสาทของลิช คิง
เอนูบลัควางร่างของรอยยิ้มลงบนเตียงในห้องนอนที่ตอนนี้ประดับตกแต่งไปด้วยเฟอร์นิเจอรฺหรูหราแต่ทว่ามันมีรูปร่างหน้าตาไม่น่าใช้เอาเสียเลย เขาคว้าหนังสือที่วางอยู่บนหน้าอกของรอยยิ้มขึ้นมาแต่ทว่าขาหน้าของเขากลับไปโดนนมของรอยยิ้มนิดหน่อยและนั่นเองที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆไปชั่วครู่ เขามองไปที่หน้าอกของรอยยิ้มอีกครั้งก่อนจะค่อยๆจิ้มไปที่มันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อืมม~ จักจี้หน่า~" เสียงคำพูดลอยๆของรอยยิ้มดังขึ้นมาและนั่นเองที่ทำเอาเอนูบลัคดึงมือของตัวเองกลับแทบไม่ทัน เธอพลิกตัวกลับไปอีกข้างก่อนจะนอนหลับต่อไป เอนูบลัคถอนหายใจขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากรอยยิ้มและเดินมาเปิดหนังสือที่เทอร์เรอร์เบลดให้เขามา

'บทที่ 1 ชอบนางใช่หรือเปล่า?'
'ข้ารู้ว่าเจ้าเคยมีช่วงเวลาที่ดีกับนางและเวลาที่เจ้าเห็นนางมีความสุขและมีรอยยิ้ม เจ้าก็พลอยมีความสุขไปด้วยใช่มั้ย ถ้าหากเป็นอย่างนั้นล่ะก็แน่ๆ เจ้ากำลังแอบชอบนางอยู่แต่เคยคิดมั้ยว่านางไม่เคยเห็นเจ้าอยู่ในสายคิดกับเจ้าเพียงแค่เพื่อนสนิทหรือคนรู้จักเท่านั้น เจ้าพอใจแล้วหรือที่เจ้าจะเป็นได้เพียงแค่นั้น ลองทำอะไรที่ทำให้คนรักของเจ้าประหลาดใจดูสิและข้าขอแนะนำวิธีที่เจ้าต้องชอบแน่ๆ!'
'~ลักหลับ~'
'เจ้าเคยอ่านนิทานโบราณเรื่องเจ้าหญิงนิทรามั้ย เจ้าหญิงที่หลับไหลอยู่จะตื่นขึ้นจากนิทราด้วยจุมพิตของเจ้าชายรูปงาม ถ้าหากนางหลับอยู่ล่ะก็ รับรองว่านางต้องตื่นขึ้นมาและรักเจ้าขึ้นมาแน่ๆ'

เอนูบลัคอ่านตัวหนังสือจบไปก่อนจะปิดหนังสือฉับในทันที หน้าของเขาในตอนนี้แดงไปหมดแล้ว ทำไมหนังสือเล่มนี้มันตรงและมันชั่วแบบนี้นะ แถมวิธีแนะนำก็ช่างน่าหวาดเสียวยิ่งนัก จะว่าไปทั้งชีวิตนี้เขาก็ไม่เคยมีเรื่องรักๆใคร่ๆอะไรมาก่อนเลยจนกระทั่งมาเจอรอยยิ้มเนี่ยแหลพเพราะเขามีแต่เรื่องสงครามและเรื่องต่อสู้อยู่ในหัวตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่นี่เรื่องความรัก.. ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนมันยากเย็น แถมเรื่องลักหลับกับจูบอะไรนี่อีก ทำไมเขาถึงสบสนแบบนี้นะ!?
ก๊อกๆ~
"คระ..ใครน่ะ!" เอนูบลัคตะโกนถามไปเมื่อมีคนมาเคาะประตูห้อง เจ้าของร่างที่กำลังเคาะประตูอยู่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับมองไปที่เอนูบลัคด้วยสายตานิ่งๆ เจ้าปลาไหลสลาดาร์นี่เอง
"ข้าเอง เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ"
"ปละ..เปล่า" เอนูบลัครีบเก็บหนังสือที่ตนกำลังอ่านและซ่อนเอาไว้ทางด้านหลังตัวเองทันที สลาดาร์เห็นท่าทีพิรุธของเอนูบลัคก่อนจะเลื้อยไปหาเขาอย่างช้าๆก่อนจะชะเง้อมองในสิ่งที่เอนูบลัคกำลังซ่อนอยู่ สลาดาร์แสยะยิ้มนิดหน่อยอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะอาศัยความรวดเร็วกว่าช่วงชิงหนังสือที่เอนูบลัคกำลังซ่อนอยู่ เอนูบลัคพยายามแย่งหนังสือนั่นคือแต่ทว่ากลับยากเย็นเหลือเกินที่จะแย่งหนังสือจากปลาไหล (?)
"เห~ '451 วิธีพิชิตความรักที่เจ้าตามหา' เจ้ามีความรักตั้งแต่เมื่อไหร่นี่เอนูบลัค หรือว่า.. หึๆ" สลาดาร์มองเอนูบลัคและรอยยิ้มสลับกันไปมาและหมือนจะรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเปิดหนังสืออ่านอย่างรวดเร็วในทันที
"'เจ้าเคยอ่านนิทานโบราณเรื่องเจ้าหญิงนิทรามั้ย เจ้าหญิงที่หลับไหลอยู่จะตื่นขึ้นจากนิทราด้วยจุมพิตของเจ้าชายรูปงาม ถ้าหากนางหลับอยู่ล่ะก็ รับรองว่านางต้องตื่นขึ้นมาและรักเจ้าขึ้นมาแน่ๆ' โอ้ว~ซาตาน! นี่เจ้ากำลังจะจูบนางด้วยหรือนี่!? ฮ่าๆ ช่างน่าขำอะไรเสียเยี่ยงนี้" สลาดาร์โยนหนังสือคืนให้กับเอนูบลัค ก่อนจะเลื้อยตรงไปหารอยยิ้มที่กำลังนอนอยู่บนเตียง "ให้ข้าสอนเจ้าดีมั้ยว่ามันเยี่ยงไรที่หนังสือมันกล่าวเอาไว้"
"ยะ..อย่านะ!"
"อะไรกัน เอนูบลัคผู้เกรียงไกรมาหวั่นไหวให้กับมนุษย์ตัวเล็กๆแบบนี้น่ะหรือ หึๆ~! ข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วดีมั้ยเนี่ย~?"
"..."
"ถ้าเจ้าอยากจูบนางล่ะก็มา เดี๋ยวข้าจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง" สลาดาร์พูดไว้แค่นั้นก่อนจะก้มตัวลงและเอาปากประกบปากของรอยยิ้มในทันที เอนูบลัคพยายามร้องขึ้นห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ในตอนนี้ภาพที่เอนูบลัคเห็นก็คือปลาไหลกำลังจูบเด็กผู้หญิง
"เห็นมั้ย! ง่ายนิดเดียวเอง! แถมรู้สึก...ชื่นใจและติดใจอย่างบอกไม่ถูก" สลาดาร์ถอนริมฝีปากออกมาจากรอยยิ้มก่อนจะยิ้มเหยียดใส่เอนูบลัคที่ตอนนี้ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นไปเสียแล้ว
"กะ..กะ..กะ..กะ"
"เอ้า มานี่!" สลาดาร์ลากร่างของเอนูบลัคเข้ามาหารอยยิ้มก่อนจะกดหัวของเขา ตอนนี้ริมฝีปากของเขาและรอยยิ้มห่างกันไม่ถึงสองเซนต์ด้วยซ้ำ เอนูบลัคพยายามดันร่างของตัวขึ้นมาแต่ก็สู้เรี่ยวแรงของสลาดาร์ไม่ได้เลย "เชื่อวข้า ถ้าเจ้าได้ทำล่ะก็เจ้าจะติดใจอย่างบอกไม่ถูก!" ว่าแล้วสลาดาร์ก็ออกแรงกดร่างของเอนูบลัคให้มากขึ้นกว่าเดิมและในที่สุดปากของเอนูบลัคและรอยยิ้มก็ประกบกันเรียบร้อย ภาพที่สลาดาร์เห็นในตอนนี้คือด้วงยักษ์กำลังขืนใจเด็กผู้หญิง สลาดาร์เอามือออกจากหัวของเอนูบลัคแทว่าเอนูบลัคยังไม่ยอมถอนริมฝีปากออกจากรอยยิ้มเลย
"เป็นยังไง รู้สึกอย่างไรบ้าง!"
"เอ่อ... ดี... มั้ง"
"อ่า ข้าบอกแล้ว!"
"แต่น่าแปลกที่ว่า ในหนังสือมันบอกว่าถ้าเราจุมพิตนางแล้วนางจะฟื้นขึ้นมาแต่นี่นางยังไม่ฟื้นเลย!" เอนูบลัคหันกลับไปเปิดหนังสืออีกรอบก่อนจะเริ่มอ่านอีกครั้ง น่าแปลกที่ว่าทั้งเขาและสลาดาร์ต่างจุมพิตรอยยิ้มไปแล้วแต่ก็ไม่มีท่าทีที่เธอจะฟื้นขึ้นมาเลย นี่ถ้านางยังหลับอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจนถึงวันนั้นที่จอมมารรอคอย ท่านคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอน
"งั้นต้องลองอีกทีสินะ" สลาดาร์ว่าก่อนจะตรงไปจูบรอยยิ้มอีกรอบแต่เธอก็ยังไม่ฟื้น
"ข้าบ้าง!" เอนูบลัคตรงเข้าไปจูบรอยยิ้มบ้าง ทั้งคู่สลับกันจูบรอยยิ้มไปเรื่อยๆและแต่ละครั้งก็เนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง....
"เฮ้ยๆ! แกจูบนานไปแล้วนะ!"
"แล้วแกล่ะสลาดาร์ รอบที่แล้วแกยังนานกว่าข้าอีก!!"
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ตาข้าแล้ว!!!"
"ไม่! ข้าต้องทดแทนเวลาที่เจ้าเอาไป!"
ว่าแล้วทั้งคู่ก็เริ่มทะเลาะกันใหญ่โต ไม่ว่าใครจะทำให้ล้มได้ ทั้งคู่ต่างจะรีบมาครอบครองริมฝีปากของรอยยิ้มในทันที
"โอ้ย~ เสียงดังจังเลย!!!" เหตุการณ์ที่ไม่ขาดฝันก็เกิดขึ้นในห้องนอน เพราะตอนนี้รอยยิ้มส่งเสียงดังขึ้นมาแล้วพร้อมกับขยี้ตาของตัวเองเบาๆ เธอหาวออกมาฟอดใหญ่ก่อนจะเริ่มปรับม่านตาให้เข้าแสงสว่าง แต่ทว่าภาพที่เธอเห็นหลังจากที่สายตาปรับเป็นปกติก็คือ.. สัตว์ประหลาดสองตัวกำลังยื่นปากมาจ่อที่ปากของเธอและนิ่งเป็นรูปปั้นอย่างนั้น
"...." ไม่มีใครกล้าพูดอะไรใดๆทั้งสิ้นเพราะถ้าเกิดส่งเสียงดังหรือขยับแม้แต่นิดเดียว ปากของพวกเขาทั้งสามต้องประกบกันแน่ๆ
"อะ..อะ...อะ" รอยยิ้มกำลังจะเอ่ยปากขึ้นมาแต่ทว่าสลาดาร์กลับพยุงร่างของตัวเองเอาไว้ไม่ไหวก่อนจะล้มตัวลงทับรอยยิ้มและปากของเขาก็ประคบกับปากของเธอในทันที รอยยิ้มตกใจเป็นอย่างมากก่อนจะเริ่มดิ้นพล่านไปมาและผลักร่างของสลาดาร์ออกไป เอนูบลัคในอตนนี้ตกลงจากเตียงไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงแต่สลาดาร์ที่กำลังขึ้นคร่อมรอยยิ้มอย่างสยิว
"อื้อ...!!"
"T^T"
"รอยยิ้ม..."
และแล้วในที่สลาดาร์ก็ถอนริมฝีปากออกจากปากของรอยยิ้มในที่สุด ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะความเงียบไปในทันทีไม่มีใครกล้าส่งเสียงใดๆทั้งสิ้นในตอนนี้ จนกระทั่งมีใครบางคนเดินมาที่ห้องของพวกเขา
"มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ส่งเสียงโครมครามกัน..จริงๆ" เจ้าของเสียงที่ว่านั่นก็คือบาลานาร์นั่นเอง มันมองภาพหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกอกตกใจเพราะสิ่งที่เขาเห็นก็คือสลาดาร์ขึ้นคร่อมรอยยิ้ม รอยยิ้มกำหมัดแน่นและในที่สุดเธอก็ควักไม้ตายสุดท้ายของเธอขึ้นมานั่นก็คือ
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด~!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
"เฮ้ย~!?"
"ออกปายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย~!!!!!!"
ข้าวของในห้องต่างถูกโยนไปมาพร้อมกับร่างของสลาดาร์ที่ปลิวกระเด็นออกมาจากห้องพร้อมกับเอนูบลัค รอยยิ้มลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนจะปิดประตูห้องและลงกลอนอย่างรวดเร็ว สลาดาร์เอามือกุมหัวตัวเองพร้อมกับส่ายหัวไปมา เอนูบลัคตะเกียดตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยความยากลำบากส่วนบาลานาร์มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความงุนงง
พรวด~
"พวกแกลืมของ!!!" ร่างของรอยยิ้มเปิดประตูขึ้นอีกครั้งก่อนที่เธอจะคว้าหนังสือขึ้นมาและขว้างใส่หน้าของสลาดาร์ไปอย่างจังและปิดประตูใส่หน้าปิศาจทั้งสามตัวอย่างไม่เกรงกลัวและลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา
ใบหน้าของสลาดาร์ในตอนนี้เป็นรอยจ่ำสีแดงและเป็นรอยเหลี่ยมหนังสือประทับอยู่บนหน้าของเขา
"เอ่อ...." บาลานาร์พูดไม่ออกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมองที่เอนุบลัคและสลาดาร์สลับกัน
"เดี๋ยววันหลังมาทำใหม่กันดีมั้ย?"
"ข้าก็ว่างั้น แล้วเจอกัน" และแล้วทั้งด้วงและปลาไหลก็เดินจากไปคนละทิศคนละทางและทิ้งให้บาลานาร์ยืนงงอยู่ตรงหน้าห้องของรอยยิ้ม

keenkiller
08-10-2010, 11:01 PM
ตอนใหม่มาไวจัง

อ่านไปขำไปตอนที่ด้วงกับปลาไหลแย่งจูบ

[S]corpion
08-10-2010, 11:12 PM
ฮาเงิบ 55555

อยากหัดทำฉากตลกแฮะ - -

เดี๋ยวต้องลองทำดู - -''

[M]agician
08-10-2010, 11:22 PM
3 ตอนครบพอดีเว้ย

lanayao_O
09-10-2010, 06:32 PM
เป็นตอนที่อีโรติกม้ากมาก

ปากของหนูยิ้มกลายเป็นของสาธารณะไปแล้ว

KillerSpree
10-10-2010, 08:55 AM
น่าแปลกแฮะ
บทนี้แต่งแล้วนึกว่าจะไม่มีคนขำ
แต่ก็ยังมีแฮะ

[M]agician
10-10-2010, 12:44 PM
ขำแต่

ไม่บอก

คงไม่ผิดน่ะ

lanayao_O
10-10-2010, 05:35 PM
โลก DotA มีนิทานเจ้าหญิงนิทราด้วยรึ?

อย่าคิดมากน่า

jaraspong47
12-10-2010, 06:21 PM
ครบ 3 ตอน แล้ว อ่านซะเหนื่อยเลย

ในนิยายนี้ยังเหลือ HERO ตัวไหนไม่ได้ออกมั่งหว่า? =.=?

lanayao_O
12-10-2010, 06:24 PM
ครบ 3 ตอน แล้ว อ่านซะเหนื่อยเลย

ในนิยายนี้ยังเหลือ HERO ตัวไหนไม่ได้ออกมั่งหว่า? =.=?

จะเอา ไอโอ กับ เอเอ

[S]corpion
12-10-2010, 09:30 PM
แอบมาอัพล่ะซี้ !

KillerSpree
12-10-2010, 10:30 PM
108

ผัวะ!~
"นี่แกมันไม่ได้เรื่องจริงๆเลย!!? ทำไมปล่อยให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้น! ข้าอุตส่าห์ไว้ใจเจ้าให้เจ้าดูแลนางแต่สุดท้ายกลับ.. ฮึ่ย!!"
บาราธัมกระแทกกำปั้นของต้นใส่เต็มหน้าของสเวนท่ามกลางการมาถึงของเผ่าทอเรนและก๊อบบลิน ไรกอร์ที่เดินมาพร้อมกับบาราธัมรีบเข้าไปห้ามบาราธัมอย่างทันถ่วงทีพร้อมกับขอโทษขอโพยสเวนแทนเป็นการใหญ่ สเวนมองหน้าของบาราธัมไปชั่วครู่ก่อนจะถุยเลือดปนน้ำลายออกมา บาราธัมพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากการรัดกุมของไรกอร์
"เจ้ารีบไปเถอะ! เดี๋ยวข้าจัดการทางนี้เอง!" ไรกอร์สั่งสเวนให้รีบออกจากบริเวณนี้เพื่อความปลอดภัยของเขาเอง ถ้าเกิดสเวนยังยืนอยู่ตรงนี้ล่ะก็มีหวังบาราธัมอัดเขาจนเละแน่ๆ แต่มีหรือที่เขาจะกลัว เขามองหน้าบาราธัมนิ่งอย่างไร้อารมณ์ก่อนจะง้างหมัดใส่บาราธัมคืนบ้าง ทุกคนในบริเวณตกใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ คราวนี้ร่างของบาราธัมหลุดพ้นจากไรกอร์แล้ว เขามองหน้าสเวนด้วยอารมณ์เดือดพล่านก่อนจะตรงรี่เข้าไปรวบตัวของสเวนลงกับพื้นก่อนจะเริ่มละเลงหมัดใส่ไม่ยั้ง ทั้งคู่เริ่มต่อยตีกันโดยไม่สนใจสถานการณ์รอบข้างเลย ไรกอร์พยายามร้องห้ามให้หยุดเหมือนกับรีไลย์และเดเวี่ยนที่เพิ่งมาถึงที่เกิดเหตุแล้วพยายามลากร่างของบาราธัมและสเวนออกจากกัน
"โธ่เว้ย!? รู้งี้ข้าไปด้วยกับนางตั้งแต่แรกดีกว่า! มันคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้หรอก!?"
"แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรได้ถ้าเจ้ามา มีแต่จะเป็นตัวถ่วง!"
"ใจเย็นก่อนได้มั้ยทั้งสองคน" รีไลย์วีดร้องขึ้นมาและเดินเข้ามาแทรกระหว่างสเวนและบาราธัมก่อนจะหลับตาและปล่อยเวทมนตร์ออกมาจากมือของเธอ ฉับพลันในทันทีทั้งร่างของสเวนและบาราธัมถูกน้ำแข็งผนุกที่มือและขาเอาไว้ ทั้งคู่ร้องโวยวายและพยายามดิ้นให้หลุดแต่ทว่าก็ยากเกินกว่าที่จะดิ้นให้หลุด
"อย่างน้อยน้ำแข็งนี่น่าจะทำให้นายสองคนใจเย็นมากขึ้นนะ! แล้วเราค่อยมาคิดวิธีช่วยรอยยิ้มกัน!" เธอเดินกลับไปหาเดเวี่ยนที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกใจและงุนงง เขามองหน้าของรีไลย์นิดหน่อยก่อนที่ได้ยินเธอสบถออกมาเบาๆ "เห้อ~! พวกผู้ชายนี่จริงๆเลย"
"ทำไมมาถึงมันก็เรื่องเลยนี่ฮะ!?" เสียงของเคนย์ บลัดฮูฟ (Kainre Bloodhoof the Tauren Cheftain) ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของกลุ่มของสเวนที่กำลังมีเรื่องกันอยู่ เขาเดินมาพร้อมกับเชนและยูเรโน (Yureno the Juggernuat) พร้อมกับปักความขนาดใหญ่ลงบนพื้นพร้อมกับเดินมาหาบาราธัม
"มีเรื่องอะไรกันระหว่างที่ข้ากำลังปรึกษากับท่านเชนอยู่!?" เขาเอ่ยถามบาราธัมด้วยน้ำเสียงโมโห
"ไอ้สเวนมันปล่อยให้พวกลิช คิงจับตัวรอยยิ้มไปน่ะสิท่าน! มันน่าเจ็บใจนัก!"
"แล้วที่เจ้าไปมีเรื่องกับเขามันทำให้สถานการณ์มันดีขึ้นรึไง รอยยิ้มจะกลับมาหรือไง!?" เขาตะคอกใส่บาราธัมด้วยน้ำเสียงอันดังจนทุกคนปงะไปในทันที บาราธัมมองหน้าเคนย์ไปสักพักก่อนจะสบถออกมาเบาๆ เคนย์หันกลับไปมองที่สเวนบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดเช่นไรให้สถานการณ์มันดีขึ้น ไรกอร์เดินไปหาเคนย์ก่อนจะเอ่ยถาม
"ท่านเคนย์ครับท่านคิดว่าพอจะมีทางออกของปัญหานี้หรือเปล่าครับ"
เคนย์มองหน้าของไรกอร์ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างอับจนหนทาง "ข้าในตอนนี้ก็ไม่สามารถตอบหรือให้คำตอบอะไรเจ้าได้ทั้งนั้น ต้องรอดูการเคลื่อนไหวของพวกลิช คิงเท่านั้น อ้อจริงสิ!" เหมือนเคนย์จะนึกอะไรขึ้นได้ก่อนจะเดินตรงไปหาสเวน เขามองหน้าสเวนนิ่งๆก่อนจะเอ่ยถาม
"เจ้าเป็นคู่สัญญาของรอยยิ้มแห่งพันธพสัญญาว่าด้วยเรื่องของชีวิตใช่มั้ย"
"...ท่านรู้ได้เช่นไร" สเวนเอ่ยถามกลับไป
"เชนเล่าเรื่องให้ข้าหังหมดแล้ว ทั้งเรื่องที่เจ้าตายไปแล้วรอยนึงและฟื้นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพลังแห่งเทพเจ้า..."
"ที่ท่านพูด...นี่หมายถึง..!?"
"ใช่ เจ้าเข้าใจถูกแล้วบาราธัม สเวนได้รับพลังเทพะกำลังของรอยยิ้มและพลังนั่นขับเคลื่อนด้วยพลังชีวิตของรอยยิ้ม" สิ้นเสียงคำพูดของเคนย์ บาราธัมมองหน้าของสเวนและทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เคนย์พูดขึ้นมาเลย
"นี่แก...นี่แกอ่อนแอจนต้องให้เด็กผู้หญิงมาช่วยเลยหรือไง!?" เขาเริ่มดิ้นพล่านไปมาอีกครั้งและจู่ๆน้ำแข็งที่เคยผนึกตรึงร่างของเขาเอาไว้เริ่มร้าวแตกทีละนิดๆจนกระทั่ง
เพล้ง~!
"ไม่นะ!?" รีไลย์อุทานร้องออกมาในทันทีเมื่อเห็นบาราธัมสามารถหลุดออกมาจากผนึกน้ำแข็งของเธอได้ เขาตรงรี่หมายจะไปเอาชีวิตของสเวนในทันที แต่กลับถูกเคนย์กระชากร่างไว้ทันเสียก่อน
"เจ้านี่มันนจะเลือดร้อนไปไหนฮะบาราธัม!?"
"แต่ว่า...!!"
"เจ้าเลิกทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเสียทีได้มั้ย!? เรามาที่นี่เพื่อร่วมรบนะ มิใช่มามีเรื่องกัน! ตอนนี้เราจำเป็นต้องรวมตัวกันเอาไว้ เจ้าลืมสิ่งที่รอยยิ้มทำเอาไว้แล้วหรือไง นางทำเพื่อพวกเราทุกคนนะ! ทำเพื่อให้เราทุกคนมารวมพลังกันต่อต้านอำนาจมือของลิช คิง!" เคนย์ร่ายยาวใส่บาราธัมและนั่นเองที่ทำให้เอาบาราธัมนิ่งเงียบไปในทันที เขามองหน้าของเคนย์และสเวนสลับกันไปก่อนจะสบถออกมาด้วยเสียงอันดัง
"โธ่เว้ย!?" เขาสะบัดตัวออกจากเคนย์พร้อมกับเดินออกจากวงสนทนาไปอย่างรวดเร็วโดยมีไรกอร์เดินตามไปติดๆ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก ทุกกอย่างดูแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก สเวนมองไปยังพื้นด้านล่างพร้อมกับหลับตานึกถึงหน้าของรอยยิ้มในตอนนี้ เขาสงสัยว่าตอนนี้เธอจะเป็นเช่นไรบ้างและจะถูกพวกลิช คิงเล่นงานอะไรบ้าง

กลับมาที่รอยยิ้ม
"ฮือๆ"
ฉันนั่งสะอกสะอื้นบนเตียงอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะสิ่งที่มันเพิ่งเกิดขึ้นกับฉันมันเปรี่ยบเสมือนฝันร้ายชัดๆ ทั้งโดนจับตัวมาที่นี่แล้วยังโดนเจ้าด้วงและไอ้ปลาไหลนั่นขโมยจูบไปอีก ต่อไปนี้ชชีวิตของฉันจะเป็นยังไงบ้างนะ ฉันเองไม่สามารถคาดเดาอะไรได้มากในสถานการณ์ตอนนี้ มองไปทางไหนก็ไม่มีใครเลยที่ฉันจะไว้ใจได้และพึ่งพาได้ ตอนนี้ฉันมาตกระกำลำบากในรังของลิช คิง ตัวคนเดียว แล้วนี่พวกนั้นจะจับฉันไปทำแกงอะไรฉันเองก็ยังไม่รู้เลย ฉันก้มหน้าร้องไห้อยู่อย่างจนกระทั่งน้ำตามันเริ่มหมดไปจากตาของฉัน ฉันมองออกไปข้างนอกหน้าต่างก็ไม่พบแม้แต่แสงแดดหรือต้นไม้สักต้นที่ฉันคุ้นเคย ท้องฟ้ามันหม่นหมองเหมือนกับจิตใจของฉันในตอนนี้
"ฮึ่บ~"
เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาจากทางช่องระบายลมทางด้านบนเพดาน ฉันมองขึ้นไปทางด้านบนและพบว่ามีอะไรบางอย่างกำลังดันที่แผงเหล็กอยู่ ฉันลุกขึ้นไปมองและในจังหวะนั้นเอง เจ้าแผงเหล็กนั่นก็หลุดออกจากช่องลมในที่สุดพร้อมกับแมลงตัวเล็กๆที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"เจ้านี่ ข้าเรียกเจ้าแทบตายนอกห้องแต่เจ้าไม่เปิดประตูให้ข้าเสียที"
"เอนูบลัค" ฉันเอ่ยชื่อของแมลงตัวนั้นออกมาเบาๆ ช่วงวินาทีนั้นที่สายตาที่กำลังโมโหของมันจับจ้องมาที่ฉันกลายเป็นสายตาที่ไร้ความรู้สึกไปชั่วครู่ก่อนจะปรับเป็นเหมือนเดิม
"เออ ชื่อของข้า! มีอะไร!?"
"นายมาทำอะไรที่นี่!?"
"จะมาพาเจ้าไปกินข้าวน่ะสิ!"
"กิ..กินข้าว!? ที่ไหนล่ะ"
"ที่ห้องรับประทานอาหารของท่านจอมมารน่ะสิ" เมื่อเอนูบลัคพูดจบ ฉันยืนนิ่งเป็นรูปปั้นด้วยความรู้สึกกลัวก่อนก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ
"มะ..ไม่! บอกฉันทีว่าฉันกำลังฝันไปใช่มั้ย ฉันไม่ได้ถูกจับตัวมาที่นี่ ฉันแค่ฝันไป" ฉันเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งและส่องกระจกบานใหญ่ ฉันจิกตัวเอง ตบหน้าตัวเองแต่ทว่ามันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกตื่นอะไรขึ้นมาเลย ฉันไอยากยอมรับว่านี่ความจริง ภาพของสเวนที่ไล่ตามฉันมันยังคงติดตาฉันอยู่เสมอและนั่นเองที่ทำให้ฉันจิตใจหม่นหมองลงไปอีก ฉันอยากจะร้องไห้แต่ว่าน้ไตมันเหือดแห้งไปจากขอบตาของฉันแล้ว
"เลิกทำร้ายตัวเองเถอะ นี่คือความจริง ความจริงที่ฉันเจ้าต้องยอมรับ"
"ยอมรับด้วยใช่มั้ยว่านายคือเอนูบลัคที่ฆ่าฉัน ไม่ใช่นูบตัวน้อยที่ฉันรัก.."
"..."
"นายรู้อะไรมั้ย!? ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่อยากจะคิดถึงนายเลย เพราะยิ่งคิดมันยิ่งเจ็บ! แต่มัน..มันก็อดเป็นห่วงนายไม่ได้เลย! ฉันกลัวว่านายจะบาดเจ็บอะไรอีกหรือเปล่าแบบที่ฉันเจอนายครั้งแรกไง แต่ที่ไหนได้! นายมันโกหกปลิ้นปล้อน!"
"..."
"ฮึกๆ..."
ฉันพูดความรู้สึกให้กับเจ้าด้วงตัวน้อยที่อยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งเสียงสะอื้น ฉัน..ฉันไม่อยากเห็นหน้าของมันเลย
"ทำไม ทำไมนายต้องช่วยฉันทั้งๆที่นายรับใช้จอมมารนั่น แล้วทำไมนายไม่ฆ่าหรือจัดการฉันให้มันเสร็จๆไปเลยล่ะ หลอกกันแบบนี้ฉันรับไม่ได้ รู้อะไรมั้ย! เกิดมาทั้งชีวิตนี้ฉันไม่เคยโดนใครหลอกเลย นายดีใจไปเถอะว่าเพราะนายเป็นคนแรก! เป็นคนแรกที่ทำให้ฉันเสียใจเพราะโดนหลอก...."
"...ข้า"
ฉันปาดน้ำตาอย่างลวกๆก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว อยู่ในห้องนี้มันรู้สึกอึดอัดอย่างไม่บอกไม่ถูก ฉันอยากหาที่ที่ฉันสามารถตะโกนหรือกรี๊ดออกมาดังๆได้
"จะไปไหนรึ" ใครบางคนพูดขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังเดินไปตามทางเดินอย่างไร้จุดหมาย ฉันหันไปมองที่ต้นตอของเสียง พบว่ามีใครบางคนกำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ เขาค่อยๆดันตัวออกมาจากกำแพงอย่างช้าๆก่อนจะเดินตรงมาทางฉันอย่างเชื่องช้า
"เทอร์เรอร์เบลด.." ฉันเอ่ยชื่อของเจ้าของร่างนั้นเบาๆ เขายิ้มเหยียดๆมาให้ฉันนิดหน่อยก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ
"หึ! ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ"
"..." ฉันเงียบไม่ได้สนใจกับคำพูดนั้นสักเท่าไหร่ แล้วใครมันจะมาบ้าร่าเริงระริกระรี้อยู่ในที่ๆไม่คุ้นตาแถมอยู่ในดงศัตรูแบบนี้ล่ะ "เอาเถอะ ข้าเข้าใจควารู้สึกเจ้าว่าเจ้ากลัวและหวาดระแวง"
"ถ้านายรู้แล้วพวกนายจะจับฉันมาทำไมล่ะ" ฉันแขวะถามไปพร้อมกับทำส่งสายตาไม่พอใจให้เทอร์เรอร์เบลด เขาไม่ได้ใส่ใจกับสายตาของฉันก่อนพูดต่อไป
"ข้ารู้แต่ต้องทำตามหน้าที่เพราะท่านจอมมารสั่งข้า และเจ้ากำลังจะไปสาย... ไปร่วมโต๊ะอาหารกับท่านสายแล้ว" เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนเดินชนไหล่ฉันเบาๆและเดินจากไปในเงามืด ฉันมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ แปลก ปิศาจตัวนี้ไม่เหมือนตัวประหลาดตัวอื่น ครั้งก่อนที่ฉันจำความได้ ตอนที่พวกลิช คิงถล่มค่ายเขาก็มาช่วยฉันเอาไว้ แถมก่อนหน้านั้นอีก เขายังมากอดฉันอย่างไร้เหตุผล ฉันไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดกับเจ้าปิศาจนั่นเลย
"รอยยิ้ม" เสียงของใครดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน เสียงนั้นเป็นเสียงของเอนูบลัคในร่างด้วงตัวเล็กนั่นเอง ฉันหันกลับไปมองหน้ามันนิดหน่อย "ไปร่วมทานข้าวเย็นกับท่านจอมมารได้แล้ว!"
จู่ๆเอนูบลัคก็ขยายร่างของตัวเองขึ้นมา จากด้วงตัวเล็กน่ารักก็กลับกลายเป็นปิศาจแมลงปีกแข็งดูเกรงขาม มันเดินตรงมาทางฉันก่อนจะถือวิสาสะช้อนตัวของฉันขึ้นอย่างรวดเร็ว
"นะ..นายจะทำอะไร!?"
"พาเจ้าไปที่โต๊ะอาหารยังไงล่ะ! ท่านจอมมารรอเจ้านานแล้ว!!" ว่าแล้วเขาก็ออกวิ่งไปตามโถงทางเดินอย่างรวดเร็ว ทำไมเวลาที่ถูกเจ้าปิศาจด้วงตัวนี้มันรู้สึกคุ้นๆอย่างน่าประหลาดเหมือนกับว่าฉันเคยโดนอุ้มแบบนี้มาก่อน

ณ ห้องรับประทานอาหาร
ภายในห้องดูกว้าง กว้างจนสุดลูกหูลูกตาเป็นอย่างมาก ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์รูปร่างไม่คุ้นตาของฉัน มีโต๊ะรับประทานข้าวที่ยาวมากกว่า 5 เมตรตั้งอยู่ตรงกลางของห้องพร้อมกับเก้าอี้สองตัวหัวท้าย บนโต๊ะนั้นมีเทียนไขเก่าๆตั้งประดับอยู่ตรงกลางโต๊ะและมีอาหารน่าตารับประทานตั้งอยู่ที่หน้าเก้าอี้ มีใครบางคนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะนั่นอยู่แล้ว...
"อ่า~ เจ้ามาถึงในที่สุด" เสียงแหบต่ำดังขึ้นจากเจ้าของร่างที่นั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว เอนูบลัคหดตัวเล็กเหมือนเดิมก่อนจะเดินไปอยู่ข้างๆปิศาจที่ดูน่ากลัว น่ากลัวกว่าที่ฉันเคยเห็นและฉันก็คุ้นเคยกับเจ้าปิศาจนั่นเป็นอย่างดี ตัวประหลาดทุกตัวต่างเกรงกลัวและยกย่องเกินกว่าใคร ทำภารกิจจับตัวมาเพื่อฉัน ปิศาจที่อยู่ตรงหน้าของฉันก็คือ...
"ลิช คิง..."
"เรียกข้าว่า เคล'ทูซาร์ดเถอะสาวน้อย ชื่อนั้นข้าเบื่อกับมันเต็มทนแล้ว..." เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของฉันก่อนจะโค้งตัวคำนับด้วยความสง่างาม "เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับประทานอาหารพร้อมกับคุณ รอยยิ้ม" เขาโค้งตัวลงไปสักก่อนจะเอามือของเขามาจับที่มือข้างหนึ่งของฉัน วินาทีแรกที่มือของและฉันสัมผัสกัน ความหนาวเย็นปกคลุมไปทั่วร่างกายของฉันและมันชาไปทั้งร่าง และหลังจากนั้นเขาก็จูบไปที่หลังมือของฉันเบาๆ ฉันไม่สามารถขยับร่างกายได้เลยเพราะรู้สึก...กลัว
"..."
"หึๆ เชิญเจ้านั่ง.." เขาผายมือไปที่เก้าอี้พร้อมกับเลื่อนมันราวกับเชื้อเชิญฉันมาให้นั่ง ฉันยืนนิ่งพร้อมกับมองหน้าของเขาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งกลัวและสับสนปนเปกัน เขายิ้มมาให้ฉันก่อนจะเรียกฉันให้ไปนั่งอีกครั้งหนึ่ง
"..ขอตัวนะ ฉัน..ไม่ค่อยหิว" ฉันปฏิเสทคำเชื้อเชิญนั่นพร้อมกับหันหลังเตรียมเดินหนี แต่จู่ๆเคล'ทูซาร์ดก็หัวเราะเสียงโทนต่ำขึ้นมาพร้อมกับเสียงของเอนูบลัค
"งั้นรึ... ถ้าเจ้าไม่มาร่วมโต๊ะกับข้าล่ะก็ เจ้าแมลงน้อยตัวนี้อาจจะไม่หลงเหลือแม้แต่วิญญาณ..."
"ท่าน..ท่านจอมาร..."
"นูบ!!" ฉันหันหลังกลับไปทันทีเพราะสิ่งที่ฉันเห็นในตอนนี้คือเคล'ทูซาร์ดกำลังถือร่างของเอนูบลัคไว้ในมือพร้อมกับมืออีกข้างที่มีแสงสีน้ำเงินเข้มอยู่ในมือ เอนูบลัคดิ้นพล่านไปมาในกำมือของเคล'ทูซาร์ดพร้อมกับร้องขอชีวิต
"ข้า..ข้าขอโทษ! ข้าผิดไปแล้ว โปรดอภัยให้ข้าด้วย!"
ความรู้สึกของฉันในตอนนี้มันมั่วสั่วไปหมดแล้ว อีกใจนึงก็รู้สึกเฉยๆกับการกระทำของเคล'ทูซาร์ดแต่อีกใจนึงมันกลับอยากรีบวิ่งไปคว้าร่างของเอนูบลัคเอาไว้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!? ทำไมฉันถึงลังเล... เจ้าแมลงนั่นหลอกฉัน..แล้วก็เคยฆ่าฉัน แต่ทำไมมันถึง..ถึงรู้สึกยังเป็นห่วงเจ้าแมลงนั่นอยู่
"ถ้าเจ้าปฏิเสทอย่างว่า งั้นข้าก็ขอปลิดชีพของเจ้าแมลงน้อยผู้น่าสงสารนี่ล่ะกัน..." ว่าแล้วเขาก็เอามือที่มีแสงสีน้ำเงินเข้มจ่อเข้าไปที่ร่างของเอนูบลัค ฉับพลันในทันทีฉันเห็นเอนูบลัคมองหน้าของฉันด้วยสายตาวิงวอน...
"ก็ได้!!! ปล่อยเขาไปได้แล้ว!" ฉันรีบตอบคำขอของลิช คิงด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะรีบตรงไปคว้าร่างของเอนูบลัคเอาไปไว้ในอ้อมแขน ตัวของมันสั่นด้วยความหวาดกลัว
"ไม่เป็นไรนะ" ฉันแอบกระซิบถามเจ้าแมลงตัวเล็กเบาๆ มันส่ายหัวไปมาเป็นคำตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะของลิช คิงที่ดังขึ้นมา
"อ่า~ ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าสองคนนี่ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก เอาเถอะ รีบทานอาหารได้แล้วก่อนที่มันจืดชืดหมด" ว่าแล้วเขาก็เลื่อนเก้าอี้ให้ฉันนั่งอีกครั้งหนึ่ง ฉันเดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้อย่างช้าๆพร้อมกับกอดร่างของเอนูบลัคไว้แน่น เคล'ทูซาร์ดยิ้มออกมาด้วยความพอใจก่อนจะเดินตรงไปยังเก้าอี้ของตัวเอง
"นายรีบออกไปให้เร็วที่สุด!" ฉันกระซิบสั่งเจ้าเอนูบลัคในขณะที่เคล'ทูซาร์ดกำลังเดินไปที่เก้าอี้ ด้วงตัวเล็กมองหน้าของฉันก่อนจะพูดต่อขึ้นมาทันที
"แล้วเจ้าล่ะ!"
"เอาเถอะ! นายออกไปได้แล้ว! อย่าทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้เลย!"
เจ้าด้วงมองหน้าฉันนิดหน่อยก่อนที่ฉันจะรีบเอาร่างของมันวางลงกับพื้น และมันก็รีบเดินออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว...
เอนูบลัคยืนอยู่ที่หน้าประตูก่อนจะแง้มมันขึ้นมานิดๆพร้อมกับมองไปยังร่างของรอยยิ้มที่กำลังจะรีบประทานอาหารกับจอมมาร

"ข้าไม่รู้ว่าเจ้าชอบอะไรบ้าง ข้าเลยเอาอาหารที่พวกมนุษย์เคยกินมาให้เจ้ากินแทน" จอมมารพูดขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังวางผ้ากันเปื้อไว้บนตัก อาหารตรงหน้าของฉันในตอนนี้เหมือนกับอาหารที่อยู่ตามโรงแรมห้าดาวไม่มีผิด สเต็กราดซอสสีเข้มพร้อมกับผักที่ตกแต่งอยู่ชอบจากอย่างสวยงาม มีของหวานหน้าตาน่ากินตั้งอยู่ข้างๆ และยังมี..เอ่อ... เหล้า? ที่ถูกรินใส่ไว้ในแก้วไวน์
"เอ่อ...." ฉันมองไปที่แก้วที่ใส่เหล้าเอาไว้ในแก้วอย่างสะอิดสะเอียน ลิช คิงมองหน้าของฉันด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถาม
"มีอะไรรึ..."
"คือว่า.. ขอน้ำเปล่าแทนได้มั้ย ฉันกินเหล้าไม่เป็น.."
"อ่าว! ยังงั้นรึ ข้านี้ไม่ได้เรื่องจริงๆ ฮ่ะๆ" เขาหัวเราะเบาๆราวกับว่าการกระทำของเขาเป็นสิ่งที่น่าขำขันก่อนที่เขาจะปรบมือเบาๆ ฉับพลันในทันทีแก้วเหล้าตรงหน้าของฉันก็หายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของแก้วท่บรรจุน้ำเปล่าใสๆเย็นๆไวในแก้วแทน "แบบนี้ใช้ได้หรือยัง"
"..ค่ะ"
"งั้นเรามาเริ่มรับประทานกันได้แล้ว.." ว่าแล้วเขาก็หยิบส้อมและมีดขึ้นมาหั่นสเต็กตรงหน้าพร้อมกับกินมันเข้าไป และในทันทีเนื้อสเต็กเข้าปาก เขาก็ทำท่าราวกับว่าได้ขึ้นสวรรคชั้นเจ็ดก็ว่าได้... "เป็นสเต็กอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาเลย"
เอ่อ... เขาหมดลุคความน่ากลัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่มันปิศาจที่น่ากลัวที่สุดหรือว่าปัญญาอ่อนที่สุดว่ะ!?
ฉันละความสนใจจากปิศาจติ๊งต๊องก่อนหันมากินเจ้าสเต็กที่อยู่ตรงหน้าและทันทีที่สเต็กนั่นเข้าปาก ความรู้สึกของฉันในตอนนี้เหมือนกับตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศก็ว่าได้ อร่อยที่สุด! เป็นสเต็กที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมา มันอร่อยกว่าสเต็กที่เปิดขายอยู่หน้าปากซอยบ้านของฉันเป็นหลายร้อยเท่า
"อร่อยใช่มั้ย" เสียงของลิช คิงดังขึ้นมาและทำให้ฉันได้สติ... เขากำลังจ้องมองมาที่ด้วยสายตาที่บอกความรู้สึกไม่ได้ ฉันพยักหน้าตอบกลับไปและเขาก็ยิ้มออกมาอย่างพออกพอใจและจัดการกิจสเต็กต่อ ฉันเลิกทำตัวฟุ้งซ่านก่อนจะเริ่มกินต่อบ้าง
ตลอดการรับประทานอาหารข้าวเย็นนี่ เป็นครั้งแรกในชีวิตของฉันที่มีคนกินด้วยแต่ไม่มีเสียงหัวเราะหรือเสียงพูดคุยกันมากนักเพราะฉันตั้งหน้าตั้งตารีบกินไม่สนใจใครทั้งสิ้น จนในตอนนี้ฉันกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เจ้าจอมมารที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันที่ยังละเมียดละมัยกับการกินอยู่ เขาทำท่าราวกับว่าตัวเองกำลังลอยอยู่บนฟ้าและมีความสุขกับการดื่มด่ำรสชาติอาหาร ฉันรีบฟาดของหวานต่อโดยไม่สนใจรสชาติก่อนจะรีบซดน้ำเปล่าอึกใหญ่และเช็ดปากอย่างรวดเร็ว
"ฉันอิ่มแล้ว ขอตัวนะค่ะ...." ฉันวางผ้ากันเปื้อนไว้บนโต๊ะก่อนจะรีบปลีกตัวออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัด น่าดีใจที่ลิช คิงไม่ได้สนใจกับตัวของฉันมากนัก

'หึๆ อีกไม่นาน พลังของเจ้าก็จะกลายเป็นของข้า..'
จอมมารลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตนก่อนจะมองไปยังประตูที่รอยยิ้มเพิ่งเดินออกไป เขาไม่ได้รั้งเธอเอาไว้เพราะเขาคิดว่ายังไงเเธอก็ต้องอยู่ภายใต้กับการจับจ้องมองของเขาตลอดเวลา เขายิ้มให้กับตัวเองก่อนจะเสมองไปยังหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้อยู่ ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว จอมมารเดินตรงไปยังหน้าต่างนั่นก่อนจะชื่นชมความงามของบรรยากาศยามเย็น เขายิ้มให้กับดวงอาทิตย์นั่นก่อนจะพูดขึ้นมา
"ได้เวลาบอกลาเจ้าพวกเศษขยะพวกนั้นซะที" ว่าแล้วเขาก็ตวัดมือของตัวเองก่อนจะเริ่มเขียนอะไรบางอย่างบนอากาศ ตัวอักษรสีขาวปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขา เขาหัวเราะเบาๆและฮัมเพลงไปด้วยในขณะเขียน และเมื่อเขาเขียนเจ้าตัวอักษรทั้งหลายเสร็จ เขาดีดนิ้วของตัวเองอีกครั้งก่อนที่ตัวอักษรทั้งหมดจะหายไปในอากาศ

ที่ค่าย Sentinel
บูม~!!!
"ฮ่าๆ สมบูรณ์แบบ!"
"เฮ้อ! ข้าบอกพวกเจ้าแล้วใช่มั้ยว่าอย่าเพิ่งทำระเบิด!!!"
เสียงตะโกนของบุช (Boush the Tinker) ดังขึ้นในขณะที่ก๊อบบลินพี่น้องสามเกลอ (Squee Spleen and Spoon the Goblin Techies) กำลังทำการทดลองระเบิด บุชไล่กวดพวกพี่น้องสามเกลอนั่นเป็นการใหญท่ามกลางกลุมก๊อบบลินที่กำลังพักผ่อนกันอยู่
"แล้วแกจะทำยังไงต่อไป" บาราธัมที่นั่งอยู่แถวๆนั้นพร้อมกับพวกของสเวนและไรกอร์ สเวนตีสีหน้านิ่งพร้อมกับมองไปยังท้องฟ้าที่ว่างเปล่า บาราธัมเกาหัวของตัวเองก่อนจะตบกระโหลกของสเวนไปแรงๆทีนึง ไรกอร์ร้อขึ้นห้ามในทันทีแต่สเวนก็สวนตบกระโหลกบาราธัมกลับไปในทันที รีไลย์ถอนหายใจเป็นรอบที่หนึ่งร้อยเมื่อการทะเลาะระหว่างวัวบ้ากับออร์คซึมกำลังจะปะทุขึ้น
"พวกนายอย่าเพิ่งทะเลาะกันตอนนี้ได้มั้ย ฉันร้องห้ามมาเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะ ฉันเองก็กำลังพยายามหาทางอยู่เหมือนกันนะ!"
เดเวี่ยนที่นั่งอยู่ข้างๆรีไลย์มองหน้าของพวกพ้องทั้งหมดอย่างอับจนหนทาง เขาแทบไม่ได้มีส่วนร่วมในการหาทางออกในครั้งนี้เลย ให้ตายซี่~ ผู้หญิงคนเดียวสามารถทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดมันดูเลวร้ายไปหมดเลยหรือนี่ แต่ก็อย่าว่าเลย รอยยิ้มเป็นผู้ถือพลังอันยิ่งใหญ่นี่นา ใครล่ะที่จะไม่ปรารถนาในพลังนั่น ถ้ามันตกไปอยู่ใรมือของคนดีก็แล้วไป แต่ตอนนี้มันตกอยู่ในกำมือของคนชั่ว ปิศาจที่ทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์สูญพันธุ์ไปแล้วครั้งหนึ่ง
เดเวี่ยนถอนสายตาออกไปจากกลุ่มพวกพ้องก่อนจะมองไปยังท้องฟ้าเหมือนกับที่สเวนเคยทำ แต่ทว่าจู่ๆนกในป่าต่างร้องออกมาเป็นเสียงน่ากลัว พวกสัตว์ป่าต่างส่งเสียงแปลกไปกว่าเดิมและดูเหมือนว่าทุกคนในบริเวณจะรับรู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวจึงตกใจกันเป็นการใหญ่
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?" บาราธม ไรกอร์และรีไลย์ร้องเป็นเสียงเดียวกันก่อนที่สายตาของเดเวี่ยนจะไปปะเข้าให้กับอะไรบางอย่างบนท้องฟ้าที่เคยสดใส มาในตอนนี้มันกลับมืดมนจนน่ากลัว
"นั่น!!" เดเวี่ยนชี้ไปที่สิ่งที่เขาเห็นและทุกคนในบริเวณต่างมองไปยังสิ่งที่เขาชี้เป็นสายตาเดียวกัน รีไลย์ร้องเสียงหลงทันทีเมื่อเห็นในสิ่งดังกล่าว

'นับจากนี้อีก 12 วัน สงครามครั้งสุดท้ายของพวกเราจะเริ่มขึ้น..'
'พลังแห่งพระเจ้าที่ข้ากำลังครอบครองจะทำลายล้างทุกสิ่งบนผืนโลกนี้'
'ข้าจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้นและข้าจะเป็นผู้ปกครองเหนือทุกสิ่ง'

ตัวอักษรสีขาวลอยอยู่บนฟ้าที่มืดครึ้ม ชาวค่ายทุกคนต่างชี้และพูดเป็นน้ำเสียงเดียวกัน ความกลัวปกคลุมทั่วทุกย่อมหญ้า รอยยิ้มที่เคยมีบนใบหน้าของทุกคนมาในตอนนี้จางหายไปจนหมด
"12 วัน..." สเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆ บาราธัมและไรกอร์มองหน้ากัน รีไลย์เข้าไปกอดเดเวี่ยนด้วยความหวาดกลัว
อีก 12 วันนับจากนี้จะเป็นวันตัดสินของทุกสิ่ง...

keenkiller
12-10-2010, 11:51 PM
ลิชคิง คือ lich โครงกระดูกน้ำแข็งเดินได้เหรอ O_O

[S]corpion
13-10-2010, 12:19 AM
Lich King คือไอ้ตัวที่อยู่ใน Frozen Throne อ่ะคับ (แต่ใน frozen throne มันตายแล้วมีแต่วิญญาณ)

Lich King = Arthas ใน Champions เปนเจ้าชายของเมือง ลอดารัน ซึ่งสู้กะ TB ในเนื้อเรื่อง (TB แพ้ lich king นะเออ !)

รอคนที่เล่น แชมเปี้ยนเข้มๆมาตอบดีก่า - -

lanayao_O
13-10-2010, 08:01 AM
corpion ]
Lich King คือไอ้ตัวที่อยู่ใน Frozen Throne อ่ะคับ (แต่ใน frozen throne มันตายแล้วมีแต่วิญญาณ)

Lich King = Arthas ใน Champions เปนเจ้าชายของเมือง ลอดารัน ซึ่งสู้กะ TB ในเนื้อเรื่อง (TB แพ้ lich king นะเออ !)

รอคนที่เล่น แชมเปี้ยนเข้มๆมาตอบดีก่า - -
Lich King อยู่ในน้ำแข็งไสน่ะแหละ ถูกผนึกไว้ Illidan(Model TB)ก็จะไปทำลาย ขณะเดียวกัน Arthas(Model Abbadon)ก็ไปปลดผนึก แล้วก็สู้กัน ฝ่ายหลังชนะ ขึ้นไปปลดผนึกและ เอ่อ... สวมเกราะ กลายเป็น Lich King จ้าวแห่ง Undead ทั้งมวล

KillerSpree
13-10-2010, 08:56 AM
พูดตรงๆเลยคือ
ว่านแต่งตามความคิดของว่านเอง ไม่ได้อิงจากเนื้อเรื่องเดิมเลย
ถ้าทำให้นักอ่านเกิดความขัดข้องใจ ก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

[S]corpion
13-10-2010, 09:29 AM
ตอนแฮมเขียน fic Def Ancient เรื่องแรก(ที่ DK เปนพระเอก)

ก้อเอา lich king ออกมาเดินเล่นเหมือนกันแหละ :D

[M]agician
13-10-2010, 10:19 AM
งง lich

กับ lich king

นึกว่าเป็น king ของ lich - -'

lanayao_O
13-10-2010, 11:18 AM
พูดตรงๆเลยคือ
ว่านแต่งตามความคิดของว่านเอง ไม่ได้อิงจากเนื้อเรื่องเดิมเลย
ถ้าทำให้นักอ่านเกิดความขัดข้องใจ ก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
เข้าใจจ้า เพราะฉะนั้นก็แต่งต่อไป

KillerSpree
13-10-2010, 01:27 PM
corpion ]
Lich King คือไอ้ตัวที่อยู่ใน Frozen Throne อ่ะคับ (แต่ใน frozen throne มันตายแล้วมีแต่วิญญาณ)

Lich King = Arthas ใน Champions เปนเจ้าชายของเมือง ลอดารัน ซึ่งสู้กะ TB ในเนื้อเรื่อง (TB แพ้ lich king นะเออ !)

รอคนที่เล่น แชมเปี้ยนเข้มๆมาตอบดีก่า - -


มันเรียกว่า แคมเปญจ์ ไม่ใช่หรอ
Campainge ไม่รู้สะกดถูกเปล่า

[S]corpion
13-10-2010, 10:45 PM
^
^

สงสัยแฮมเมา -*-

keenkiller
13-10-2010, 11:39 PM
พูดตรงๆเลยคือ
ว่านแต่งตามความคิดของว่านเอง ไม่ได้อิงจากเนื้อเรื่องเดิมเลย
ถ้าทำให้นักอ่านเกิดความขัดข้องใจ ก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ที่จริง dota มันไม่มีเนื้อเรื่องจริงๆ หรอก มีแต่ประวัติของheroแต่ละตัว
เนื้อเรื่องใน dota กับ WC มันคนละเนื้อเรื่องกันอยู่แล้ว
อย่างเช่น
ใน wc TBกับMaginaเป็นคนคนเดียวกันชื่อ Illidan
แต่ใน dota TBกับMaginaเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน
ที่จริงในประวัติhero ไม่ได้บอกว่าคนไหนคือคนพี่ คนไหนคือคนน้อง บอกแค่ว่าเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน

ว่านแต่งตามความคิดของว่านเองก็ได้ พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่ตอนแรกๆ งงว่า lich คือ lich king !?

ถ้าพี่จะแต่งficเอง พี่จะแต่งให้Maginaเป็นคนพี่ TBเป็นคนน้อง ก็ได้

[M]agician
14-10-2010, 11:58 AM
lich king = king ของ lich ! ! !

KillerSpree
20-10-2010, 10:02 PM
109

อีก 12 วันก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น

ทันทีที่ฉันกลับมาถึงห้องของตัวเองได้ ฉันรีบปิดประตูของตัวเองทันทีอย่างรวดเร็วพร้อมกับลงกลอนของประตูทุกอันที่มีก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความหวาดระแวง นี่มันไม่ตลกเลยนะที่ต้องมาอยู่ในรังของศัตรูโดยลำพัง ไม้เท้า'อะไรก็ได้'ก็ไม่ได้อยู่กับฉัน นี่ฉันกำลังจะเป็นบ้าใช่มั้ยเนี่ย ทุกๆอย่างที่ฉันมองไปตอนนี้มีแต่หน้าของลิช คิงอะไรนั่นลอยวนจนฉันอยากจะควักลูกตาออกมา ฉันทรุดนั่งลงบนพื้นข้างๆประตูอย่างอ่อนแรงก่อนจะกอดเข่าของตัวเองอย่างสิ้นหวัง แต่ทว่าเข่าของฉันกลับไปสัมผัสอะไรบางอย่างที่หน้าอกของฉัน ฉันล้วงเจ้าสร้อยพรแห่งเทพออกมาก่อนจะจับจ้องมองมัน ตอนนี้มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยเพราะฉันสามารถมองเห็นหน้าของสเวนผ่านสร้อยนี้ได้ แม้จะเป็นเพียงแค่จินตนาการแต่มันก็ทำให้ฉันคลายความกลัวลงไปบ้าง ป่านนี้พวกสเวนจะทำอะไรกันอยู่นะ พวกเขาเดินทางกลับไปที่ค่าย Sentinel แล้วหรือยัง...
"ทำไมเจ้าต้องชอบทำหน้าแบบนี้ทุกทีเลยนะเวลาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้" เสียงของใครบางคนดังขึ้นภายในห้องแต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างใดเพราะเสียงนั้นคือเสียงพูดของเจ้าด้วงเอนูบลัคนั่นเอง ร่างเล็กๆของมันกำลังนอนอยู่บนเตียงพลางจับจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาเรียบเฉย
"นายโอเคหรือเปล่า" ฉันถามพลางเดินไปหามันที่เตียงก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆมัน
"อะไรคือโอเค" มันถาม
เออ ลืมไป~ ที่นี่ต้องเลือกใช้คำศัพท์ด้วย เพราะไม่งั้นคนของโลกแห่งนี้จะไม่เข้าใจ
"ฉันหมายถึง นายไม่เป็นอะไรนะ"
"อื้อ แค่...หวาดกลัวนิดหน่อย" ช่วงวินาทีนั้นสานตาของเจ้าเอนูบลัคเปลี่ยนไป มันเป็นสายตาที่หวาดระแวงก่อนที่มันจะปรับสายตาเป็นปกติ "แล้วเจ้าล่ะ ทานอาหารกับท่านจอมมารเป็นยังไงบ้าง"
"เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมาก~" ฉันลากเสียงยาวก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนหมอนอย่างอ่อนแรงพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "นี่เอนูบลัค.."
"..."
"ตอนนี้ฉันขอเรียกนายว่านูบได้มั้ย.."
"ตามสบาย!" ฉันพูดจบเสร็จปุ๊บ เจ้าด้วงนั่นรีบตอบตกลงอย่างทันควัน ฉันพ่นหัวเราะออกมานิดหน่อย "ขำอะไรของเจ้า!?"
"ฮ่ะๆ ช่างมันเถอะ อย่างน้อยนายก็เป็นคนเดียวในที่แห่งนี้ที่ฉันคุ้นเคยที่สุด"
"..."
"ถามอะไรนายหน่อยได้มั้ย"
"ว่ามาสิ"
ฉันลุกขึ้นมาจากหมอนก่อนจะเอาร่างของเจ้านูบวางลงบนตักตัวเองแบบที่ฉันเคยทำ
"ทำไมนายต้องมารับใช้ลิช คิงล่ะ"
"..." เจ้าด้วงนั่นเงียบไปจนน่ากลัว ฉันคงถามอะไรที่มันไม่ควรนึกถึงหรือเปล่า หรือว่าเขาไม่อยากจะตอบคำถามนั่น
"เอ่อ.. ขอโทษเรื่องคำถาม" ฉันรีบขอโทษมันทันทีแต่ทว่าเจ้าด้วงนั่นกลับส่ายหัวไปมาสองสามทีก่อนจะเริ่มเอ่ยปากขึ้น
"มันเป็นเพราะข้าเป็นชนเผ่าเนรูเบียน (Nerubian) ตัวสุดท้ายน่ะสิ"
"เผ่าของนาย? นายเป็นตัวสุดท้ายของเผ่า เหมือนกับฉันกับพวกรีไลย์น่ะเหรอที่เป็นพวกสุดท้ายของมนุษย์ในโลกแห่งนี้"
"ทำนองนั้น ข้าไม่มีทางเลือกเพราะท่านจอมมารทำลายเผ่าพันธุ์ของเราจนพวกเราสูญพันธุ์ไปจนหมด เหลือเพียงข้าตัวเดียวที่สามารถรอดชีวิตจากการทำลายร้างนั่นได้ แต่ถึงกระนั้นข้าก็ไม่มีหนทางไปอยู่ดี ข้าจึงหันหน้าเข้ามาท่านจอมมารและภักดีแต่ท่านนับตั้งแต่นั้นมา" เขาเล่าเรื่องของตัวเองเสร็จ ก็เกิดคำถามในหัวของฉันทันที
"แล้ว...ทำไมในตอนนั้นนายไม่ไปอยู่กับพวก Sentinel ล่ะ"
"..เพราะในตอนนั้นกองกำลัง Sentinel ยังอ่อนแอน่ะสิ ขืนหากข้าไปอยู่กับพวกนั้นล่ะก็ ในไม่ช้าทั้งข้าและพวกนั้นก็ต้องตายในวันใดวันหนึ่ง แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่ในตอนนี้พวกนั้นกลับแข็งแกร่งจนน่ากลัว..."
ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่เอามือของตัวเองวางลงบนตัวของมันก่อนจะไปแตะเขาของมันเล่นๆพลางจักจี้ที่หลังของมัน
"ทำอะไรของเจ้า!?"
"นายเหมือนหมาเลยนะ" ฉันว่าและเจ้าด้วงนั่นก็หันหน้ามามองฉันด้วยสายตาแค้นเคือง ฉันหัวเราะให้กับสายตานั่นอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้สิ มันไม่น่ากลัวเลย กลับกันมันเหมือนกับพวกเด็กๆที่โกรธเพราะไม่ได้ของที่ตัวเองต้องการ
"เจ้าคิดว่าข้าเป็นหมาหรือไง!?"
"ก็..ในตอนนี้น่ะใช่นะ" ฉันยิ้มให้กับเจ้าด้วงนั่นพลางพลิกร่างของมันพร้อมกับจักจี้ไปที่ท้องของมัน มันเริ่มดิ้นพล่านไปมาอย่างบ้าคลั่งก่อนจะเริ่มแหกปากโวยวายออกมา
"ยะ..หยุดนะ!? ฮ่ะๆๆ~!! จักจี้!!"
"ฮ่ะๆๆๆ นายช่วยฉันได้เยอะเลยนะ นูบ..."
เสียงหัวเราะของรอยยิ้มและเสียงโวยวายของเอนูบลัคดังลั่นออกมาจากห้องจนคนที่ยืนอยู่นอกห้องยิ้มออกมา เขามองไปที่บานประตูนั่นก่อนจะปลีกตัวเดินหายไปในเงามืด
"รีบทำในสิ่งที่เจ้าต้องการซะเถอะเอนูบลัคเพราะอีกไม่นานนางจะไม่ใช่ รอยยิ้ม ที่เจ้ารู้จักอีกต่อไป..."

ที่ค่าย Sentinel
"แบบนี้มันย่ำแย่ที่สุด!?" เสียงของลูน่า (Luna Moonfang the MoonRider) ดังขึ้นมาพร้อมกับน้ำตา พวกเพื่อนๆของเธอรีบเข้าไปปลอบเธอเป็นการใหญ่ ทราเซส (Traxex the DrowRanger) ดูจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์นี้เท่าไหร่ พวกของรีไลย์เล่าเรื่องรอยยิ้มโดนจับตัวไปให้กับพวกลูน่าฟัง
"ฉัน..ฉันอุตส่าห์ไปเตรียมของป่ามาฉลองการกลับมาของรอยยิ้มมาตั้งหลายวัน แต่สุดท้าย...สุดท้ายก็.. ฮึกๆๆ~"
"ใจเย็นๆหน่าลูน่า เชื่อฉันเถอะว่ารอยยิ้มต้องปลอดภัยดี" เพื่อนคนหนึ่งของเธอเอ่ยขึ้นมาเพื่อปลอบใจเธอ แต่ทว่าลูน่ากลับเถียงไปในทันที
"ปลอดภัยหรอ!? เธอตกไปอยู่ในกำมือของลิช คิงแล้วยังจะปลอดภัยอยู่อีกหรอ!? พวกทหารพวกนั้นก็ป่าเถื่อนและน่ากลัวจะตายไป!? ไม่มีใครปกป้องเธอเลย!"
"..."
ทุกคนในเต็นท์ของลูน่าเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อให้สถานการณ์มันดีขึ้น แถมคำท้าของจอมมารที่ปรากฏขึ้นเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมายังคงลอยเด่นอยู่ท้องฟ้าที่อึมครึม ทุกคนมองหน้ากันก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ทราเซสเดินมาหารีไลย์และเดเวี่ยน
"พวกเธอสองคนเป็นมนุษย์เหมือนกับรอยยิ้มหรอ"
"อืม..." รีไลย์พยักหน้าตอบ ทราเซสหันหน้าไปมองหน้าของเดเวี่ยนชั่วครู่ก่อนจะทำหน้าตกใจนิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ)
"นายเป็นลูกครึ่งมังกรหรอ!"
"เจ้ารู้ได้ยังไง!?" แน่ละเดเวี่ยนต้องสงสัยเป็นธรรมดา คนที่เพิ่งเคยพบกันกลับมารู้ตัวตนของเขาได้ขนาดนี้ ทราเซสมีอะไรพิเศษหรือเปล่าที่ทำให้เธอรู้ถึงพลังของเดเวี่ยน
"ก็...ทั้งสายตาและกลิ่นเลือดของนายมันบอกน่ะ อ้อ! ไม่ตกใจนะเพราะนายไม่ได้เลือดไหลหรอก ฉันสามารถดมกลิ่นเลือดได้แม้จะไม่เห็นเลือดน่ะ"
"สายตาของข้า.."
"อืม สายตาของนายมันไม่เหมือนคนปกติทั่วไป มันดู...ดุร้ายและก็.. อืมม~ ฉันพูดไม่ถูกแฮะ เอาเหอะ ตามฉันมา ฉันต้องรับผิดชอบหาที่พักให้กับพวกเธอสองคน" ว่าแล้วทราเซสก็เดินลากทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์ออกไปจากเต็นท์อย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งสองคนมองหน้าเธอด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจเลยว่าทราเซสมีพลังพิเศษอะไรที่ทำให้เธอสามารถหยั่งรู้ได้ถึงขนาดนี้ เพราะผิวเผินแล้วทุกคนดูไม่ออกเลยว่าเดเวี่ยนเป็นลูกครึ่งมังกร นี่ยังคงเป็นปริศนาต่อไปสำหรับเดเวี่ยนและรีไลย์

"แกยังอ่อนซ้อมไปนะ!!!"
"หึ.. แกก็มีแรงแค่นั้นสินะ..."
เสียงต่อปากต่อคำของบาราธัมและสเวนดังขึ้น พวกเขาทั้งสองคนต่างฉะอาวุธเข้าใส่กันอย่างไม่ยั้ง เสียงกระทบกันของขวานและง้าวดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าท่ามกลางความเงียบงันของค่ายหลังจากที่ตัวอักษรของจอมมารปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ทุกคนที่เดินผ่านต้องเหลียวหลังกลับมามองกันเป็นสาตาเดียวก่อนจะเอ่ยปากคุยกันขึ้นมา
"พวกเราก็ไม่ควรที่จะมากลัวกันแบบนี้นะ!"
"รีบฝึกแบบท่านสเวนกับบาราธัมกันบ้างดีกว่า!"
ว่าแล้วทหารในค่ายต่างก็รีบเข้ามาร่วมวงฝึกฝนกับพวกบาราธัมและสเวนจนที่ๆโล่งๆมาในตอนนี้แน่นขนัดไปด้วยทหารมากหน้าหลายตา สเวนและบาราธัมหยุดปะดาบกันชั่วครู่ก่อนจะมองไปที่เหล่าทหารที่กำลังฝึกฝนตามพวกตน
"แกว่า..พวกเราควรกลัวไอ้จอมมารนั่นมั้ย" บาราธัมถามสเวน
"ไม่ มันไม่ควรได้ชื่อว่าจอมมารด้วยซ้ำ.." สเวนตอบบาราธัม ทั้งคู่มองหน้ากันชั่วครู่ก่อนจะตรงปรี่ปะดาบกันต่อ ในหัวของสเวนในตอนนี้มีแต่เรื่องจะช่วยรอยยิ้มกลับมายังไง แล้วจะรับมือกับพวกทหารเลวของพวกลิช คิงนั่นได้ยังไง บาราธัมอ่านสายตาของสเวนออกก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาในขณะที่ทั้งคู่ต่อสู้กันอยู่
"เพิ่งจะมามีไฟเอาตอนนี้ไอ้กร๊วก"
"มีมาตั้งนานแล้ว..."
"เหมือนพวกเขาทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนกันจนได้นะครับ" ไรกอร์ (Raigor Stonehoof the Earthshaker) เอ่ยขึ้นในขณะมองไปที่พวกของสเวนทีกำลังฝึกฝนฝีใอกันอยู่ เคนย์ซึ่งอยู่ข้างๆเขาหัวเราะขึ้นมาเบาๆพร้อมกับส่ายหัวไปมาด้วยความเบื่อหน่าย
"ก็งี้แหละ กว่าจะมาเป็นเพื่อนกันได้ มันก็ต้องทะเลาะอะไรกันก่อนถึงจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่าย ข้าว่า..หลังเสร็จศึกและถ้าพวกเขาสองคนไม่ตายกันไปเสียก่อน พวกนั้นคงสนิทกันน่าดู.."
"ต้องขอบคุณรอยยิ้มล่ะมั้งครับที่ทำให้บาราธัมกลับมาอยู่กับพวกเราและต่อสู้กับพวกลิช คิง"
"นางทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปหลายอย่างแล้วเพียงแต่นางไม่เคยรู้ต่างหากล่ะ ไม่ว่านางไปที่ไหน ที่นั่นย่อมมรอยยิ้มเหมือนกับชื่อของนางยังไงล่ะ... หรือเจ้าคิดว่าไม่ใช่ล่ะ" เคนย์หันหน้าไปมองหน้าของไรกอร์และนั่นเองที่ทำให้ไรกอร์สะดุ้งขึ้นมานิดหน่อยก่อนจะยิ้มตอบเคนย์กลับไป
"เปล่าครับ สมแล้วที่ชื่อ รอยยิ้ม"
"เฮ้ย!? เล่นแรงไปหรือเปล่า!?" เสียงตะโกนโหวกเหวกของบาราธัมดังลั่นขึ้นมาและทำให้พวกเขาทั้งสองคนหันไปมองอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้คือบาราธัมล้มนั่งอยู่กับพื้นโดยมีสเวนยืนอยู่ตรงหน้า
"เปล่า เจ้าอ่อนแอเองต่างหาก" สเวนตอบบาราธัมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่กลับแฝงไปด้วยความสะใจนิดๆ
"ฮึ่ย! แก!" และแล้วศึกระหว่างวัวบ้ากับออร์คซึมจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทั้งไรกอร์และเคนย์ต่างส่ายหน้าไปมาด้วยความหน่ายใจ
"สงสัยชาติหน้ากระมังพวกนั้นถึงจะเป็นเพื่อนกันได้"

"รอยยิ้ม..."
"หืม?" ในขณะที่ฉันกำลังนั่งเล่นเกมในมือถืออยู่ จู่ๆเจ้าด้วงที่นั่งอยู่บนตักของฉันก็เรียกฉันขึ้นมาเบาๆ
"ข้าลืมบอกเจ้าไปเรื่องนึง"
"..." ฉันปิดเกมพร้อมเตรียมรับฟังเรื่องสำคัญของเจ้าด้วงที่กำลลังจะบอก
"อีก 12 วันนับจากนี้ไป จะเป็นศึกสุดท้ายของท่านจอมมารและเหล่า Sentinel"
ทันทีที่เจ้าด้วงนั่นพูดจบ จู่ๆตัวของฉันก็ชาไปทั้งร่างเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างเย็นๆผ่านร่างของฉันไป ฉันมองเจ้านูบด้วยสายตาคาดคั้นพร้อมกับจับมันอุ้มขึ้นมาเสมอหน้าของฉัน
"มะ..หมายความว่ายังไง!? ทะ..ทำไมมัน..."
"ท่านจอมมารประกาศสงครามทันทีเมื่อเจ้าออกจากห้องรับประทานอาหาร ทุกคนในที่นี้เหมือนจะตั้งตารอคอยบดขยี้พวก Sentinel มาเต็มที่และถ้าเจ้าสังเกตุล่ะก็ ตอนนี้แทบไม่มีใครมาป่วนเปี้ยนให้เจ้าเห็นเลยเพราะส่วนใหญ่หมกหมุ่นกับการเตรียมตัวในสงคราม"
"สงคราม...ครั้งสุดท้าย" ฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ เจ้านูบพยักหน้าเหมือนเป็นเชิงว่าสิ่งที่ฉันพูดออกมาถูกต้อง ฉันลุกขึ้นไปที่หน้าต่างก่อนจะมองไปที่ขอบฟ้าแสนไกล ไร้แสงดาวหรือแสงอาทิตย์ใดๆทั้งสิ้น ฉันไม่รู้เลยว่าตอนนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน แต่ทว่า..ที่ท้องฟ้านั่นเองปรากฏตัวอกษรสีขาวลอยอยู่กลางท้องฟ้าเด่นหรา ฉันอ่านข้อความนั่นด้วยความรู้สึกตื่นกลัว
"'นับจากนี้อีก 12 วัน สงครามครั้งสุดท้ายของพวกเราจะเริ่มขึ้น..'
'พลังแห่งพระเจ้าที่ข้ากำลังครอบครองจะทำลายล้างทุกสิ่งบนผืนโลกนี้'
'ข้าจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้นและข้าจะเป็นผู้ปกครองเหนือทุกสิ่ง'.... นี่มันเรื่องอะไรกัน!? แล้วพลังนั่น... ไม่นะ...." ฉันถึงกับทรุดลงกับพื้นทันทีเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก ทำไมฉันถึงโง่แบบนี้นะเพิ่งจะมารู้ จอมมารลิช คิงจับฉันมาเพื่อต้องการพลังที่ฉันครอบครองอยู่ เทพะกำลัง (God's Strenght) จะเกิดอะไรขึ้นถ้าจอมมารสามารถช่วงชิงพลังนั่นมาจากฉันได้ และจะเกิดอะไรขึ้นกับสเวน ฉัน..ฉัน...
ฉันต้องหนีไปจากที่นี่
ฉันรีบลุกขึ้นทันทีก่อนจะตรงไปที่ประตูทางออกของห้อง
"เจ้าจะไปไหนน่ะ" นูบถามขึ้นมา
"ฉันต้องหนีไปจากที่นี่ ฉัน..ถ้าฉันอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่ฉันก็สเวนต้องตายแน่นอน!"
"ไม่มีที่ๆเจ้าจะหนีไปไหนหรอกนะรอยยิ้ม เจ้ารู้เส้นทางหนีออกจากปราสาทแห่งนี้หรือ"
"ฉัน..ฉันจะหาทางของฉันเอง!!!"
"ท่านจอมมารจับตาดูเจ้าทุกฝีก้าวนะ!!!" จู่ๆนูบก็ตะโกนลั่นขึ้นมาแต่ทว่าฉันกลับไม่ใส่ใจกับเสียงตะโกนนั่นก่อนจะกระชากประตูออกมา แต่ทว่า... มีคนอยู่ตรงหน้าประตูเสียแล้ว
"ว่าไงสาวน้อย อยู่สบายดีมั้ยเอ่ย?"
ลิช..ลิช คิง!? เขามาอยู่ตรงนี้เมื่อไหร่!? ฉันก้าวถอยหลังออกมาอย่างช้าๆด้วยความหวาดกลัว จอมมารยิ้มมาให้ฉันด้วยความอ่อนโยนแต่ทว่ามันทำเอาฉันหนาวสั่นไปทั่งร่าง นูบเมื่อเห็นท่านจอมมารมาจึงรีบเข้าไปทำความเคารพเป็นการใหญ่
"ทะ..ท่านจอมมาร"
"เจ้าออกไปก่อนเอนูบลัค ข้ามีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับรอยยิ้ม" เขามองหน้าของนูบชั่วครู่ด้วยสายตาน่ากลัว นูบก้มหัวของตัวเองนิดนึงก่อนจะรีบออกไปจากห้องด้วยความรวดเร็ว "และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครได้ยินสิ่งที่เราจะพูดกัน" ลิช คิงพูดขึ้นมาก่อนจะยกมือไปทางประตูทางออกที่เปิดแง้มขึ้นมา ประตูห้องจู่ๆก็ปิดเข้ามาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง เสียงลงกลอนดังลั่นหลังจากเสียงฟาดประตู ฉันมองหน้าของจอมมารพร้อมกับก้าวถอยหลังจนหลังของฉันชนกับกำแพงด้านหลัง ลิช คิงมองหน้าของฉันก่อนจะหัวเราะร่วนออกมา
"ฮ่ะๆ เจ้าอย่ากลัวข้าไปเลยรอยยิ้ม ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก"
"สิ่งที่แกเขียนไว้ มันหมายความว่ายังไง!?" ฉันตะโกนถามปิศาจตรงหน้าไปด้วยเสียงสั่นเทา ลิช คิงอันตธานหายไปในอากาศชั่วครู่ก่อนจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของฉัน ก่อนจะใช้มือของตัวเองจับที่แก้มของฉันเอาไว้แน่น
"ก็หมายความว่าพลังที่เจ้าถือครองอยู่ ข้าจะนำมันมาทำลายล้างทุกสิ่งบนโลกน่ะสิ"
"ทำไมแกถึง..."
"เจ้าไม่เห็นหรือ~? โลกนี้มีแต่ผู้อ่อนแอ ไร้ค่าและต่ำต้อย ข้าก็แค่อยากกำจัดพวกนั้นให้หมดสิ้นไปและสิ่งมีชีวิตใหม่จะถือกำเนิดและข้าจะเป็นผู้ปกครองเหนือทุกสิ่งและเป็น ลิช คิง อย่างเต็มตัว" เขาพูดขึ้นพลางเสมองไปที่หน้าต่างก่อนจะหันหน้ามาจับจ้องมองฉันอีกครั้งหนึ่ง "รู้อะไรมั้ยรอยยิ้ม ข้าอิจฉาเจ้ามากเลยรู้มั้ย อิจฉาที่เจ้ามีสิทธิ์ถือครองพลังนั่นโดยเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา.. ไม่สิ เจ้าไม่ธรรมดานินา หึๆๆ"
"..."
"มนุษย์ที่ไม่ใช่คนของโลกแห่งนี้ ผู้ที่ไร้แสงสว่างและความมืดในตัวเอง สิ่งที่เทพเจ้าแห่งสรวงสวรรค์และขุมนรกรังสรรค์ขึ้นมาให้ถือครองพลังอันยิ่งใหญ่ ผิดกับข้าที่เป็นเพียงแค่ปิศาจตนนึงที่ทะเยอทะยานในอำนาจและศาสตร์มืด"
"แกมันบ้าไปแล้ว!"
"เปล่า ข้าไม่ได้บ้าเลย ข้าก็แค่..อิจฉาเจ้าเท่านั้นเอง รู้อะไรมั้ย เจ้าใช้พลังนั่นได้ไร้สาระที่สุด แทนที่จะเอามาสร้างโลกตามอุดมคติของเจ้า กลับเอาไปใช้ช่วยชีวิตเจ้าสเวนอ่อนแอนั่น เจ้าไม่เข้าใจความรู้สึกของเขาเลยหรือไง?" ลิช คิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำจนน่ากลัวพร้อมกับเอามือของตนลูบไล้ไปตามแขนและร่างของฉันจนฉันตัวสั่น ไม่มีแรงที่จะต่อต้าน ความรู้สึกของสเวน...
"มะ..หมายความว่ายังไง" ฉันถามกลับไปด้วยนำเสียงสั่นเทา ลิช คิงมองหน้าของฉันก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างมาดร้าย
"เจ้าทำให้สเวนคิดว่าตัวของเขาอ่อนแอและไร้ค่าน่ะสิ เจ้านั่นมันไม่อยากได้พลังอะไรนั่นเลยแต่เจ้าก็ดึงรั้นให้เขารับพลังนั่น แต่เจ้านั่นก็ทำให้ข้าผิดหวังซ้ำเป็นสองต่ออีก เพราะพลังเทพะกำลังจะแสดงผลเต็มที่หากคู่สัญญารับพลังนั่นด้วยความเต็มใจ เรื่องนี้เจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แกใจใช่มั้ยรอยยิ้ม.."
"..."
"หึๆๆ เจ้าเหลือเวลาอีก 4 วัน เตรียมใจเอาไว้ล่ะ" ลิช คิงผละตัวฉันออกก่อนเตือนด้วยน้ำเสียงน่ากลัว และอันตธานหายไปในอากาศทิ้งให้ฉันยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่อย่างนั้น "หากต่อต้านหรือคิดหนี ข้าก็ไม่รับประกันความปลอดภัยของคนที่เจ้ารักนะ.. หึๆๆๆๆ"
ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรงก่อนจะเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง อีก 4 วันนับจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันนะ ชีวิตของฉันกำลังจะจบลงแล้วหรอ ทำไมมันสั้นจังเลยนะชีวิตของฉัน ฉันยังไม่ทันมีแฟนอะไรเป็นตัวเป็นตนเลย ฉันไม่ได้สอบปลายภาคกับเพื่อนๆที่โรงเรียนและไปเที่ยวสนุกกับยัยเต่า ทำไมฉันเห็นร่างเงาของทุกคนไกลออกไปเรื่อยๆนะ เหมือนทุกคนกำลังจางหายกันไปทีละคนๆจนไม่เหลือใครเลย เหลือเพียงแต่ฉันคนเดียวที่ยืนปลาดเปลี่ยวในเงามืด ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า สเวน...
ปัง~!
"อุ๊ป~!" อะไรบางอย่างร่วหล่นมาจากช่องระบายลมพร้อมกับฝาปิด
"เจ้าไม่เป็นอะไรนะรอยยิ้ม"
"นูบ..."
"ท่านจอมมารพูดอะไรกับเจ้าบ้าง" นูบเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับมองหน้าของฉันด้วยความสงสัย เห็นสายตาน่ารักของนายแล้วมันทำให้ฉันรู้สึกใจชื่นขึ้นมายังไงไม่รู้
"นูบ... ฮึกๆๆๆ"
"เจ้าร้องไห้ทะ... เฮ้ยๆๆ~!?" ยังไม่ทันที่นูบจะพูดจบประโยค ร่างของมันก็ถูกฉันกอดเอาไว้แน่นเสียแล้ว อย่างน้อยในตอนนี้วินาทีนี้ฉันยังมีแมลงน้อยตัวนี้อยู่ข้างๆ
"อย่า..อย่าทิ้งฉันเอาไว้คนเดียวนะ ฉัน..ฉันยังไม่อยากตาย" ฉันพล้ำเพ้อออกมาไม่เป็นคำพูดเลยในตอนนี้ ตัวของฉันในตอนนี้มันขาดสติไปเรียบร้อยแล้ว ฉันกอดเจ้านูบราวกับว่ามันเป็นตุ๊กตา กอดเอาแน่นราวกัว่าไม่อยากให้มันทิ้งฉันไปไหน
"..."
"วินาทีนี้ฉันไม่เหลือใครอยู่ข้างๆฉันเลย นายอย่าทิ้งฉันไปไหนนะ นอนอยู่กับฉันนะ"
"รอยยิ้ม..."
"ฮึกๆๆๆๆ ฮือๆๆๆ"

lanayao_O
23-10-2010, 05:54 PM
No Comment

[S]corpion
24-10-2010, 11:42 PM
รออ่านต่อ :D

[M]agician
25-10-2010, 10:11 AM
ใกล้จบแล้วสิน่ะ *0*

KillerSpree
25-10-2010, 11:10 PM
110

อีก 8 วันก่อนสงครามจะเริ่มต้นขึ้น

วันเวลา 4 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันนั่งอยู่บนเตียงของตัวเองอย่างใจลอยพร้อมกับมองไปยังท้องฟ้าด้านนอกที่ว่างเปล่าเหมือนกับหัวและใจของฉันในตอนนี้ ทำไมฉันถึงรู้สึก...ว่างเปล่าแบบนี้นะ มันไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต แต่อย่างว่าล่ะเวลาที่ใครจะถึงเวลาตายก็คงต้องเป็นแบบนี้กันหมด จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไปฉันไม่สามารถคิดได้เลย สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยในตอนนี้คือสร้อยคอพรแห่งเทพทีคล้องคอของฉันอยู่ มันเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของสเวนเหมือนกับว่าเขาอยู่ข้างๆฉัน แต่มันก็ช่วยได้แค่นิดเดียวจริงๆเพราะเวลาที่ฉันชอบคิดง่าเดี๋ยวสเวนก็ต้องมาช่วยฉันแล้วพร้อมกับพวกของเดเวี่ยนกับรีไลย์ แต่ทว่าไร้วี่แววของพวกเขาทั้งหมด ป่านนี้พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่นะ พวกเขาจะลืมฉันไปแล้วหรือยัง ไม่หรอก... พวกเขาคงต้องหาทางมาช่วยฉันอยู่แน่ๆ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วันก็จะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่นูบพูดเอาไว้
"รอยยิ้ม" เสียงเรียบๆของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางประตูทางเข้า ฉันหันไปมองและก็พบว่านูบในร่างด้วงตัวใหญ่กำลังมองมาที่ฉันด้วยสายตาเรียบเฉย มันไม่เหมือนสายตาที่มันเคยมองมาที่ฉัน สงสัยจอมมารคงจะมาเรียกฉันไปแล้วสินะ ฉันนั่งคดตัวพร้อมกับเอาหน้าซุกเข่าตัวเองอย่างหมดหวัง ไม่มีหนทางที่ฉันจะหนีไปจากที่นี่เลยหรือไงกัน!? ฉัน...ฉันยังไม่อยากตาย ฉันยังอยากมีชีวิตกับคนอื่นๆ ยิ้มไปพร้อมๆกับพวกเขาหลังสงครามสิ้นสุด ฉันไม่อยากให้ชีวิตของฉันต้องมาลงเอยแบบนี้เลย
"ไม่! ฉันไม่ไป! ต่อให้นายจะมาขอร้องฉันยังไงฉันก็ไม่ไป!" ฉันตะโกนใส่นูบกลับไปทั้งๆที่หน้ายังซุกอยู่ที่หัวเข่า ฉันได้ยินเสียงของนูบถอนหายใจออกมก่อนจะมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมา
"ข้า...ข้าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เพราะ.. เพราะมันเป็นคำสั่งของท่านจอมมาร หวังว่าเจ้าคงเข้าใจ" มันพยายามแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ทว่ายิ่งทำให้ฉันรู้สึกหดหู่ลงไปอีก
"..ตลอดเวลาที่ผ่านมานายแค่เป็นหุ่นกระบอกของเจ้าลิช คิงนั่นมาโดยตลอดเลยใช่มั้ย"
"..."
"นายทำตามคำสั่งของจอมมารนั่นมาตลอด ไม่เคยคิดอะไรด้วยตัวเองเลยใช่มั้ย" ฉันพูดประชดประชันใส่นูบด้วยน้ำเสียงหดหู่ มันหลบสายตาไปทันที สงสัยฉันคงพูดแทงใจดำมันไปสินะ
"เจ้าจะมาหรือไม่มา!?" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์อันน่าอึดอัดพร้อมกับเสียงดังปัง เมื่อฉันมองไปที่เจ้าของเสียงนั่น... มอเทรดในร่างสัดำทมิฬเหมือนวิญญาณนั่นเอง เธอก้าวเท้าหามาฉันอย่างรวดเร็วก่อนจะกระชากร่างของฉันจนร่างของฉันหล่นลงจากเตียงและถูกลากไปตามแรงของเธอ ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพางดิ้นำล่านไปมา
"กรี๊ด~~!! ปล่อย! ปล่อยฉัน!!!"
"หนวกหู!!" ชั่ววินาทีนั้น อะไรบางอย่างก็มาหยุดอยู่ตรงปลายคางของฉัน ใบมีดสีดำเหมือนกับร่างของมอเทรดกำลังจ่ออยู่ที่ลำคอของฉัน ฉันกลืนน้ำลายลงไปอย่างยากลำบากพร้อมกับเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง ฉันพยายามส่งสายตางวอนชีวิตของเธอและนั่นเองที่ทำให้เธอหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ
"หึๆ ต้องอย่างนี้สิ ว่านอนสอนง่ายแบบนี้!!" เธอพูดด้วยน้ำเสียงมีชัยพร้อมกับลากร่างของฉันต่อไป แต่ทว่านูบไปขวางทางที่ประตูเสียก่อน
"หยุดก่อน!" นูบตะโกนขึ้นมา มอเทรดท้าวสะเอวด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่
"อะไรของเจ้า ไอ้ด้วงไร้ค่า!"
"ข้าจะพานางไปเอง ท่านจอมมารเป็นคนสั่งให้ข้าพานางไปหาท่าน"
"...หึ! แต่เจ้าก็ทำงานล่าช้าจนข้าต้องมาตาม! เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องอะไรเลยรู้มั้ย!"
"เรื่องของข้า! ทีนี้ก็ปล่อยนางไปได้แล้ว! นางอยู่ในความรับผิดชอบของข้า!" นูบยื่นคำขาดออกมาจนทุกอย่างข้าสู่ภาวะความเงียบไปในทันที มอเทรดมองหน้าของนูบและฉันสลับกันก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างไม่พอใจก่อนจะสะบัดแขนของฉันทิ้งอย่างไม่ใยดีและเดินชนร่างของนูบไป
"หึ! รักกันให้พอก่อนที่โลกนี้จะถึงกาลอวสานล่ะ!" มอเทรดพูดประชดแดกดันก่อนจะหายไปในเงามืดตามทางเดิน ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจแต่ทว่านูบกลับช้อนตัวฉันขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว
"ไปกันได้แล้ว"
"..."
"ข้ารู้.. ข้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ข้าพาเจ้าไปส่งดีกว่าให้มอเทรดหรือท่านจอมมารมาพาเจ้าไปเองนะ บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ท่านจอมมารอาจจะเรียกเจ้าไปพูดคุยอะไรเฉยๆก้ได้" ไม่ว่านูบจะพูดจาปลอบโยนฉันยังไงมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาเลย ไม่..มันจะไม่เป็นไปตามที่นูบพุดแน่นอนเพราะลิช คิงเมื่อคราวที่มาหาฉันถึงห้อง มันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว ฉันเกรงว่ามันจะไม่ใช่มีแค่การพูดคุยแต่มันอาจจะมีการใช้ชีวิตของฉันหรือสเวนก็เป็นไปได้ ถ้าเลือกได้ขอให้ฉันเป็นฝ่ายตายไปเสียดีกว่า อย่างน้อยสเวนจะได้สู้รบปกป้องดินแดนนี้ต่อไป ความหวังเล็กๆของฉันในตอนนี้คือขอให้พวก Sentinel เป็นฝ่ายชนะสงครามแม้ว่าตัวของฉันอาจจะไม่ได้เห็นชัยชนะนั่นก็ตาม
"..." ฉันมองหน้านูบไปชั่วอึกใจก่อนจะมองไปยังทางอื่นแทน
"ไปกันได้แล้ว"

"หึๆ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน" ใครบางคนหัวเราะขึ้นมาด้วยน้ำเสียงน่ากลัว ร่างของเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าต้นไม้โลก บริเวณโดยรอบมียันต์อัครจำนวนนับไม่ถ้วนราบล้อมต้นไม้โลกเอาไว้ และในสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตัวของบุรุษปริศนาผู้นั้น เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต้นไม้โลกก่อนจะสัมผัสมันแผ่วเบาและลูบไล้อย่างถนอมมือ
"อีกไม่นานแกก็จะไปเกิดใหม่แล้วเจ้าต้นไม้โลก และท่านจอมมารจะเป็นฝ่ายปราชัยในสงครามครั้งสุดท้ายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น" เขาเอ่ยขึ้นมาก่อนจะผลักร่างของตัวเองออกมาจากต้นไม้โลกและเดินไปยังตรงกลางของลานโล่งที่เต็มไปด้วยยันต์และอัคระ
"%^!$(&&^%" เขาเริ่มท่องเวทมนตร์คาถาซึ่งไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร ฉับพลันในทันทีพื้นที่ที่มีเส้นอัคระก็เริ่มเปล่งแสงออกมา แสงสว่างนั่นเริ่มสว่างๆขึ้นเรื่อยๆ บริเวณโดยรอบเริ่มร้อนเป็นไฟและใบไม้ของต้นไม้โลกเริ่มร่วงหล่นไปทีละใบสองใบจนตอนนี้ใบไม้ของต้นไม้โลกเริ่มร่อยหลอลงไปเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องของธรรมชาติเริ่มดังขึ้นมาเป็นระยะๆ สัตว์ป่าทั้งหลายต่างพากันแตกตื่นและทยอยตายกันไปทีละตัว ว่ากันว่าหากปราศจากต้นไม้โลก ชาว Sentinel จะสูญเสียความเป็นอมตะไปและจะล้มตายไปด้วยอายุขัยที่มากล้นของตัวเอง
ฉึก!
"อั่ก! นั่น..ใคร!?" ในขณะที่เขากำลังร่ายคาถาอยู่นั่นเอง จู่ๆลูกธนูของใครบางคนก็มาปักที่แขนข้างหนึ่งของเขา แสงสว่างเริ่มหายไปจนทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ใบไม้ของต้นไม้โลกที่เคยเหี่ยวเฉาก็กลับเขียวขจีเหมือนเดิมและกลับคืนสู่ต้นของมัน ชายปริศนาคนนั้นมองไปที่ใบไม้นั่นอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนจะสบถออกมาด้วยความโมโหโกรธา
"อย่างน้อยก็ทันเวลาสินะ" ใครบางคนเดินออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับตั้งท่าเตรียมยิงธนูอีกดอกหนึ่ง ชายคนนั้นเมื่อเห็นร่างของเจ้าของลูกธนูก็แสยะยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียด
"แกนี่เอง! เป็นกว้างขวางคอข้าอยู่เรื่อย! ทราเซส!!"
"อื้ม ก็ข้าเป็นแบบนี้แหละ" ทราเซสตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมกับยิงลูกดอกไปอีกดอกหนึ่งมันเฉียดหัวของชายปริศนาคนนั้นเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดแต่ทว่าลูกดอกนั่นกลับทำให้ฮูดของผ้าคลุมที่ปิดบังใบหน้าของชายคนนั้นเปิดออกมา ใบหน้าของทราเซสที่เธอเห็นอยู่ในตอนนี้คือ...
"นึกไม่ถึงเลยนะว่าจะเป็นท่าน เชน.." เธอลดอาวุธของตัวเองลงเพื่อดูเชิง ใช่แล้ว! ชายปริศนาที่ว่านั่นก็คือเชนที่เป็นถึงที่ปรึกษาของค่าย Sentinel และเป็นนักปราชญ์ประจำค่าย
"หึ! แล้วแกจะทำไม! ทุกๆอย่างกำลังจะเป็นไปตามแผนของท่านจอมมาร! อีกไม่นานท่านก็จะได้พลังเทพะกำลังและพวกเจ้าทุกคนก็ต้องพบกับจุดจบในไม่ช้า" เชนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงน่ากลัวพร้อมกับมองไปที่ทราเซสด้วยสายตาที่ลุกวาวน่ากลัวแต่เธอไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด
"และเพื่อป้องกันไม่ให้แผนของจอมมารล้มเหลว แกเลยคิดจะมาทำลายต้นไม้โลกด้วยสินะ เพื่อที่พวกเราจะไร้พลังในการเป็นอมตะ.."
"ถูกต้อง! คราวนี้ถึงเวลาตายของแกแล้ว!" เชนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์ใส่ทราเซส เธอกลิ้งตัวหลบเวทพวกนั้นได้อย่างทันถ่วงทีก่อจะระดมยิงลูกธนูใส่ไปที่เชนอย่างไม่ยั้งมือ เชนสามารถหลบลูกธนูนั้นได้เช่นกันอย่างคล่องแคล่ว และเริ่มตอบโต้กลับไปในทันที ทั้งคู่ต่อสู้กันจนบริเวณลานต้นไม้โลกราบเป็นน่ากรอง
"ไม่เลวนี่นา" ทราเซสเอ่ยชมเชยเชนในขณะที่เธอกำลังซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ต้นหนึ่ง เชนเดินไปรอบๆเพื่อหาตัวของเธอพร้อมกับหัวเราะเสียงแหลมออกมาพร้อมกัน
"ฮ่ะ! แกก็เก่งแต่ซ่อนนี่หว่า!"
"เปล่าซักหน่อย" ทราเซสพูดขึ้นมาด้วยเสียงเบาๆก่อนจะเริ่มทำปากขมุบขมิบ ฉับพลันในทันทีบริเวณที่เชนยืนอยู่ก็เกิดแสงสว่างสีขาวขึ้นมา เชนตกใจไปชั่ววินาทีก่อนจะที่แสงสว่างนั่นจะหายไปอย่างรวดเร็ว "เสร็จฉันแล้วล่ะ ไอ้ปิศาจ!" เธอเดินออกมาจากหลังต้นไม้ก่อนจะเล็งลูกดอกไปยังเชน เชนพยายามจะร่ายเวทสวนกลับไปแต่ทว่ากลับไร้ผล
"คาถาใบ้กิน (Silence) พวกจอมเวทหน้าไหนเจอเวทมนตร์นี้เข้าไปก็กลายเป็นหมาตัวนึงดีๆนี่เอง" ทราเซสพูดจบลูกธนูของเธอก็ปักลงที่กลางหน้าอกของเชนในทันที ร่างของเชนค่อยๆทรุดลงอย่างช้าๆแต่ทว่าบนใบหน้าของเขากลับมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเหมือนคนได้รับชัยชนะ
"หึ! แกฆ่าพวกเดียวกันเองอย่างเลือดเย็นเลยรึ ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก" เชนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ ทุกๆอย่างที่เขาคิดไว้ในตอนนี้มันดำเนินไปตามที่เขาคำนวณเอาไว้ ร่างของเชนล้มลงไปกองกับพื้นเรียบร้อยแล้วแต่ทว่ากลับมีไอสีดำลอยฟุ้งออกมาจากร่างของเชน "นี่มัน นี่มันอะไร!??"
"อืม ลูกดอกเผยจำแลงมันดีแบบนี้เอง คิดไม่ผิดเลยที่เก็บตังซื้อมา แต่มันมีแค่ลูกเดียว.. เฮ้อ!" ทราเซสเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายพร้อมกับหยิบลูกธนูของเธอขึ้นมาอีกดอกและตั้งคันเตรียมยิง
"นี่มันหมายความว่ายังไง!?" ไอสีดำที่ลอยออกมาจากร่างของเชนส่งเสียงร้องถามขึ้นมาด้วยความสงสัยและตกใจเป็นอย่างมาก
"ลูกดอกเผยจำแลงจะเผยโฉมของวิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายที่สิงสู่อยู่ในร่างกายของคนทั่วไปและจะไม่ทำอันตรายต่อคนที่ถูกสิงอยู่ยังไงล่ะ อโทรพอส (Atropos the Bane Elemental)" ทราเซสอธิบายให้กับวิญญาณสีดำซึ่งตอนนี้เริ่มเกาะตัวกันเป็นรูปร่างแล้ว
"หึ! เก่งมาก! สมแล้วที่แกมีตามาร!" อโทรพอสเอ่ยชมเชยทราเซสพร้อมกับทำท่าปรบมือให้กับเธอเป็นการชื่นชมแต่ทว่าทราเซสยิงลูกดอกมาอีกลูกหนึ่งแล้ว แต่ทว่าลูกดอกนั่นกลับไม่สามารถทำอะไรร่างกายของอโทรพอสได้เลย มันผ่านร่างของเขาไปและไปปักลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง "แต่ทว่าการโจมตีกายภาพธรรมดาน่ะ มันทำอะไรข้าไม่ได้หรอก! เพราะข้าเป็นวิญญาณ!"
"งั้นก็คงต้องใช้เวทมนตร์สินะ!" เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาระหว่างการสนทนาของอโทรพอสและทราเซส ร่างของเจ้าของเสียงล่วงลงมาจากฟ้าและทิ้งดิ่งลงมาที่อโทรพอสอย่างรวดเร็ว
"นี่มัน..!!!"
"เวทมนตร์ศักดิ์ศิทธิ์! ทลายวิญญาณ!!" ไม้เท้าของรีไลย์ปักลงที่หน้าอกของอโทรพอสพอดิบพอดีและในชั่ววินาทีน้นเกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงกรีดร้องของอโทรพอส
'ข้าแด่สวรรค์ชั้วดาวดึงส์ จงนำพาวิญญาณผู้ต่ำต้อยนี้กลับคืนสู่อ้อมกอดของพระเจ้าด้วย!' รีไลย์ร่ายคาถาเสร็จเสียงกรีดร้องของอโทรพอสก็หายไปพร้อมๆกับแสงสว่างที่เคยสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ สถานการณ์ในตอนนี้กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว ทราเซสเดินตรงไปหาร่างของเชนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น รีไลย์นั่งหอบอยู่ใกล้ๆกัน เธอมองหน้าของทราเซสไปชั่วครู่ ทราเซสยิ้มให้กับเธอนิดหน่อยจะชูนิ้วโป้งให้กับเธออย่างไร้อารมณ์
"เยี่ยมมาก..."
"ฉันพยายามแทบตายแต่กลับชมแค่เนี้ย!?" รีไลย์ร้องตะโกนขึ้นมาอย่างโมโหพร้อมกับการปรากฏตัวของมังกรสีเงินขนาดใหญ่ที่บินลงจอดใกล้ๆกับเธอ
"ไม่เป็นไรนะรีไลย์!?" เดเวี่ยนคืนร่างเป็นมนุษย์พร้อมกับวิ่งเข้าไปหารีไลย์ด้วยความเป็นห่วง เธอส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงตอบคำถาม ทราเซสประคองร่างของเชนขึ้นมาก่อนจะเดินกลับไปที่บริเวณค่าย
"นี่ทราเซส!" รีไลย์เรียกรั้งทราเซสเอาไว้เสียก่อน และนั่นเองที่ทำให้ทราเซสหยุดเดินพร้อมกับหันหน้ามามองเธอ
"มีอะไร..."
"ทำไมเธอไม่บอกคนอื่นในค่ายล่ะ ทำไมถึงบอกแค่เราสองคน"
"...อืม ไม่รู้สิ ฉันลืมบอกล่ะมั้ง" ทราเซสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยและนั่นเองที่ทำให้ทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์มองหน้าเธออย่างหมดอารมณ์ เหตุผลที่เธอไม่บอกคนอื่นในค่ายเพราะเธอลืมบอก! มันไม่ใช่เหตุผลเลย!!
"ถ้าคนในค่ายมารู้เรื่องนี้ พวกนั้นก็คงไม่กล้าลงมือกับท่านเชนหรอก" ท้ายที่สุดทราเซสตอบคำถามของรีไลย์ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นมานิดหน่อย "ฉันรู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้วแหละว่าท่านเชนถูกวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่ ขืนฉันบอกไปก็ไม่มีใครเชื่อเพราะวิญญาณนั่นไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเวทมนตร์ทั้วไปนอกจากตามารที่ฉันมีอยู่เท่านั้นถึงจะสามารถรับรู้ถึงวิญญาณนั่นได้และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันสามารถรู้ว่านาย...เดเวี่ยนเป็นลูกครึ่งมังกร เหตุผลที่ฉันอ้างไปเมื่อตอนนั้นน่ะ มันแค่เรื่องโกหก หวังว่าคงไม่โกรธกันนะ.."
"อืม.. ว่าแต่.. เจ้าได้ตามารอะไรนั่นมาได้ยังไง" เดเวี่ยนถามทราเซสกลับไปบ้าง เธอมองหน้าของเดเวี่ยนไปชั่วครู่ก่อนจะถูกสายตาอยากรู้อยากเห็นของรีไลย์จับจ้องมองมาด้วย เธอถอนหายใจออกมาชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากตอบ
"พอดีว่า มีปิศาจตัวหนึ่งทำลูกตาของมันหล่นเอาไว้แล้วฉันสะดุดก้อนหินทำให้ฉันไปทับกับลูกตานั่นพอดี นับตั้งแต่นั้นมาดวงตาของฉันจึงกลายเป็นตามาร..."
"..."
"ฉันไปดีกว่า บรรยากาศท่าทางจะไม่ดีแฮะ" ทราเซสเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตกใจนดหน่อยก่อนจะแบกร่างของเชนกลับไปที่ค่ายอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เดเวี่ยนและรีไลย์มองหน้ากันอย่างอึ้งๆกับคำตอบที่พวกเขาได้รับมา

กลับมาที่รอยยิ้ม
"ในที่สุดเจ้าก็มา.." ลิช คิงยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างบานใหญ่ นูบวางร่างของฉันลงเบาๆก่อนที่เขาจะถูกจอมมารไล่ออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
"..." ฉันนิ่งเงียบไม่พูดจาใดๆทั้งสิ้น รอดูเชิงของเจ้าลิช คิงอะไรนั่นเพื่ออย่างน้อยฉันจะได้ตอบโต้อะไรได้บ้าง
"อยู่ที่นี่เจ้ามีความสุขหรือเปล่า?" ฉับพลันในทันทีมือของจอมมารก็แตะอยู่ที่ไล่ของฉันจากทางด้านหลัง ฉันรีบหันหลังกลับไปมองอย่างรวดเร็ว บ้าหน่า! เมื่อกี้เจ้าลิช คิงอะไรนั่นยังอยู่ที่ริมหน้าต่างนั้นอยู่เลย! ทำไมจู่ๆถึง...!
"ไม่ต้องตกใจไปสาวน้อย รับรองว่ามันจะจบภายในไม่ช้า" มือทั้งสองข้างของเขาประคบที่แก้มของฉันทั้งสองข้างเอาไว้แน่น ฉันพยายามปัดมือนั่นทิ้งแต่ทว่าเรี่ยวแรงของฉันมันกลับไม่สามารถสู้แรงของปิศาจนี่ได้เลย มันยิ้มมาให้ฉันอย่างอ่อนโยนแต่ฉันกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ ปากอยากร้องตะโกนขอความช่วยเหลือแต่ก็นึกขึ้นได้มาในตอนนี้จะมีใครมาช่วยฉัน ไม่มีใครอยู่เคียงข้างฉันในเลยในวินาทีนี้
'ข้าแต่ตัวแทนแห่งแสงสว่างและความมืด ขอชำระบาปแห่งสัญญาแก่สหายตรงหน้าของข้าด้วย...' ลิช คิงเอ่ยคาถาขึ้นมาเบาๆและฉับพลันในทันที รอบตัวของฉันและมันก็อบอวนไปด้วยออร่าสีดำสนิท มีอัคระแปลกๆขึ้นอยู่ที่ใต้พื้นของฉันและเหมือนว่าร่างของฉันกำลังถูกอะไรบางอย่างดูดกลืนไปอย่างรวดเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ทัน เรี่ยวแรงที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้มันไม่เหลือแม้แต่จะขัดขืนแล้ว สายตาของฉันในตอนนี้จับจ้องมองไปที่ใบหน้าของจอมมารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งของเขาไปจับสร้อยพรแห่งเทพที่แขวนอยู่ที่คอของฉันก่อนจะยิ้มมาให้กับฉัน
"เจ้าทรมาณใช่มั้ยรอยยิ้ม"
"..ฉะ..."
"ข้าจะปลดปล่อยเจ้าเอง.. หึๆๆๆ"
ชั่ววินาทีนั้นใบหน้าของลิช คิงก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆก่อนที่ฉันจะรีบหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว และบริเวณที่ปากของฉันก็รู้สึกแปลกจนฉันต้องลืมตาขึ้นมามอง ฉันและลิช คิงกำลังจูบกัน!! แต่..แต่...
"อึ๋ก.." ในร่างกายของฉันในตอนนี้มันเริ่มรู้สึกกลวงโบ๋เหมือนกับช่องวาง ภาพต่างๆทั้งหลายทั้งมวลเริ่มปรากฏในสายตาของฉันและมันจางหายไปทีละภาพสองภาพอย่างรวดเร็ว น้ำตาของฉันไหลพรากออกมา ทำไม..ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง..กำลังจะตาย อากาศอยู่ไหน ทำไมฉันไม่สามารถสูดอากาศได้ ฉันกำลังจะขาดอากาศหายใจแล้ว.. ฉัน.ฉัน
"พลังเป็นข้า!!!!!"
เสียงปราชัยของลิช คิงดังลั่นขึ้นพร้อมกับร่างของรอยยิ้มที่ทรุดลงไปนอนกองอย่างแน่นิ่ง จอมมารสะบัดมือของตัวเองหนึ่งทีและปีกสีฟ้าขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นที่หลังของเขาข้างหนึ่ง เขาสะบัดมีกครั้งหนึ่งปีกรูปร่างเดียวกันก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งด้านหนึ่ง เขาร่ายเวทมนตร์ง่ายๆสองสามบทและเล็งไปทางกำแพงห้อง ฉับพลันในทันทีกำแพงนั่นสูญสลายกลายเป็นไอในทันที
"หึๆ นี่นะหรือพลังของเทพและซาตาน ข้าผู้นี้ก็สามารถครอบครองพลังนี้ได้ในที่สุด!!" เขาชูมือขึ้นกลางอากาศอย่างมีชัยพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงน่ากลัว ในขณะนั้นเองทหารนายหนึ่งก็เปิดประตูขึ้นมาและทำความเคารพจอมมารอย่างเกรงกลัว
"ท่ะ..ท่านจอมมารขอรับ!"
"ว่าเช่นใด..."
"อโทรพอส.. ทำงานล้มเหลวครับ"
"งั้นหรือ ช่างมันประไร! ข้าจะเป็นผู้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เอง รวมทั้งเจ้าต้นไม้โลกนั่นด้วย!" จอมมารเดินตรงไปที่หน้าต่างพร้อมกับมองไปที่ด้านนอก เหล่าทหารหาญของเขาต่างส่งเสียงเฮโลกันยกใหญ่เมื่อทราบว่าจอมมารนั้นได้รับพลังที่เขาปรารถนามาได้แล้ว และนับจากนี้ไปจะเป็นการเริ่มจุดจบของเรื่องราวทั้งหมด
"รอยยิ้ม! รอยยิ้ม!" เอนูบลัคเดินตรงมาหารอยยิ้มที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพลางสะกิดร่างของเธอที่ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมา จอมมารเดินกลับมาหาร่างของรอยยิ้มก่อนจะแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียด
"เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางมอบพลังนั้นให้กับข้า ข้าจะมอบชีวิตใหม่ให้กับนางเอง"
จอมมารเริ่มร่ายเวทมนต์ใส่ร่างของรอยยิ้ม ร่างของเธอค่อยๆลอยขึ้นมากลางอากาศและมีแสงสว่างสีเขียวห่อหุ้มร่างของเธอเอาไว้
"นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป นางจะเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเรา..."

lanayao_O
26-10-2010, 07:55 AM
รอยยิ้มจะถูกชุบเป็น Death Prophet สินะ

55555+

หรือเป็น AA ดีหว่า

[S]corpion
26-10-2010, 06:50 PM
รอ Fic Contest 2 มาก่อน หึหึ จะต้องเอานิยายดอทเอเรื่องใหม่แย่งเรตติ้งให้ได้ !!

(ปล. ความจิงคือแอบอู้ของตัวเอง หึหึ..)

[M]agician
26-10-2010, 08:14 PM
agician ]
ใกล้จบแล้วสิน่ะ *0*

keenkiller
26-10-2010, 10:57 PM
ทำไมไม่เขียนให้รอยยิ้มกับlichจูบกันล่ะ
555+

KillerSpree
27-10-2010, 07:16 AM
ทำไมไม่เขียนให้รอยยิ้มกับlichจูบกันล่ะ
555+


ก็จูบกันนะ
-3-

Rena_chan
27-10-2010, 08:52 PM
พี่ต้องไล่อ่านย้อนไปกี่ตอน -.-

KillerSpree
27-10-2010, 09:10 PM
พี่ต้องไล่อ่านย้อนไปกี่ตอน -.-


ตั้งแต่รอยยิ้มเจอ หมาแพนดี้ 2 ตัวอะ
= =

Rena_chan
27-10-2010, 09:28 PM
ตั้งแต่รอยยิ้มเจอ หมาแพนดี้ 2 ตัวอะ
= =


เชี้ยสโด้ว 5555+

KillerSpree
27-10-2010, 10:46 PM
111

"เฮ้ยๆ! สเวนเป็นอะไรไป!?"
"ขะ..ข้า... นี่มัน..."
ทุกคนในบริเวณมุงล้อมรอบสเวนเอาไว้พลางถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพราะตัวของเขาในตอนนี้กำลังสั่นเทิ้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในหัวของเขาในตอนนี้มีภาพของรอยยิ้มลอยเต็มไปหมดแต่มันกลับเจ็บปวดสิ้นดี เขาเห็นภาพของเธอกำลังถูกลิช คิงทำอะไรสักอย่างแล้วภาพมันก็เริ่มจางหายไปทีละภาพสองภาพ เขาเริ่มทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง บาราธัมเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพยุงร่างของสเวนไปที่เต็นท์พยาบาลเป็นการด่วนโดยมีไรกอร์และพวกของลูน่าและเดเวี่ยนตามไปติดๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสเวนเพราะมันไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน
บาราธัมวางร่างของสเวนลงบนเตียงอย่างรวดเร็วก่อนรีบตามหมอมาเป็นการด่วน รีไลย์รีบหาผ้าชุบน้ำมาประคบหัวของสเวน เดเวี่ยนและพวดลูน่าไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจนหมด ตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่บาราธัม ไรกอร์ รีไลย์ เดเวี่ยนและพวกของลูน่าอีกสองสามคน บาราธัมสงสัยโวยวายออกมาเป็นการใหญ่เพราะตอนนี้เขาเรียกหาหมอไม่ได้เลย!
"เฮ้ย! พวกหมอมันหายไปไหนหมดว่ะ!?"
"ใจเย็นๆก่อนหน่า!" ไรกอร์รีบเข้าพูดให้บาราธัมใจเย็นลง ไม่ช้าหมอสองสามคนก็รีบเข้ามาดูอาการของสเวนเป็นการใหญ่ รีไลย์ลากพวกของบาราธัมและลูน่ามาประชุมกันเป็นการใหญ่ที่ด้านนอกเต็นท์
"เรียกข้ามาทำไม!?" บาราธัมส่งเสียงถามรีไลย์ด้วยความหงุดหงิด
"มันเริ่มแล้ว ลิช คิงได้พลังของรอยยิ้มไปแล้ว!!" สิ้นเสียงของรีไลย์ ทุกคนต่างพากันตกใจเป็นการใหญ่ พวกของลูน่าบางคนเริ่มร้องไห้น้ำตาซึมออกมา ไรกอร์และบาราธัมมองหน้ากันอย่างเป็นกังวลส่วนเดเวี่ยนก็เงียบกริบไม่พูดอะไร
"ละ..แล้วพอจะมีหนทางช่วยสเวนในตอนนี้บ้างมั้ย" ลูน่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา รีไลย์ส่ายหน้าตอบกลับเธอไปและนั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก ช่วงเวลานั้นยูเรโนและเคนย์ต่างรีบวิ่งหน้าตื่นมาที่กลุ่มชุมนุมของพวกรีไลย์ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยอย่างรีบร้อน
"เกิดอะไรขึ้น! ทหารของข้าบอกว่าสเวนมีอาการผิดปกติ"
"ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง!?"
"ใจเย็นๆก่อนนะค่ะ ตอนนี้พวกหมอในเต็นท์กำลังพยายามช่วยเหลือเต็มที่ และอาการที่สเวนกำลังเป็นอยู่มันเป็นสัญญาณเตือนว่าลิช คิงได้รับพลังเทพะกำลังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!" รีไลย์อธิบายไปเหมือนกับที่เธออธิบายให้กับพวกบาราธัมฟัง เคนย์มีสีหน้าตื่นตกใจไม่ต่างจากยูเรโนมากนัก
"นี่หมายความว่า..."
"ลิช คิงเป็นจอมมารที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว" ยูเรโนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อพร้อมกับถอนหายใจออกมาและปักดาบของตัวเองลงบนพื้นอย่างแรง เขามีสีหน้าคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ทุกคนในบริเวณไม่กล้าปริปากพูดอะไรขึ้นมาอีกเพราะกลัวว่าอาจจะทำให้บรรยากาศมันดูย่ำแย่ไปมากกว่านี้ สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงในตอนนี้คือรอยยิ้มจะเป็นเช่นไรบ้าง แล้วสเวนจะหายจากอาการประหลาดนี้หรือเปล่า เหลือเวลาไม่ถึง 10 วันแล้วก่อนที่สงครามชี้ชะตาของเผ่าพันธุ์ทั้งมวลจะเริ่มต้นขึ้น พวกชนเผ่าต่างๆที่รอยยิ้มไปเชื่อมสัมพันธ์มาทั้งหมดก็เริ่มทยอยมากันเรื่อยๆแล้ว
"แกว๊ก~!"
เสียงร้องของปัคกี้ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทุกคนหันหน้าไปมองที่ต้นเสียงซึ่งก็พบว่าเจ้าปัคกี้กำลังบินไปบินมาอย่างสบายอารมณ์และมันมาพร้อมกับใครบางคนที่กำลังเดินตรงมาหากลุ่มชุมนุมหน้าเต็นท์
"ซาหวาดดี สาหายยย~!!" เสียงยืดยาวและดูเป็นมิตรดังขึ้นมาจากปากของผู้มาเยือนหน้าใหม่
"อาจารย์ ท่านเมาอีกแล้วนะครับ!" เสียงของผู้ติดตามดังขึ้นมาบ้างและเขากำลังประคองร่างของคนอีกคนหนึ่งอยู่ ทุกคนมองไปที่พวกเขาทั้งสองคนเป็นสายตาเดียวกันหมด ยูเรโนเดินตรงไปที่ผู้มาเยือนทั้งสองคนก่อนจะเอ่ยปากถาม
"พวกท่านเป็นใครและมาทำอะไรที่ค่ายแห่งนี้!?"
"เอ่อ... อาจารย์ข้าบอกว่าค่าย Sentinel กำลังขาดกำลังพล ข้าก็เลยมาช่วยเหลือพวกท่านนะครับ แม้ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม"
"เรจิน~! (Raijin the Storm Spirit) เอาเหล้ามาให้ข้าอีก~!!" เสียงของหมีแพนด้าตัวใหญ่ดังขึ้นพลางล้มหงายท้องตึงลงไปกองกับพื้น เรจินรีบพยุงร่างของอาจารย์ตนเอง (Magnix the Pandaren Brewmaster) ให้ลุดขึ้นมานั่ง ยูเรโนมองหน้าสองคนสลับกันไปมาพร้อมกับเอ่ยปากถามอีกรอบหนึ่ง
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่วกท่านจะมาเดินเข้าออกตามใจชอบนะ!!" ยูเรโนเอ็ดแพนด้าตัวใหญ่ทั้งสองตัว เรจินลุกขึ้นมายืนประจันหน้าของยูเรโนก่อนจะเอ่ยคำขอโทษและแนะนำตัวเอง
"เอ่อ.. ขออภัยแทนอาจารย์ของข้าด้วย พวกข้าเต็มใจจะมาช่วยพวกท่านอย่างเต็มที่เลยนะครับ ข้าชื่อเรจิน ส่วนอาจารย์ของข้า แมกนิกซ์ ข้าออกเดินมาทางมาแรมเดือนเพื่อมาช่วยเหลือรอยยิ้มนะครับ"
"รอยยิ้ม.. เจ้ารู้จักนางด้วยหรือ!?" ยูเรโนมองเรจินด้วยสายตาคาดคั้นจนเรจินต้องก้าวถอยหลังออกมากด้วยความกลัว
"เอ่อ..ครับ พวกข้าเคยช่วยนางเอาไว้นะครับ จะว่าไป.. รอยยิ้มอยู่ไหนหรอครับ" คำถามเรจินที่พูดถามขึ้นมาทำเอายูเรโนเงียบไปชั่วอึกใจก่อนจะที่เขาจะตอบคำถามนั่นกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นๆ
"นางถูกลิช คิงจับตัวไปแล้ว..."
"..." เรจินที่ทำท่ามองซ้ายมองขวาอยู่ก็มองหน้าของยูเรโนด้วยความตกใจและก็เงียบไปในทันที แมกนิกซ์ที่เมาค้างอยู่เมื่อได้ยินคำตอบของยูเรโนก็รีบสปริงตัวเองขึ้นมาทันที
"หมายความว่ายังไง!? นางโดนจับไปแล้ว!! พวกเจ้าทำอีท่าไหนถึงให้นางโดนจับฮะ!! แล้วทีนี้ใครจะรับผิดชอบ!! นางเป็นผู้หญิงน่ารัก นางไม่น่าจะมาเกี่ยวพันธ์ในเรื่องสงครามนี่เลย!" แมกนอกซ์ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เมาหรือได้สติเริ่มอาละวาดอย่างฉุนเฉียว เรจินพยายามเข้าไปห้ามอาจารย์ของตนเองอย่างสุดกำลังแต่ทว่าเขากลับทำไมแต่กันไม่ให้แมกนอกซ์เข้าถึงตัวของยูเรโน
"ข้าไม่ได้บังคับนาง นางเต็มไปใจเองต่างหาก.." คำตอบนั้นทำให้แมกนอกซ์ที่กำลังอาละวาดได้สติก่อนจะเริ่มกลับมาสงบนิ่งเหมือนดังเดิม เขานั่งลงกองกับพื้นอีกครั้งก่อนจะมองไปยังท้องฟ้าที่มืดคลึ้ม เรจินมองหน้าของอาจารย์ไปสักพักใหญ่ก่อนจะหันไปคุยกับยูเรโนต่อ
"อ้อ.. แล้วสหาย.. ไม่สิ คนรักของนางที่ชื่อสเวน อยู่หรือเปล่าครับ" เรจินพยายามเปลี่ยนเรื่องพูดไปถามเรื่องสเวนแทน ยูเรโนชี้ไปที่เต็นท์พยาบาลซึ่งพวกของรีไลย์กำลังยืนอยู่หน้าทางเข้ามองมาที่พวกเขาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น เรจินโบกมือให้กับพวกของรีไลย์อย่างเอาเป็นเอาตายพลางร้องทักทายไปด้วย
"สวัสดีครับ!" เรจินวิ่งตรงรี่ไปหาพวกของรีไลย์แทน ทุกคนต่างทักทายเรจินด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆและนั่นเองที่ทำให้เรจินสงสัยในทันที "มีอะไรกันหรือเปล่าครับ ทำไมหน้าตาของแต่ละคนดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย"
"สเวนที่นายถามหาอยู่น่ะ เขานอนอยู่ในเตนท์อาการไม่สู้ดีนัก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" บาราธัมชี้เข้าไปในเต็นท์พร้อมกับอธิบายให้เรจินฟัง เรจินรีบรุดเข้าไปในเต็นท์อย่างรวดเร็วและสิ่งที่เขาพบก็คือร่างของสเวนที่นอนซมอยู่บนเตียงโดยมีหมอสองสามคนตรวจไปตามร่างกายของเขา เขาบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะรีบรุดไปหาสเวนทันที
"ขอโทนะครับ!" เขาผลักหมอที่อยู่ข้างๆเตียงออกไปเบาๆ หมอพวกนั้นต่างส่งเสียงร้องถามเป็นเสียงเดียวกัน
"เจ้าหนู! เจ้าเป็นใครกันแล้วทำไมถึงเข้ามาในนี้ ไม่เห็นรึว่าพวกข้ากำลังยุ่งอยู่!" หมอคนหนึ่งร่ายยาวใส่เรจินแต่ทว่าเรจินไม่ได้สนใจกับเสียงบ่นนั้นเลย เขามองไปทั่วร่างของสเวนก่อนจะเริ่มเอานิ้วมือของตัวเองเกลี่ยไปทั่วร่างของสเวนและนั่นเองที่ทำให้เขาตกใจทันที
"ชีพจรอ่อนมาก! แถมเลือดเริ่มหยุดไหลเวียน!" เรจินร้องขึ้นมาก่อนจะเริ่มเอ่ยปากสั่งหมอพวกนั้นเป็นการใหญ่
"ช่วยไปหยิบใบไอรอนวู๊ดมาด้วยครับ"
"นี่เจ้าหนู..!"
"เร็วๆหน่อยเถอะครับ ก่อนที่เขาจะตาย!!!" เป็นครั้งที่เรจินตะโกนลั่นจนทุกคนในเต็นท์ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก เรจินหันมาสนใจอากาของสเวนต่อและเริ่มเอ่ยปากสั่งหมออีกครั้งหนึ่ง "ยากระตุ้นโลหิตด้วยครับ!"
ทุกคนในเต็นต์ตอนนี้เริ่มวิ่งกันไปวิ่งกันมาเป็นการใหญ่ ทุกอย่างในเต็นท์ดูสับสนอลหม่านไปกันหมด พวกคนที่อยู่ด้านนอกเต็นท์มองเข้ามาข้างในด้วยความสงสัย
"เกิดอะไรขึ้นในเต็นท์นะ"
"อ่าห์~! วิชาแพทย์ของเรจินเองรึ สงสัยจะได้ใช้ประโยชน์ก็คราวนี้ล่ะ" เสียงของแมกนิกซ์ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกรีไลย์ที่ตอนนี้กำลังชะโงกมองเข้าไปในเต็นท์ ดูท่าทางแมกนิกซ์จะดูภูมิอกภูมิใจกับลูกศิษย์คนนี้เสียเหลือเกิน "คิดไม่ผิดเลยที่สอนเจ้านี่เกือบจะทุกอย่าง"
"ไม่นะ!!" เสียงของเรจินตะโกนลั่นขึ้นมาจนทุกคนในบริเวณต่างหันไปมองเขาเป็นสายตาเดียวกันหมด เรจินกำลังตื่นตระหนกเหมือนพบเจออะไรบางอย่าง "มีพิษในเลือดด้วยนิ! ในนี้มีเข็มสะกดพิษหรือเปล่า!?" เขาหันไปถามหมอทุกคนในเต็นท์ บรรดาหมอต่างรีบพากันหาสิ่งที่เรจินต้องการแต่ทว่าไม่มีวี่แววของเจ้าสิ่งของที่ว่านั่นเลย เรจินรีบรื้อข้าวของในเต็นท์บ้างเพื่อช่วยเหลือหมอหาสิ่งที่ตนต้องการ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบเลยแม้สักชิ้น
"บ้าจริง! จะมาพลาดกันตรงนี้หรือ!?" เขาบ่นกระปิดกระปอดพลางมองซ้ายมองขวาอย่างร้อนรน
"เข็มสะกดพิษงั้นหรอ" ไรกอร์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัย ทุกคนหันหน้าไปมองไรอร์เป็นสายตาเดียวกันและในจังหวะนั้นนั่นเองไรกอร์ออกวิ่งไปที่เต็นท์ที่พักของตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบกลับมาที่หน้าเต็นท์พยาบาลพร้อมกับกล่องอะไรบางอย่าง เขารีบวิ่งเข้าไปในเต็นท์และยืนกล่องให้กับเรจินทันที
"นี่! สิ่งที่เจ้ากำลังถามหาอยู่!"
"อ๊ะ! ขะ..ขอบคุณท่านมากครับ!!" เรจินรับกล่องนั่นไปก่อนจะรีบเปิดกล่องนั่นอย่างรวดเร็ว ภายในกล่องนั่นเต็มไปด้วยเข็มจำนวนนับร้อยเล่ม เรจินวางมันลงข้างๆเตียงก่อนจะหยิบเข็มสะกดพิษขึ้นมาหนึ่งอัน "ขอโทษนะครับสเวน แต่อาจจะเจ็บหน่อยนะครับ!" เขารีบขอโทษขอโพยสเวนเป็นการใหญ่ก่อนจะลงมือปกเข็มลงไปที่ร่างกายของสเวน ทุกคนต่างตกตะลึงเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาไม่เคยพบเห็นการรักษาแบบนี้มาก่อน
"นั่นมันคืออะไรน่ะ!?" ลูน่าเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยในขณะที่สายตาของเธอยังจับจ้องมองไปที่เรจินที่กำลังปักเข็มลงไปตามร่างกายของสเวนอย่างรวดเร็ว
"มันคือการฝังเข็มน่ะ" ไรกอร์ตอบคำถามของลูน่าในขณะที่เขากำลังเดินออกมาจากเต็นท์ ทุกคนมองหน้าเขาด้วยความสงสัยพร้อมกับรอให้ไรกอร์อธิบาย "อืม มันเป็นการรักษาและชจัดพิษรูปแบบหนึ่งน่ะ ไม่คอยมีคนนิยมใช้สักเท่าไหร่เพราะค่อนข้างทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัว แต่ผลของมันจะทให้พิษหายขาดแน่นอน"
"แล้ว..แกไปศึกษาเรื่องนี้มาเมื่อไหร่!?" บาราธัมเอ่ยถามไรกอร์ด้วยความสงสัยปนโมโห ไรกอร์มองหน้าของเขาไปชั่วครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมานิดๆ
"ก็..ตั้งแต่ที่เจ้าไปอยู่กับพวกลิช คิงน่ะ"
"..." เพียงแค่นั้นแหละ บาราธัมถึงกับเงียบไปในทันทีพร้อมกับตบหัวของไรกอร์ไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
"อ่ะ!? นั่นท่านเชนมิใช่หรือ!?" เพื่อนของลูน่าคนหนึ่งกรีดร้องขึ้นมาเบาๆพลางชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ทุกคนหันหน้าไปมองและก็พบว่าทราเซสกำลังลากร่างไร้สติของเชนมาอยู่ รีไลย์มองไปที่ทราเซสด้วยความสงสัย เธอเอะใจมาตั้งนานแล้วว่าทราเซสหายไปนานมาก นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในป่าแทนที่ทราเซสจะรีบพาเชนมาที่เต็นท์พยาบาลแต่กลับพาตัวหายไปทั้งๆอย่างนั้น อีกอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นในป่าเธอก็ยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังเพราะดันมาเกิดเหตุการณ์สเวนมีอาการผิดปกติเสียก่อน
"นะ..นี่เกิดอะไรขึ้นกับท่านเชน!?" ลูน่าเดินตรงไปหาทราเซสพลางรีบเข้าไปช่วยทราเซสพยุงร่างของเชนเข้าไปในเต็นท์พยาบาล
"อ้อ พอดีว่า.. ท่านเกิดอาการหน้ามืดน่ะ ฉันไปพบเข้าเลยพามาส่งที่เต็นท์" ทราเซสพูดตอบลูน่ากลับไปแต่หารู้ไม่ว่าคำพูดนั้นเป็นคำพูดโกหกคำโต รีไลย์และเดเวี่ยนมองหน้ากันก่อนจะส่งสายตาไปหาทราเซส เธอมองหน้าพวกเขาสองคนก่อนจะขยิบตาให้นิดนึงเป็นเชิงว่าไม่ให้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
"ตายจริง! ท่านเชนเนี่ยนะเป็นลม! เหลือเชื่อ!"
"ใช่ๆ ท่านมีสุขภาพแข็งแรงดีไม่ใช่หรอ!?"
เพื่อนๆของลูน่าต่างส่งเสียงวิพากย์วิจารณ์เป็นการใหญ่พลางรีบช่วยลูน่าพยุงร่างของเชนเข้าไปในเต็นท์ รีไลย์ลากร่างของทราเซสออกมาจากบริเวณพร้อมกับเดเวี่ยนจนพ้นสายตาของบาราธัมและไรกอร์
"ทำไมไม่บอกความจริงไปล่ะ!?" รีไลย์ยิงคำถามใส่ทราเซสทันที เธอถอนหายใจออกมานิดหน่อยก่อนจะส่งสายตาเบื่อหน่ายให้กับเธอ
"พวกนั้นไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แค่นี้ฉันก็จะปวดหัวตายแล้ว"
"แล้วทำไมพวกนั้นถึงไม่จำเป็นต้องรู้ละ" เดเวี่ยนยิงคำถามใส่ทราเซสบ้าง
"ขืนพวกนั้นรู้ ท่านเชนก็มีแต่เสียกับเสียน่ะสิ พวกนั้นอาจจะคิดว่าท่านเชนเป็นคนทรยศทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดและนั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ในค่ายยิ่งย่ำแย่ลงไปใหญ่เพราะขนาดที่ปรึกษาของค่ายแห่งนี้ยังเป็นแบบนี้ พวกนักรบจะยิ่งเสียขวัญเปล่าๆ จริงมั้ย"
"..." ทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์เงียบเพราะสิ่งที่เธอพูดมานั้นเป็นความจริง ขืนบอกคนอื่นให้รู้ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงไปอีก
"แล้วทำไมเธอถึงมาช้าล่ะ พวกเรามาถึงก่อนเธออีกนะ" รีไลย์เอ่ยปากเป็นครั้งที่สอง ทราเซสเกาหัวตัวเองนิดหน่อยก่อนจะตอบคำถามของเธอ
"ก็ตอนนั้นมันยุ่งๆไม่ใช่หรอ สเวนเกิดอาการประหลาดขึ้นมา ข้าเลยยังไม่อยากเข้าไปไม่อย่างงั้นพวกหมอในเต็นท์คงหัวหมุนเสียก่อน"
"เธอรู้ด้วยหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกับสเวน"
"มันเริ่มขึ้นแล้ว..."
"อะไร.."
"หายนะแห่งพรของเทพเจ้าน่ะซิ..."
"หายนะแห่งพรของเทพเจ้า?" ทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์มมวนคำพูดของทราเซสพร้อมกันด้วยความฉงนสงสัย เธอมองหน้ามนุษย์สองคนนิดหน่อยก่อนจะเริ่มเอ่ยปากต่อไป
"เมื่อใดก็ตามที่พลังเทพะกำลังถูกแย่งชิงไปด้วยความมืด ผู้ที่ถือครองพลังน่นจะตาย..."
"ตาย!? งะ..งั้นก็หมายความว่า!?"
"อืม รอยยิ้มตายแล้ว...และจะไม่มีการฟื้นคืนชีวิตอีก"
มาถึงตอนนี้ทั้งสามไม่มีใครกล้าปริปากพุดอะไรอีก เดเวี่ยนและรีไลย์มองหน้ากันด้วยความเคร่งเครียดก่อนที่ขอบตาของรีไลย์จะเริ่มมีน้ำตาปลิ่มออกมานิดๆ เธอรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ยินเป็นอย่างมาก รอยยิ้มถือว่าเป็นเพื่อนมนุษย์คนแรกในดินแดนแห่งนี้ที่เธอเข้ามา แถมยังเข้าอกเข้าใจเธอด้วย เดเวี่ยนเองก็เงียบพลางเสมองไปทางอื่นแทน
"แต่มันก็น่าจะมีวิธีช่วยรอยยิ้มอยู่บ้างอะนะ" ทราเซสพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบและด้วยคำพูดนั้นเหมือนเป็นความหวังของทั้งเดเวี่ยนและรีไลย์ พวกเขามองหน้าเธอพลางส่งสายตาคาดคั้นคำตอบ
"มะ..มันต้องทำยังไง"
"ก็ง่ายๆ ก็แค่ต้องจัดการกับลิช คิงยังไงล่ะ แต่ทว่าลิช คิงในตอนนี้ก็มีพลังที่จะสามารถทำลายโลกนี้ได้ใบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรับมือเขาได้นอกจากปาฎิหารย์เท่านั้น"
"ปาฎิหารย์ที่ว่าคือ..."
"ลิช คิงตกบันไดตาย" ทราเซสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่แฝงไป้วยความจริงจัง รีไลย์และเดเวี่ยนหน้าเบ้ไปในทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด ทราเซสแอบหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะปริปากต่อ "มันเป็นมุข"
"มันไม่ขำเลย!" มนุษย์สองคนพุดประสานเสียงดังพร้อมกันก่อนจะ...
ป๊าบ~!!
ตบหัวของทราเซสไปแรงๆคนละที ทราเซสลูบหัวของตัวเองนิดหน่อยก่อนจะเริ่มพูดต่อ
"เอาล่ะ เลิกเล่นมุข! เราต้องจัดการลิช คิงนี่เป็นหนทางที่จะช่วยโลกนี้และรอยยิ้มในเวลาเดียวกัน"
"งั้นเราก็ต้องวางแผน..."

ตกค่ำ
เรจินเดินออกมาจากเต็นท์พยาบาลพร้อมกับเหงื่อหลายเม็ด เขาเดินตรงไปยังกองไฟที่ตอนนี้มีพวกของบาราธัม รีไลย์และแมกนอกซ์กำลังนั่งรอบอยู่ เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรงก่อนจะเริ่มเอ่ยปากพูดขึ้นมา
"ถ้าพ้นคืนนี้ ก็ปลอดภัยแล้ว! แต่โอกาสที่จะรอดก็มีมากพอนะ!"
ทุกคนดูโล่งอกเป็นอย่างมากก่อนจะเริ่มปิ้งย่างเนื้อตรงหน้ากินกันเพราะพวกเขาเริ่มหิวกันแล้ว สักพักหนึ่งพวกของลูน่าก็เดินตรงมานั่งสมทบด้วยพร้อมกับทราเซสก่อนจะเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกปาก ผิดกับพวกของเดเวี่ยนและรีไลย์ที่ตอนนี้ไม่มีแกจิตแก่ใจคุยอะไรกันมากนักเพราะพวกเขายังเป็นห่วงชะตากรรมของรอยยิ้มอยู่ รีไลย์หันหน้าไปมองทราเซสอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เธอจะพยัหน้าให้ รีไลย์ยิ้มนิดๆก่อนจะเริ่มเอ่ยปากเล่าเรื่องที่พวกเขาคุยกันเมื่อช่วงเย็น
"ทุกๆคน ตอนนี้.. รอยยิ้ม.. ตายแล้วนะ" เป็นการยากมากที่เธอจะเอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมาจนหมดและทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดคิดเอาไว้ ทุกคนต่างมีท่าทีตกใจในทันที บางคนทำเนื้อที่ย่างสุกแล้วตกลงพื้น พวกของลูน่าบางคนกรีดร้องออกมาพร้อมกับร้องไห้ออกมาเป็นการใหญ่ บาราธัมมองหน้าของรีไลย์ชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นมาชี้หน้าของเธอ
"จะ..เจ้ามีหลักฐานอะไรที่จะบอกว่ารอยยิ้มตายแล้ว!"
"ลิช คิงในตอนนี้ได้รับพลังเทพะกำลังไปแล้ว และแน่นอน นั่นหมายถึงชีวิตของรอยยิ้มด้วย..."
"..."
"แต่อย่างว่า... ทุกปัญหาในโลกย่อมมีทางแก้ใข แต่ปัญหานี้อาจจะแก้ยากเสียหน่อยนะ... หนทางที่จะช่วยเหลือรอยยิ้มในตอนนี้คือ จัดการกับลิช คิง ซึ่งในตอนนี้เขามีพลังมหาศาลเพียงพอที่จะขยี้พวกเราเป็นผุยผงในพริบตา"
"..บ้าจริง!" บาราธัมสบถออกมา เรจินมองหน้าของรีไลย์ไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มพูดขึ้นมาบ้าง
"แล้วพวกเราควรทำยังไงกันดีครับ พลังของพวกเราในตอนนี้ก็ไม่สามารถไปต่อกรอะไรกับลิช คิงนั่นได้เลย แค่พวกทหารทั่วไปนี่ก็หืดขึ้นคอแล้วนะครับ!"
"เพราะแบบนี้ยังไงล่ะพวกเราจึงต้องวางแผน"
"ฉันว่าฉันคิดแผนอะไรได้บางอย่างนะ" ทราเซสเอ่ยขึ้นมาในขณะที่รีไลย์ยังพูดอยู่ ทุกคนหันหน้าไปมองเธอสายตาเดียวกัน "อืม สเวนเป็นคู่สัญญาของรอยยิ้มใช่มั้ยเท่าที่ฉันรู้ ซึ่งนั่นก็หมายความเขาน่าจะยังพอมีพลังเทพะกำลังอยู่ในตัวหลงเหลืออยูบ้างและนั่นอาจจะทำให้พวกเราสามารถสู้ลิช คิงได้ง่ายขึ้นมาบ้าง"
"แต่หมอนั่นยังเดี้ยงอยู่เลยนะ!" บาราธัมพูดขึ้นมา ทราเซสมองหน้าของเขานิดหน่อยก่อนจะพูดต่อในทันที
"เจ้าหมีแพนด้าเรจินบอกไปแล้วไม่ใช่หรอว่าถ้าพ้นคืนนี้ไปได้เขาก็รอด ดังนั้นแล้วเราก็ทำได้แต่เพียงหวังเท่านั้น พวกเรามีหน้าที่คอยสนับสนุนกองกำลังเท่านั้นเพราะเราไม่สามารถไปต่อกรกับลิช คิงได้เลยแม้ว่าพวกเราจะรวมพลังกันสู้"
"..."
"ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสเวนแล้วล่ะ ถ้าพรุ่งนี้เขารอดก็ทำตามแผนนี้ แต่ถ้าหากไม่ก็.. ต้องเริ่มคิดกันใหม่ตั้งแต่ต้น..."

ในเต็นท์พยาบาลร่างที่สลบสไลของสเวนกำลังนอนอยู่บนเตียง แต่ทว่าในหัวของเขาในตอนนี้มีภาพอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ในหัวของเขา มันนั้นมันเบลอแต่ก็ยังพอมองเห็นว่าในภาพนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาเห็นร่างของรอยยิ้มกำลังยืนอยู่หน้ากระจนบานหนึ่ง แต่มันกลับรู้สึกแปลกไป ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่เหมือนกับรอยยิ้มที่เขารู้จัก เธอยืนส่องกระจกอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานจนกระทั่งมีเสียงของใครบางคนเรียกชื่อของเธอ เธอค่อยๆหันหน้ามาช้าจนตอนนี้สเวนเห็นหน้าของเธอชัดเจนแล้ว...
"ระ..รอยยิ้ม" สเวนเรียกชื่อของเธอด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้คือหน้าตาของเธอดูซีดเผือดจนน่ากลัว ดวงตาที่เคยสดใสกลับดูว่างเปล่า ทุกๆอย่างในตัวเธอในตอนนี้ดูน่ากลัวไปเสียหมด
"..."
"อยู่สบายดีหรือเปล่า" มีใครบางคนกำลังเดินตรงมาที่เธอพลางรูปหัวของเธออย่างอ่อนโยน นั่นมัน...!!
"ลิช คิง...."
"อ่า~! ได้ยินเสียงของเจ้าแล้วช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน"
'รอยยิ้ม.. รอยยิ้ม.. รอยยิ้ม...'
"รอยยิ้ม!!!!!"
สเวนสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อของเธอจนสุดเสียง มือข้างหนึ่งของเขากำลังยืดค้างออกไปเหมือนจะคว้าร่างของเธอเอาไว้ แต่ทว่าในตอนนี้กลับว่างเปล่า เขามองไปรอบๆก่อนจะพบว่าตัวเองอยู่ในเต็นท์พยาบาลของค่าย ตามร่างกายของเขาตอนนี้มีเข็มหลายแท่งปักอยู่ตามร่างกายของเขาแต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเข็มพวกนั้น สเวนเอามือกุมขมับของตัวเองพลางนึกถึงเรื่องที่เขาได้เห็นมาในความฟัน ทำไมมันรู้สึกเหมือนจริงมาก รอยยิ้มไม่เหมือนเดิมแล้ว.. เกิดอะไรขึ้นกับเธอ
คำถามนี้ลอยวนเวียนอยู่ในหัวของเขาซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น...

KillerSpree
28-10-2010, 11:47 AM
โอ้ย ตาลาย นั่งเขียนสารบัญตั้งแต่บทที่ 83 - 111
มีการเขียนลำดับบทผิดด้วย แก้กันเงือกแห้งกันเลยทีเดียว
= =

lanayao_O
28-10-2010, 05:15 PM
เขียนให้ลิช คิง ตกบันไดตายจริงๆ เลยสิ

น่าสนุก

keenkiller
28-10-2010, 10:13 PM
lichคงไม่ตกบันไดง่ายๆหรอก - -"

Raphangelo
28-10-2010, 10:18 PM
ดีกว่าโดนฟรอสตายนะ 5555+

lanayao_O
29-10-2010, 12:17 PM
lichคงไม่ตกบันไดง่ายๆหรอก - -"
ง่ายสิ เพราะ Lich ไม่มีขา
555+ (ล้อเล่น)

[M]agician
29-10-2010, 03:41 PM
ลื่นน้ำแข็งตัวเองตาย - -'

jaraspong47
29-10-2010, 06:19 PM
Lich หนาวตาย ...

KillerSpree
29-10-2010, 08:49 PM
กราบเรียนนักอ่านทุกท่าน
เนื่องจากวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ นักเขียนต้องกลับหอแล้วเพราะเปิดเทอม = =
อาจจะไม่มีเวลามาแต่งมากมายแล้ว แต่ถ้ามีเวลาจะพยายามเข้ามาอัพเรื่อยๆ เพราะมันใกล้จบเต็มทีแล้ว = =


ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามผลงานมาโดยตลอด แม้ว่ามันจะเละๆไปบ้าง แต่ก็ขอบคุณจากใจจริงๆ

นักเขียน KillerSpree (ว่าน)

[M]agician
29-10-2010, 08:56 PM
เละไง http://www.thaicybergames.com/webboard/Smileys/onions/015.gif ?

lanayao_O
29-10-2010, 09:34 PM
เน่าตรงไหน เละตรงไหน

ไม่มี้

ย้ำสามครั้งเลยว่า

ไม่มี ไม่มี ไม่มี

KillerSpree
29-10-2010, 09:36 PM
ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนแทงข้างหลังเลยแฮะ
= =

[M]agician
29-10-2010, 10:20 PM
ใครจิ้มอ่ะ - -'

KillerSpree
29-10-2010, 10:36 PM
112

"เป็นไงบ้างจ๊ะที่รัก อยู่ที่นี่สบายดีหรือเปล่า"
"..."
"งั้นหรือ ข้าล่ะดีใจที่เจ้ามีคามสุขที่ได้อยู่ที่นี่นะ ข้าล่ะจะดูแลเจ้าอย่างดีทุกอย่างเลย"
ลิช คิงลูบหัวของรอยยิ้มที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงอย่างรักใคร่เอ็นดูก่อนจะอันตธานหายไปในอากาศพร้อมกับเสียงหัวเราะน่าสะพรึงกลัว รอยยิ้มตอนนี้มีผิวซีดเผือดน่ากลัว เส้นผมที่เคยเป็นสีดำมาในตอนนี้กลับกลายเป็นสีขาวตลอดทั้งเส้น ดวงตาที่เคยสดใสมาในตอนนี้กลับดูว่างเปล่า เธอนั่งอยู่บนเตียงเป็นเวลานานโดยไม่พูดไม่จาใดๆทั้งสิ้นก่อนจะมีใครบางคนเคาะประตูและเดินเข้ามาในห้องของเธอ
"รอยยิ้ม..."
"..."
เอนูบลัคเรียกชื่อของเธอแต่ทว่าไร้การตอบสนอง ร่างกายของเธอในตอนนี้เหมือนตายไปแล้ว มีเพียงแค่หัวใจเท่านั้นที่ยังคงเต้นอยู่ เอนูบลัคเห็นภาพตรงหน้าแล้วเขาก็แทบจะทรุดลงไปกับพื้นทันที ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าในตัวของเขาอย่างไม่หยุด เขามองที่หน้าของเธอใบหน้าที่เคยดูสดใสซึ่งตอนนี้มันดูว่างเปล่าและไร้ชีวิต เหมือนกับเธอเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของเล่นของจอมมารเท่านั้น เหมือนกับเขา...
"ขะ..ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง ข้าน่าจะพาเจ้าหนีไป แต่ว่า.." ไม่ว่าเอนูบลัคจะพูดพร่ำเพรื่อไปเท่าไร รอยยิ้มก็ไม่ยอมตอบสนองใดๆทั้งสิ้น สายตาของเธอจับจ้องมองมาที่เขาด้วยความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดอยู่ในดวงตาของเธอในตอนนี้เลย
"เอ..นู..บลัค" สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิดขึ้น รอยยิ้มพูดชื่อของด้วงตัวยักษ์ออกมาทีละพยางค์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เอนูบลัคเมื่อได้ยินเสียงเรียกของรอยยิ้มก็เงยหน้ามองเธอทันที ก่อนจะตรงปรี่ไปหาเธออย่างรวดเร็ว
"รอยยิ้ม เจ้า.. เจ้ายังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ย!?"
"เลว...สารเลว ไอ้คนทรยศ ไอ้คนหลอกลวง..."
"ข้า.. ข้า..." จากความดีใจกลับกลายเป็นความตกใจไปในทันทีเพราะจู่ๆรอยยิ้มก็พูดด่าเขาด้วยน้ำเสียงที่ห่างเหินและมันตรงกับตัวของเขา เขา..เขาทรยศเธอ เขาหลอกเธอ...
"แกมัน..สา..ระ..เลว" รอยยิ้มด่าใส่เอนูบลัคอีกครั้งก่อนจะยกมือขึ้นมาแตะที่ใบหน้าของเขาและในชั่วพริบตาก็เกิดแสงสว่างไปทั่วห้อง ร่างของเอนูบลัคลอยกระเด็นไปชนเข้ากับตู้เสื้อผ้าในห้องจนมันพังถล่มไม่เหลือชิ้นดี เอนูบลัคร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมามองหน้าของรอยยิ้ม
"จะ..เจ้า..."
"ออก..ไป... ฉัน..เกลียด...นาย" เพียงแค่คำพูดของรอยยิ้มที่พูดออกมาเพียงไม่กี่คำแต่สามารถทำให้ร่างกายของเขาชาสนิท เพียงแค่คำว่า ฉันเกลียดนาย ทำเอาเอนูบลัคถึงกับพูดไม่ออกในทันที เขาพยุงร่างของตัวเองที่บอบช้ำคลานออกจากห้องอย่างยากลำบาก แต่ว่าเขาก็ไม่วายที่จะหันไปมองหน้าของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มต้นมาจากความผิดของเขา เขาที่เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของลิช คิง ไม่มีกำลังแม้แต่จะขัดขืน เขามัน...เป็นในสิ่งที่รอยยิ้มด่าออกมาหมดเลย
'นูบ! นายหายไปไหนมา!!'
'ก็คนมัน..ก็คนมันคิดถึงนี่นา'

เช้าวันต่อมา ณ ค่าย Sentinel
สเวนเดินออกมาจากเต็นท์พยาบาลพร้อมกับมองไปยังท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้มเหมือนเดิม เขามองซ้ายมองขวาพร้อมกับสำรวจทั่วบริเวณ ไม่ค่อยมีใครเดินพลุกพล่านมากนักในยามเช้าเช่นนี้ เขาเริ่มนึกถึงฝันประหลาดที่เขาเห็นเมื่อตอนกลางดึก ฝันนั่นมันหมายความว่ายังไงกัน แล้วทำไมรอยยิ้มถึงกลายเป็นเช่นนั้นไป
"อ้าว! เจ้าหายแล้วหรือ!!" เรจินที่เดินผ่านมาพอดีเห็นสเวนก่อนทักทายด้วยความประหลาดใจ เขามองหน้าของสเวนพร้อมกับสำรวจไปทั่วร่างกายก่อนจะเกาหัวอย่างงุนงง "เจ้าเอาเข็มออกเองหมดเลยหรอ?"
"..." สเวนมองหน้าของเรจินด้วยความประหลาดใจเช่นกันเพราะเขาเองก็ตกใจ(นิดหน่อย)ที่เห็นเรจินมาอยู่ในค่ายแห่งนี้
"เจ้ารู้สึกยังไงบ้าง"
"ก็ดี ไม่มีอะไรแล้วแต่รู้สึก...แปลกๆ"
"ยังไงหรอ"
"เหมือนกับว่าอะไรบางอย่างมันหายไป รู้สึกในตัวของข้ามันว่างเปล่ายังไงก็ไม่รู้" สเวนอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ให้เรจินฟัง เรจินทำท่าครุ่งคิดก่อนจะเอ่ยปากตอบสเวนกลับไปอย่างจนปัญญา
"ไม่รู้เหมือนกัน แต่..เมื่อวานเราประชุมกันตอนที่เจ้าไม่ได้สติน่ะ คือจะเริ่มอธิบายยังไงดีนะ..." เรจินเกาหัวตัวเองอีกครั้ง สเวนกอดอกพลางมองหน้าของเรจินด้วยสายตานิ่งๆ
วิ้ง~
"อ่ะ~!" จู่ๆเกิดเสียงประหลาดในหัวของสเวนและมันก็เริ่มปวดขึ้นมาในทันที เรจินตกใจก่อนจะรีบถามสเวนด้วยความเป็นห่วง
"เจ้าเป็นอะไรไป!? อาการกำเริบอีกแล้วหรอ!!"
"นี่มันอะไรกัน!?" สิ่งที่อยู่ในหัวของสเวนในตอนนี้คือร่างของรอยยิ้มกำลังนั่งอยู่บนเตียงที่ไหนสักแห่ง สายตาของเธอยังดูว่างเปล่าเหมือนเช่นเดิมเหมือนกับในฝัน เธอหันหน้ามามองเขาก่อนที่ภสพทุกอย่างจะหายไปทั้งๆอย่างนั้น และความเจ็บปวดก็หายไปพร้อมกัน
"อีกแล้ว..." สเวนพูดกับตัวเองเบาๆ เรจินมองหน้าเขาด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่กล้าแตะต้องตัวของสเวนในตอนนี้
"ถะ..ถ้าเจ้าไม่ไหวยังไงก็กลับไปนอนต่อก็ได้นะ!"
"ข้าเห็นภาพของรอยยิ้มกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่..แต่รอยยิ้มไม่เหมือนเดิม"
"หา?" เรจินมองหน้าของสเวนพลางขมวดคิ้วเป็นปมอย่างสงสัย สเวนเริ่มพูดอธิบายต่อไป
"มันต้องไม่ใช่ความฝันแน่ นางกำลังต้องการความช่วยเหลือ!!"

อีกฝากหนึ่งของป่า
มาจินะยืนอยู่ตรงหน้าต้นไม้โลกพลางมองไปที่ยอดของต้นไม้นั่น ทุกๆอย่างรอบตัวของเขาในตอนนี้เงียบสงบเป็นที่สุด เสียงสัตว์ป่ากำลังร้องกันไปทั่วป่าแต่ทว่ามันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาแต่อย่างใด กลับกันตัวของเขากลับรู้สึกแปลกๆ เขามองมือของตัวเองด้วยสายตาเช่นไรก็มิทราบเพราะเขาปิดตาของตัวเองด้วยผ้าเอาไว้ ตามร่างกายของเขาในตอนนี้เริ่มมีไอประหลาดลอยออกมา เขายิ้มให้กับละอองนั่นก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเอง
"ถึงเวลาแล้วสินะ"
"คิดจะไม่บอกลาอะไรสักหน่อยหรอ" เสียงของใครดังขึ้นมาเสียก่อนจากทางด้านหลังของเขา มาจินะหันหน้ากลับไปมองด้วยความสงสัยและก็พบว่าทราเซสกำลังนั่งอยู่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เธอกระโดดลงมาจากต้นไม้ด้วยความคล่องแคล่วและเดินตรงมาหามาจินะอย่างช้าๆ "คิดจะไปทั้งๆอย่างนี้เลยรึไงกัน สงครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วจู่ๆนายจะมาทิ้งกันไปอย่างงี้เนี่ยนะ? อ่า~! นายนีมันเป็นพวกเห็นแก่ตัวชัดๆ"
"หึๆ เวลาแบบนี้เจ้ายังมีอารมณ์พูดจากวนประสาทอีกนะ" มาจินะกอดอกพลางแสยะยิ้มให้กับทราเซส เธอมองเขาด้วยสายตาเบื่อหน่ายพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
"เอาเถอะ ยังไงชีวิตของนายมันก็เป็นชีวิตของนาย แต่ก็นับว่า..เป็นร่างลวงตาที่นับว่าฝีมือร้ายกาจเลยทีเดียว"
"ไม่หรอก ทุกๆอย่างมันมาจากเจ้าเทอร์เรอร์เบลดนั่น ร้ายกาจยิ่งนักที่เจ้านั่นกลับใส่ความทรงจำมาให้กับข้าด้วย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่?" มาจิเหม่อมองขึ้นไปท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยพลางนึกถึงวันวานเก่าๆ
ใช่แล้ว ตัวของเขาเป็นเพียงแค่ร่างลวงของเทอร์เรอร์เบลดเท่านั้น เพียงแต่ว่าเป็นร่างเงาที่มีความทรงจำและความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง อาจจะมีความทรงจำของเทอร์เรอรืเบลดติดมาบ้างแต่ก็นับว่ามันทำให้เขาไม่ต้องเป็นเพียงตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต น่าแปลกที่ว่าความทรงจำนั่นกลับมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ด้วย เขาเองก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นมีความสำคัญอะไรกับเทอร์เรอร์เบลดแต่ทว่ามันทำให้เขารู้สึกแบบเดียวกันกับที่เทอร์เรอร์เบลดรู้สึก เขากอดอกพลางพยายามนึกคิดแต่ทว่าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
"หน้านายเครียดจังเลยนะ ไม่อยากไปแล้วหรอ" ทราเซสพูดขึ้นมาในขณะที่มาจินะกำลังครุ่นคิด เขามองหน้าเธอก่อนจะเอ่ยปากตอบ
"เปล่า แค่นึกถึงเรื่องเก่าๆน่ะ"
"เรื่องเก่าๆที่ว่านั่นคือความทรงจำทั้งหมดใช่มั้ยล่ะ ฉันรู้ ความทรงจำนั่นเป็นของเทอร์เรอร์เบลดทั้งหมด และในความทรงจำนั่นก็มี รอยยิ้ม อยู่ด้วยใช่มั้ยล่ะ..." ทราเซสพุดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้นว่าสิ่งที่ตัวเองพูดมานั้นเป็นความจริง ทำไมเธอจะทายไม่ถูกล่ะว่ามาจินะกำลังคิดอะไรอยู่ ตามารที่เธอครอบครองทำให้เธอสามารถอ่านความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นได้
"หึๆ ข้าชักเกลียดเจ้าลูกตานั่นซะแล้วสิ เอาเถอะ ยังไงข้าก็ฝากเจ้าด้วยละกันเรื่องการศึกทั้งหลาย เพราะถึงข้าจะรั้งไป ก็มีแต่ไร้ความหมายเพราะไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องหายไปอยู่ดี"
"งั้นก็คงต้องบอกลากันตรงนี้เลยสินะ" ทราเซสพูดขึ้นต่อทันที มาจินะพยักหน้าตอบกลับ ทราเซสคลี่ยิ้มออกมานิดหน่อยก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อไป "ยังไงก็ขอให้นายได้ไปเกิดใหม่ในที่ดีๆล่ะ ไม่ต้องเป็นร่างเงาของใครอีก"
"...ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลยน่ะสิ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าก็เป็นแค่ตุ๊กตาตัวนึงเท่านั้น"
"ตุ๊กตาที่ไหนจะมีความรู้สึกนึกคิดและหัวใจแบบนายล่ะ" ทราเซสพูดต่อทันทีเมื่อมาจินะพูดจบ เขามองหน้าเธอด้วยความประหลาดใจก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ ใช่สิ เขาไม่ได้เป็นตุ๊กตาอย่างที่เธอว่าสักหน่อย เขาเป็น..สิ่งมีชีวิต ต่างหากล่ะ
"ข้าคงต้องไปแล้ว" ว่าแล้วร่างของมาจิเริ่มเลือนหายไปในอากาศอย่างช้าๆ ละอองหลากหลายสีโพยพุ่งออกมาจากร่างของเขา ขาของเขาเริ่มหายไปไล่ไปเรื่อยๆจนถึงลำตัวและแขนทั้งสองข้าง
"โชคดี.." ทราเซสโบกมือให้มาจินะเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับรอยยิ้ม มาจินะยิ้มตอบให้กับเธอก่อนที่เขาจะสลายหายไป
"ฝากดูแลทุกคนและค่าย Sentinel ด้วยล่ะ แล้วก็ไม่ต้องบอกคนอื่นล่ะว่าข้าหายไปแล้ว"
วั๊บ~!
และแล้วร่างของมาจินะก็หายไปในที่วุด เหลือเพียงแต่ทราเซสที่กำลังเหม่อมองไปที่ละอองร่างของมาจินะที่กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับว่าปาฏิหารย์ แสงอาทิตย์ที่ไม่ได้สาดส่องมาหลายวันในตอนนี้กลับฉายแสงไปทั่วท้องฟ้า แต่ก็เพียงแค่ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น แสงอาทิตย์นั่นช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน
"สวรรค์รับนายไปแล้วสินะ เจ้าคนเพี้ยน..."

"...มาจินะ" เทอร์เรอร์เบลดรับรุ้ได้ถึงการสลายไปของมาจินะเพราะเขาเป็นคนสร้างร่างของมาจินะขึ้นมาเองและมอบความทรงจำให้กับเขา เทอร์เรอร์เบลดหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะเสมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์สาดส่องออกมาชั่วเวลาหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เขาคลี่ยิ้มออกมานิดๆก่อนจะพูดกับตัวเองเบาๆ "สวรรค์ยังรับเจ้าบ้านั่นไปเลย แล้วสวรรค์จะต้อนรับข้ามั้ยนะ?"

"อืมมมม~!!!"
"..."
"ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยตอนนี้!" รีไลย์พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อยอมแพ้ก่อนจะทิ้งตัวฟุบลงบนโต๊ะ เดวี่ยนที่นั่งข้างๆเธอเอามือกุมขมับของตัวเองกำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน บาราธัมและไรกอร์ก็มีท่าทีไม่แตกต่างกันมากนัก เรจินเดินมาพร้อมถาดน้ำชา เขาเสริฟให้กับทุกคนที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะในเต็นท์ของสเวน ทุกคนในอตนนี้กำลังครุ่นคิดกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่าจะวางแผนให้สเวนไปจัดการลิช คิงยังไงดีเพราะหนทางนั้นแทบจะมืดบอดสนิท ทุกคนในตอนนี้กำลังปวดหัวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แล้วไหนจะเรื่องการศึกที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกคนแคระในตอนนี้เดินทางมาสมทบกับค่าย Sentinel เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่พวกของโทร์ลเท่านั้นที่ตอนนี้ไม่ทราบข่าวคราวเลย
"พวกเจ้ามาทำอะไรในเต็นท์ของข้า" สเวนเดินเข้ามาในเต็นท์พลางขมวดคิ้วถามทุกคนที่กำลังนั่งล้อมวงอยู่บนโต๊ะ เมื่อทุกคนเห็นสเวนสีหน้าของพวกเขาก็ดูสดชื่นขึ้นมานิดหน่อยเพราะพวกเขาโล่งอกไปแล้วเรื่องหนึ่ง สเวนรอดตายมาแล้ว แต่ทว่าพวกเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าอาการของสเวนจะกลับมาเป็นอีกหรือเปล่า รีไลย์มองหน้าของเดเวี่ยนนิดหน่อยพลางปรึกษาว่าจะบอกเรื่องรอยยิ้มได้ตายไปแล้วให้สเวนฟังดีหรือเปล่า
"เฮ้ยสเวน!" จู่ๆบาราธัมก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเดินตรงไปที่สเวนอย่างรวดเร็วจนทำเอาทุกคนในเต็นท์ตกใจไปในทันที
"อะไร..." สเวนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"รอยยิ้มของแกน่ะ ตอนนี้ตายแล้วนะ"
!!
ทุกคนในเต็นท์ต่างตกตะลึงในสิ่งที่บาราธัมพูดออกไป ทำไมเจ้าวัวบ้านั่นถึงพูดออกไปโดยไม่ปรึกษาพวกที่เหลือก่อนล่ะ! ถ้าขืนพูดลอยๆออกไปแบบนั้น สเวนจะยิ่งเศร้ามากขึ้นไปอีก!
"ไม่จริง..." แต่ทว่าสเวนไม่ได้มีท่าทีเศร้าสร้อยแต่อย่างใด เขากลับเฉยๆเมื่อได้ยินสิ่งที่บาราธัมพูดขึ้นมา ทุกคนในเต็นท์งุนงงกับอาการของสเวนเป็นอย่างมากเพราะมันผิดไปจากการคาดการณ์ของทุกคน "นางยังมีชีวิตอยู่"
"อะ..อะไรนะ!?" รีไลย์ตะโกนขึ้นมาพร้อมกับลุกพรวดขึ้นมาจนเก้าที้ที่เธอนั่งอยู่ล้มลงเสียงดัง
"นางยังมีชีวิตอยู่ ข้าแน่ใจ.."
"ละ..แล้วแกรู้ได้ยังไงว่านางยังมีชีวิตอยู่!?" บาราธัมถามเสียงหลง
"ข้าฝันเห็นนาง แต่ทว่านางไม่เหมือนเดิมแบบเมื่อก่อน นางเปลี่ยนไป.. ทุกๆอย่างในตัวนางเปลี่ยนไป แม้กระทั่งลักษณะนิสัย ข้าต้องช่วยนางเหมือนนางกำลังต้องการความช่วยเหลือ และถ้าข้ารู้สึกไม่ผิดล่ะก็เหมือนนางกำลังร้องไห้อยู่เพียงแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเท่านั้น"
"..งั้น งั้นเราจะทำยังไงกันต่อไปดี!? พวกเรากำลังคิดแผนอยู่!" เดเวี่ยนพูดขึ้นมาบ้าง
"หนทางที่จะไปช่วยนางก็ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะครับ! พวกทหารลิช คิงนั่นต้องเตรียมพร้อมป้องกันเอาไว้แน่ๆ" เรจินพูดเสริมขึ้นมา
"เราไม่จำเป็นต้องหาหนทางหรอก!" จู่ๆเสียงของทราเซสก็ดังขึ้นจนทุกคนต้องหันกลับไปมอง เธอเดินเข้ามาในเต็นท์ด้วยสายตาเบื่อหน่ายเหมือนเช่นเคย "นางจะมาหาเราเอง..."
"หมายความว่ายังไง!?" ทุกคนในเต็นท์ต่างถามเป็นเสียงเดียวกัน
"ถ้าหากสเวนเห็นว่านางยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ นั่นก็หมายถึงนางมีชีวิตอยู่ด้วยเวทมนตร์ของลิช คิงและแน่นอนว่าลิช คิงจำเป็นต้องมีนางอยู่ใกล้ๆเอาไว้ด้วย เหมือนเป็นทหารคุ้มกันตนเอง"
"ข้าไม่เข้าใจ" ไรกอร์เอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
"นางกลายเป็นปิศาจที่ไร้วิญญาณและหัวใจไปแล้ว นางทำงานรับใช้ลิช คิงเท่านั้น.."
ปัง!
บาราธัมทุบโต๊ะจนโต๊ะนั่นพังราบไปในทันที
"ฮึ่ย! ไอ้ปิศาจบ้านั่นเล่นสกปรกชัดๆ!"
ป๊าบ!!
"เฮ้ย! แกตบหัวข้าทำไมว่ะ!?" บาราธัมร้องขึ้นมาในทันทีพลางลูบหัวของตัวเองเพราะสเวนเพิ่งจะตบหัวของเขาไปแรงๆทีนึง
"แกจะทำลายข้าวของของข้าทำไมล่ะ?"
"หนอยแน่ะแก!!" และแล้วสงครามเล็กๆของวัวบ้าและออร์คซึนจึงเริ่มต้นขึ้น แต่รีไลย์กลับสามารถห้ามทัพเอาไว้ได้ก่อน
"พวกนายลองนึกสภาพดูสิถ้ารอยยิ้มมาเห็นพวกนายมาทะเลาะกันแบบนี้ เธอจะมีความสุขหรอ!?"
"..." ทั้งสเวนและบาราธัมต่างเงียบไปในทันที รีไลย์ถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่งอย่างเบื่อหน่าย
"สเวน" ทราเซสเอ่ยชื่อของสเวนขึ้นมา เขาหันกลับไปมองเธอด้วยสายตาฉายแววคนสงสัย เธอจับไหล่ของเขาเบาๆก่อนจะยิ้มออกมานิดๆ
"อนาคตของโลกใบนี้และรอยยิ้มตกอยู่ในมือของนายแล้วนะ"
"หมายความว่ายังไง?" สเวนถาม
"เพราะตอนนี้มีแต่เพียงนายเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับลิช คิงในตอนนี้ได้น่ะสิ พลังเทพะกำลังที่นายมีอยู่ในตัวน่ะ มันสำคัญต่อชีวิตหลายชีวิตมากเลยนะ"
"แต่ว่า... ไม่มีรอยยิ้มแล้ว แล้วข้าจะใช้พลังนั่นยังไงล่ะ!"
"ใครว่าล่ะ รอยยิ้มอยู่กับนายเสมอนั่นแหละ เพียงแต่นายไม่เห็น"
"..."
"นางอยู่ในนี้ของนายมาโดยตลอด" ทราเซสแตะไปที่หน้าอกด้านซ้ายของสเวนเบาๆก่อนจะพูดต่อ "ถึงแม้ลิช คิงจะเอาวิญญาณของเธอไป แต่เจ้าปิศาจนั่นก็ไม่ได้เอาหัวใจของนางไปด้วย ตอนนี้ทั้งความรู้สึกและหัวใจของนางอยู่ที่นายแล้วนะ ดังนั้นจงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือพวกเราด้วย!"
"...ข้าจะ...พยายาม" สเวนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เขาจับไปที่หน้าอกของตัวเองพลางหลับตาลง ภาพต่างๆของรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที ภาพนางกำลังมีความสุขและกำลังมีรอยยิ้มเบิกบาน เขาไม่อยากให้มันสูญเสียไป...

lanayao_O
30-10-2010, 10:17 AM
จะจบแล้วสินะ

"นายอยู่ในนี้ของนายมาโดยตลอด" ทราเซสแตะไปที่หน้าอกด้านซ้ายของสเวนเบาๆก่อนจะพูดต่อ "ถึงแม้ลิช คิงจะเอาวิญญาณของเธอไป แต่เจ้าปิศาจนั่นก็ไม่ได้เอาหัวใจของนางไปด้วย ตอนนี้ทั้งความรู้สึกและหัวใจของนางอยู่ที่นายแล้วนะ ดังนั้นจงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือพวกเราด้วย!"

ชอบมากเลยครับ

FrozenCheese!!~
30-10-2010, 12:18 PM
คนนี้อัพเดตบ่อยสุดๆแล้วมั้งใน fic zone
อ่านถึงแค่ 45เอง lol

[M]agician
30-10-2010, 12:27 PM
agician ]
ใกล้จบแล้วสิน่ะ *0*

KillerSpree
30-10-2010, 01:14 PM
จะจบแล้วสินะ

"นายอยู่ในนี้ของนายมาโดยตลอด" ทราเซสแตะไปที่หน้าอกด้านซ้ายของสเวนเบาๆก่อนจะพูดต่อ "ถึงแม้ลิช คิงจะเอาวิญญาณของเธอไป แต่เจ้าปิศาจนั่นก็ไม่ได้เอาหัวใจของนางไปด้วย ตอนนี้ทั้งความรู้สึกและหัวใจของนางอยู่ที่นายแล้วนะ ดังนั้นจงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือพวกเราด้วย!"

ชอบมากเลยครับ


เฮ้ย พลาด!!!
ขอประทานอภัย = =

lanayao_O
30-10-2010, 03:07 PM
พลาดจริงๆ ด้วย เฮ้ย

(ก่อนโพสไม่ได้ดู)

keenkiller
30-10-2010, 10:53 PM
บทที่ 112 อ่านแล้วรู้สึกมันขัดๆยังไงก็ไม่รู้
มาจิน่ากับเทเรอร์เบลดเป็นฝาแฝดกันนะ

[S]corpion
30-10-2010, 11:18 PM
บทที่ 112 อ่านแล้วรู้สึกมันขัดๆยังไงก็ไม่รู้
มาจิน่ากับเทเรอร์เบลดเป็นฝาแฝดกันนะ


ว่านแต่งนิยายขึ้นโดยไม่ได้อิงประวัติจากใน Map คับ

ไม่งั้นมันก็จะขัดตั้งแต่ต้นแล้ว

ปล. อัพบ่อยจิงๆ

keenkiller
30-10-2010, 11:35 PM
corpion ]
ว่านแต่งนิยายขึ้นโดยไม่ได้อิงประวัติจากใน Map คับ

ไม่งั้นมันก็จะขัดตั้งแต่ต้นแล้ว

ปล. อัพบ่อยจิงๆ
เรื่องlich เป็น lich king พี่ไม่ได้รู้สึกขัดหรอก

พี่แค่รู้สึกขัดอยู่เรื่องเดียว คือ เรื่องมาจิน่ากับเทเรอร์เบลด

KillerSpree
31-10-2010, 09:38 AM
ว่านคิดแล้วว่าพี่เจตต้องสงสัย

มาจินะกับเทอร์เรอร์เบลดมีความสัมพัธ์เป็นเพียงแค่ร่างเงา เทอร์เรอร์เบลดสร้างมาจินะขึ้นมาด้วยความบังเอิญ ซึ่งแทนที่รูปร่างของรูปเงานั้นจะมีรูปแบบเหมือนเทอร์เรอร์เบลดแต่ทว่ากลับกลายเป็นร่างก่อนที่เขาจะกลายร่างเป็นปิศาจ
ในทีแรกเขาพยายามจะกำจัดร่างเงานั้นไป แต่ทว่าลิช คิงกลับสั่งให้เขามอบความทรงจำทั้งหมดที่เขามีให้กับมาจิแทน เทอร์เรอร์เบลดเลยจำใจมอบความทรงจำบางส่วนก่อนที่เขาจะมารับใช้ลิช คิงไปให้กับร่างเงานั่น นานวันเข้าเจ้าร่างเงานั่นเริ่มต่อต้านคำสั่งของเทอร์เรอร์เบลด หลังจากนั้นไม่นาน มาจินะก็หลบหนีจากเทอร์เบลดมาได้และมาอยู่กับ Sentinel

เฮ้อ! เดี๋ยววันหลังมาเขียนเรื่องราวของเจ้ามาจินะกับเทอร์เรอร์เบลดให้ละกัน เพราะพื้นพลังตัวละครบ้าสองตัวนี้ทำเอาว่านปวดหัวเหมือนกัน
= =

Raphangelo
31-10-2010, 12:45 PM
lich king ใครก็เป้นได้ เพราะมันเหลือแค่วิญญาณในแท่งไอติม แค่ไปเปิดคู้แล้วแกะห่อ จากนั้นเอาเข้าปากลิ้มรสอันแสนหวาน




แล้วก็โดนมันเอาร่างไป -.-

[M]agician
31-10-2010, 10:02 PM
กี่บาทครับ

jaraspong47
01-11-2010, 04:51 PM
lich king ใครก็เป้นได้ เพราะมันเหลือแค่วิญญาณในแท่งไอติม แค่ไปเปิดคู้แล้วแกะห่อ จากนั้นเอาเข้าปากลิ้มรสอันแสนหวาน




แล้วก็โดนมันเอาร่างไป -.-

agician ]
กี่บาทครับ


ขอด้วยคนครับ

[M]agician
02-11-2010, 09:01 PM
มาเร็วๆจะจบแล้ว - -'

จะได้ตั้งใจเรียน

lanayao_O
07-11-2010, 03:00 PM
เหงาจัง เปิดเทอมแล้ว

KillerSpree
12-11-2010, 09:36 PM
เดี๋ยวพรุ่งนี้อัพให้จ๊ะ
= =

[M]agician
13-11-2010, 09:39 PM
สัญญา น่ะ - w -

keenkiller
21-11-2010, 05:48 PM
ว่านหายไปไหน
ทำไมไม่อัพนิยายต่อล่ะ -*-

[M]agician
22-11-2010, 03:28 PM
ว่านหายลง blackhole กับบอร์ดเก่าไปแล้ว

KillerSpree
03-12-2010, 07:45 PM
กราบขออภัยนักอ่านเป็นอย่างสูง
ช่วงนี้กิจกรรมในมหาลัยมีเยอะมากจนไม่มีเวลาจะแต่งแล้ว
อาจจะว่างอีกทีก็ช่วงปีใหม่/กุมภา

ปล.วอน MOD อย่าเพิ่งลบกระทู้ทิ้งเพราะจะกลับมาเขียนแน่นอน

keenkiller
03-12-2010, 10:56 PM
^
^
ว่านโผล่มาแล้ว ตอนแรกสงสัยว่าทำไมหายไปนาน
อย่าลืมมาแต่งต่อล่ะ

[M]agician
03-12-2010, 11:04 PM
เข้าใจจ้า

อย่าแล้วปีใหม่มาแต่งน่ะ

keenkiller
09-12-2010, 10:24 PM
กระทู้ficในfic zone จำนวนมันลดอีกแล้ว
สงสัยว่าเว็บมันลบกระทู้ที่ไม่อัพเดตรึป่าว

ว่านรีบกลับมาแต่งต่อเร็วๆเถอะ
พี่กลัวว่ามู้นี้จะโดนลบ

KillerSpree
10-12-2010, 01:12 PM
113

"สาวน้อยเอ๋ย ได้เวลาแล้วจ๊ะ"
เสียงเย็นๆของเคล'ทูซาร์ดดังขึ้นในขณะที่สาวน้อยนามว่ารอยยิ้มที่ไม่เหมือนเดิมกำลังนั่งเหม่อมองไปที่ด้านนอกหน้าต่าง ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยความหม่นหมองของก้อนเมฆเหมือนกับจิตใจของเธอในตอนนี้ ที่มันว่างเปล่าและหม่นหมอง เธอค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆก่อนจะเดินออกจากห้องผ่านราชาแห่งปิศาจไป เธอสบตามองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากอย่างแผ่วเบา
"มัน..กำลังจะจบใช่มั้ย..."
"แน่นอนจ๊ะที่รัก ทุกอย่างกำลังจะจบลง ในวันนี้..."

ลายลมแรงๆกำลังพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งในสมรภูมิที่ตอนนี้เหล่าบรรดาทหารของ Sentinel กำลังยืนประจำที่อยู่ ทุกคนกำอาวุธของตนเอาไว้แน่นพลางมองไปยังท้องฟ้าที่อึมครึมในตอนนี้ ตัวอักษรที่ลิช คิงเคยเขียนเอาไว้ในตอนนี้ได้หายไปแล้ว ทุกคนส่งเสียงคุยกันเบาๆพร้อมกับตระเตรียมทุกอย่างให้เข้าที่ ทุกๆทักษะที่พวกเขาได้ฝึกฝนชั่งซ้อมมาต้องถูกนำมาใช้ภายในวันนี้วันเดียว วันที่จะตัดสินศึกความเป็นความตายของดินแดนและโลกแห่งนี้
"ถ้าเริ่มสงครามเมื่อไหร่ ขอให้ทุกคนทำตามแผนที่พวกเรากันไว้นะ" รีไลย์ที่กำลังรวมกลุ่มกับพวกของสเวนและทราเซสกำลังปรึกษาหารือกันอยู่ ทุกคนในกลุ่มพยักหน้าเป็นจังหวะเดียวกัน และในช่วงเวลานั้นนั่นเอง ความหนาวเย็นของอะไรสักอย่างก็พัดผ่านร่างกายของเหล่าทหารหนุ่มสาวของ Sentinel จนบางคนถึงกับทรุดลงพื้น ความหนาวเย็นนี่มันอะไรกัน
"นะ...นั่นมัน..!?"

"Frozen Throne บังลังค์ของข้าจะต้องมาแทนที่เจ้าต้นไม้โลกนั่น และทุกอย่างบนโลกนี้จะสูญสลายและยุคใหม่ของข้าจะเริ่มต้นขึ้น!"
ปราสาทขนาดใหญ่กำลังบินมายังสมรภูมิอย่างเชื่องช้าพร้อมกับเหล่าทหารนับหมื่นนับแสนของลิช คิงทางเบื้องล่าง พวกทหารเลวต่างแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวพร้อมกับเคาะอาวุธของตนไปมาเหมือนเป็นการข่มขวัญอริศัตรูให้เสียขวัญกำลังใจ
บังลังค์น้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางอากาศนั่นคือสิ่งที่เป็นเหมือนดั่งชีวิตของเหล่าทหารลิช คิงทุกตน ทุกตนนั้นจะไม่มีวันเจ็บวันป่วยและมีอาณุภาพเหมือนกับต้นไม้โลกทุกประการ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของเหล่าทหาร บนบัลลังค์นั่น เคล'ทูซาร์ดกำลังนั่งมองไปยังเหล่าทหารของ Sentinel อย่างดูถูก ข้างๆกายของเขามีรอยยิ้มยืนอยู่พร้อมกับเอนูบลัค ลิช คิงหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์ของตน
ก้อนเมฆเริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่าเงียบๆ มีสายฟ้าสีเงินฟาดผ่านไปทั่วทั้งท้องฟ้า เหล่าทหาร Sentinel มองไปยังก้อนเมฆเหล่านั้นอย่างหวาดกลัว ลิช คิงร่ายเวทมนตร์เสร็จพร้อมกับสะบัดมือลงอย่างรวดเร็ว ฉับพลันในทันทีหอกน้ำแข็งจำนวนนับร้อยนับพันดอกก็พุ่งตรงไปยังเหล่ากองทัพ Sentinel ทุกคนต่างวิ่งหนีแตกกระเจิงอย่างเป็นบ้าเป็นหลังพร้อมกับเสียงหัวเราะแหลมของลิช คิงอย่างมีชัย
"บุก!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
ทหารหาญของลิช คิงตะโกนขึ้นมาเปิดฉากการจู่โจม เหล่าทหารลิช คิงต่างโรมรันเข้าใส่ทหาร Sentinel ที่กำลังแตกกระเจิงเพราะหอดน้ำแข็งและฟาดฟันใส่พวกเขาอย่างไร้ความปราณี เหล่าทหาร Sentinel จึงเริ่มเปิดฉากตอบโต้บ้างโดยสั่งให้กับดักน้ำแข็งของรีไลย์ทำงาน พื้นที่เคยเป็นพื้นดินแห้งๆก็กลายเป็นระเบิดน้ำแข็งที่มาอาณุภาพสูง ทหารลิช คิงที่ถูกระเบิดนน้ำแข็งนั่นไปต่างกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศละทาง และแล้วทุกอย่างก็เข้าสู่ความวุ่นวายและอลหม่าน
"ที่รัก เราเข้าไปรอกันข้างในดีกว่า เดียวจะโดนลูกหลงซะ" เคล'ทูซาร์ดลุกขึ้นจากบังลังค์ของตนก่อนจะเดินกลับเข้าไปข้างในปราสาท เอนูฐลัคเดินตามลิช คิงไปเหลือเพียงแค่รอยยิ้มเท่านั้นที่กำลังมองไปยังสมรภูมิทางด้านล่าง สายตาของเธอเหมือนกำลังจับจ้องไปที่อะไรสักอย่าง
"..."
'ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!!'
เสียงกรีดร้องดังขึ้นในใจของรอยยิ้ม ไม่มีใครแม้แต่จะได้ยินเสียงกรีดร้องนั่นเลยไม่ว่าเสียงกรี๊ดนั่นจะดังแค่ไหน
รอยยิ้มที่ว่างเปล่าเดินกลับเข้าไปในปราสาทพร้อมกับลิช คิงและหายไปในเงามืด

"นะ..นั่นรอยยิ้ม!!" สเวนตะโกนขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่ปราสาทที่กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า เดเวี่ยนที่อยู่ใกล้ๆรีบหันไปดูและเขาเองก็เห็นร่างของรอยยิ้มที่กำลังเดินกลับเข้าไปในปราสาทพร้อมกับลิช คิง
"ระวัง!!" เดเวี่ยนตะโกนเตือนสเวนเพราะทางด้านหลังของเขามีทหารของลิช คิงกระโดดเข้ามา แต่สเวนไม่ได้ตื่นกลัวแต่อย่างใด เขาใช้ง้าวแทงไปที่ท้องของทหารคนนั้นอย่างไม่ใยดีก่อนจะกระชากง้าวของตนออกมาจากท้อง เลือดสีสดเกาะติดที่ง้าวแต่เขาไม่ได้ใส่ใจกับมัน สายตอของสเวนในตอนอนี้กำลังมองไปยังปราสาททางด้านบน
รอยยิ้มกำลังรอเขาอยู่ เธอกำลังร้องไห้...
"บ้าจริง! เพราะไอ้หอกน้ำแข็งพวกนั้นทำให้แผนของเราเสียหมด!!" ทราเซสกระโดดมาจากทางด้านไหนก็ไม่รู้พร้อมกับเล็งลูกศรไปยังทหารลิช คิง รีไลย์เองก็รีบวิ่งตรงมาหาพวกของสเวนพร้อมๆกับเรจินที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง
"แบบนี้เราแย่แน่ๆครับ!" เรจินพูดด้วยความกังวล
"พวกแกกลัวอะไรอยู่!?" บาราธัมเดินมาจากทางด้านหลังของรีไลย์ก่อนจะมาตะหวาดใส่กลุ่มของสเวนด้วยเสียงอันดัง "พวกแกไม่อยากชนะรึไง!? อยากให้โลกนี้มันพังพินาศหรือไง!?"
"..."
"เอาล่ะ ไรกอร์ ท่านเคนย์พร้อมลุยนะ!" บาราธัมหันไปพูดกับไรกอร์และเคนย์ที่อยู่ทางด้านหลัง ทอเรนทั้งสองตัวปัดจมูดของตัวเองเบาๆก่อนจะตอบรับบาราธัมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ทุกคน!! เมื่อไรกอร์เปิดฉากการโจมตีเมื่อไหร่ ให้ทุกคนรีบเข้าไปในสมร๓มิทันที เข้าใจมั้ย!!" เคนย์หันหน้าไปคุยกับเหล่าทหารทอเรนทุกนายที่กำลังรอคำสั่งอยู่
"รับทราบ!!"
"เอ้า ไรกอร์รับ!" บาราธัมโยนมีดให้กับไรกอร์ เขารับมันอาไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะรีบวิ่งตรงไปยังเชิงหินที่อยู่ไม่ไกลจากเขา รีไลย์หวีดร้องขึ้นมาทันทีเพราะเหมือนกับว่าไรกอร์กำลังวิ่งไปตายชัดๆ!
"นายจะให้ไรกอร์ไปตายหรือไง!? มีดแค่นั้นมันจะไปช่วยอะไรเขาได้!!?"
"แล้วเจ้าจะได้เห็น.."
ไรกอร์ขว้างมีดของตนไปยังสุดแรง มีดนั้นพุ่งตรงไปปักที่หัวของทหารลิช คิงนายหนึ่งอย่างจังๆ และในฉับพลันในทันที ร่างของไรกอร์ที่เคยอยู่ตรงหน้าพวกสเวนก็หายไปในอากาศ ไรกอร์ไปอยู่ในตำแหน่งที่มีดปักอยู่พอดิบพอดี แต่ทว่ารอบตัวของเขามีทหารลิช คิงอยู่เต็มไปหมด มากกว่าร้อยมากกว่าพันนาย
"ตายซะ!! Echo SLAMM!!!!!"
โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม~!!!!!
ไรกอร์ทุบท่อนซุงของตนไปบนพื้นจนเกิดแรงสั่นไหวไปทั่ว ขนาดพวกรีไลย์ที่อยู่ไกลยังรับรู้ได้ถึงแรงสะเทือนนั่นได้ ทั้งสมรภูมิตอนนี้เต็มไปด้วยแรงสะเทือนของการทุบของไรกอร์ และในฉะบพลันจากแรงสั่นสะเทือนกลับกลายเป็นระเบิดทั่วบริเวณ เหล่าทหารอยู่เคยยู่รายล้อมไรกอร์มาในตอนนี้กระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศทางและบางคนนั้นถึงกับแหลกสลายไปกลางอากาศ แรงระเบิดนั่นส่งผลไปทั่วบริเวณสมรภูมิ เมื่อควันของของการระเบิด Echo Slam หทดลงทุกๆอย่างที่เคยอยู่ในบริเวณของการระเบิดนั่นหายสาบสูญไปจนหมด รวมทั้งไรกอร์ด้วย...
"ระ..ไรกอร์ล่ะ!?" รีไลย์ตะโกนเสียงหลงขึ้นมาพร้อมกับหันซ้ายหันขวามองหาไรกอร์อย่างตาเหลือก แต่ทว่าก็ไม่มีวี่แววเลยแม้แต่เงา
"เรียกข้าหรอ?" ไรกอร์เดินมาตบหลังของรีไลย์จากทางด้านหลัง และนั่นเองสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก ยกเว้นบาราธัมและเคนย์
"นะ..นายมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง!?" รีไลย์ถามไม่เป็นคำ
"ก็ต้องขอบคุณเจ้ามีดเล่มนี้น่ะ" ไรกอร์พูดพร้อมกับโชว์มีดที่บาราธัมโยนให้มา รีไลย์พิจารณามองไปที่มีดเล่มนั้นอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ทว่าเธอก็ไม่รู้ว่ามีดนั้นมันมีความวิเศษยังไง
"Karen's Escape Dagger" บาราธัมรีบเข้ามาพูดกับรีไลย์ที่กำลังทำหน้าสงสัยอยู่ "เจ้ามีดนี่ถ้าปักไปยังที่ใดก็ตาม จะทำให้ผู้ใช้ไปอยู่ในตำแหน่งของมีดนั่นด้วย ถือว่าเป็นของหายากเลยนา~ เอาละทีนี้ตาของพวกเราบ้าง!"
เคนย์หลับตาของตัเองลงชั่วครู่และจู่ๆพื้นดินที่เคนย์ยืนอยู่นั้นก็เริ่มเปล่งแสงสว่างขึ้น
"ไม่ได้ใช้วิชานี้มานานแล้ววว!!!! Earth Splitter!!!"
เคนย์ใช้ขวานขนาดมหึมาของตนทุบไปบนพื้นที่เขายืนอยู่ พื้นที่เขาทุบไปนั้นเริ่มมีรอบร้าวเป็นเส้นต้น รอยร้าวนั้นลามไปถึงสมรภูมิที่ทหารลช คิงกำลังต่อสู้กันอยู่แต่ทว่าในตอนนี้กลับมีทหารของ Sentinel บางส่วนกำลังยืนต่อสู้กันอยู่ในบริเวณนั้นด้วย!
"ทุกคนถอยก่อน!!" ทราเซสรีบเอ่ยตะโกนสั่งพวกทหาร Sentinel ที่อยู่ในบริเวณทั้งหมดให้ล่าถอยออกมา ทุกคนมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนรีบถอยออกมาจากสมรภูมิ พวกทหารของลิช คิงก็ไล่ตามทหารของ Sentinel อย่างเป็นบ้างเป็นแต่หารู้ไม่ว่กำลังจะติดกับดักของเคนย์เข้าให้
"จงทำงาน..." เคนย์เอ่ยขึ้นมาเบาๆ และในฉับพลันพื้นท่เคยมีรอยร้าวก็แตกหักเป็นเสี่ยงๆ มีระกายลาวาไหลออกมาจากพื้นดินและนั่นทำให้เหล่าทหารลิช คิงตกลงไปในรอยแยกของพื้นดินนั่น
"ลุยยย~!!!!" บาราธัมตะโกนเสียงดังขึ้นมาพร้อมกับวิ่งลงไปยังสมรภูมิด้านล่าง เหล่าทหารหาญทอเรนทุกคนวิ่งตามบาราธัมไปอย่างรวดเร็วและเริ่มเปิดฉากการต่อสู้ในทันที
"พวกเราก็ไปกันบ้างเถอะ เริ่มแผนได้แล้ว!" รีไลย์รีบหันไปพูดกับสเวนและเดเวี่ยน ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกันก่อนที่เดเวี่ยนจะกระโดดลงหน้าผาไปอย่างรวดเร็วตามติดด้วยรีไลย์และสเวน ร่างของเดเวี่ยนกลายเป็นมังกรสีเงินขนาดใหญ่และร่างของรีไลย์และสเวนก็ตกลงบนหลังของเดเวี่ยนพอดิบพอดี พวกเขาเหาะเหินไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว เดเวี่ยนคำรามออกมาเสียงดังและพ่นไอน้ำแข็งออกมาจากปากของตน รีไลยน์กระน่ำยิงเวทใส่พวกทหารเลวทุกรายที่อยู่เบื้องล่าง
"ตาพวกเราบ้าแล้ว~! ไป!!" ลูนาตะโกนสั่งทหารหญิงของตนและทั้งหมดก็วิ่งลงไปยังสมรภูมิด้านล่าง
"ยิงสนับสนุน Sentinel และยิงไอ้พวกทหารอากาศของฝั่งมัน!!" คาเดล (Kadel Sharpeye the Dwarven Sniper) ตะโกนสั่งพลปืนคนแคระของตน
"โอม ข้าขอวิงวอน สายฟ้าจงคำรนสายฝนจงคำราม ทำลายอริศัตรูแห่งข้าและปัดเป่าความมมืดทั้งหลายทั้งปวงให้กับโลกใบนี้ด้วย!!" ซุส (Zeus the Lord of Olympia) ร่ายคาถาประจำตัวและสายฟ้าจำรวนมากก็หลั่งไหลเข้ามาที่ร่างกายของเขา เขายกฆ้อนของตนขึ้นไปบนท้องฟ้าและสายฟ้าก็เริ่มฟาดใส่ลงมาใส่ทหารของลิช คิงอย่างไร้ความปราณี
"เอ้า~ หลบปาย~~ ใครม่ายหลบพ่อจะบี้ให้เหี่ยนนนน~!" แมกนิซ (Magnix the Pandaren Brewmaster) เดินเซไปเซมาไปในสนามรบพร้อมกับใช้ไม้เท้าของตนฟาดใส่ทหารของลิช คิงอย่างไม่คณามือ เรจินก็คอยสนับสนุนการโจมตีของแมกนิซอยู่เป็นเนืองๆพลางร้องตะโกนเตือนให้กับอาจารย์เป็นระยะๆ
"อาจารย์ครับ อย่าประมาทนะครับ!!"

"ทุกคนเริ่มต่อสู้กันแล้ว ทีนี้ก็ตานายแล้วนะสเวน!" รีไลย์หันไปพูดกับสเวนที่นั่งซ้อนท้ายมากับเธอ สเวนพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับและแล้วทั้งหมดก็เริ่มแผนการที่วางเอาไว้ เดเวี่ยนเหาะหลบการโจมตีของทหารลิช คิงอย่างคล่องแคล่วและบินตรงไปยังปราสาทของลิช คิงอย่างรวดเร็ว น่าแปลกที่ว่าการคุ้มกันทำไมมันไม่ค่อยแน่นหนาเท่าที่ควรและเขารับรู้ถึงพลังแปลกๆที่กำลังออกมาจากปราสาทนั้น
"ถึงแล้ว!" รีไลย์ตะโกนพลางสั่งให้เดเวี่ยนลงจอดที่ทางประตูหน้าทางเข้า สเวนกระโดดลงมาจากหลังของเดเวี่ยนพลางมองหน้าของรีไลย์และเดเวี่ยน
"ช่วยรอยยิ้มออกมาและกำจัดลิช คิงให้ได้นะ!!" รีไลย์พูดให้กำลังใจสเวน เขาพยักหน้าตอบรับก่อนจะวิ่งเข้าไปภายในปราสาทอย่างรวดเร็ว ส่วนเดเวี่ยนและรีไลย์ก็บินกลับเข้าไปที่สมรภูมิทางด้านนอกต่อพร้อมกับเปิดฉากการโจมตีอีกครั้ง
ตอนนี้ทุกๆอย่างขึ้นอยู่กับสเวนแล้ว..

[M]agician
10-12-2010, 02:00 PM
ง่าส์

เราพึ่งตื่นเอง

มาเข้าเวปเห็นว่านมาอัพ

ก็ อ่านซ่ะเลย !

ว่านดูแลตัวเองก่อนก็ได้น่ะ ^^"

keenkiller
11-12-2010, 01:52 PM
ใกล้จะจบแล้วซินะ

[M]agician
11-12-2010, 03:19 PM
agician;893419']ใกล้จบแล้วสิน่ะ *0*

ตามนี้เลยยยยย

KillerSpree
11-12-2010, 09:26 PM
บทนี้บรรยายฉากแบบงงๆงะ
ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะอ่ารู้เรื่องหรือเปล่า?

[M]agician
11-12-2010, 10:05 PM
รู้เรื่องสิ - * -

ท่านผู้อ่านไม่โง่หรอก - ~

ยกเว้นท่านวารี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ทีชอบ งง ทุกเรื่อง

lanayao_O
17-12-2010, 02:06 PM
ว้าว จะจบแล้ว
เสียดายก็เสียดาย ดีใจ(เพราะจะรู้เรื่องแล้วว)ก็ดีใจ
สเวนสู้ๆ เน้อ~

Isuki_Chang
23-12-2010, 12:51 PM
555+ เเวะมาอ่าน นิยายผม teleport ไปเเหล่ว 555+

KillerSpree
28-12-2010, 09:35 PM
114

สเวนวิ่งไปตามทางของปราสาทที่สลับและขดเคี้ยวไปมาจนชวนเวียนหัวแต่ทว่าเขาในตอนนี้เขาไม่ได้มีความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น เขาเพียงแค่คิดว่าวันนี้ต้องช่วยเธอจากลิช คิงให้ได้ เหล่าทหารลูกสมุนชั้นล่างของลิช คิงคอยพุงเข้ามาโจมตีเขาตลอดเวลาแต่เขาที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จึงสามารถรับมือกับทหารพวกนั้นได้อย่างสบายๆ ตอนนี้เขาวิ่งมาถึงห้องโถงใหญ่ได้แล้วและที่สุดห้องโถงนั้นมีประตูบานใหญ่สีดำตระหง่านอยู่ตรงหน้าของเขา เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างอยู่ด้านหลังของประตูนั่น ไม่รอช้าเขารีบวิ่งตรงไปยังประตูนั่นอย่างรวดเร็ว บรรยากาศโดยรอบไร้พวกทหารเลวและเงียบสงัดมากเกินไปจนเขาระแวง
ฟึ่บ~!
ร่างของใครบางคนปรากฏกายขึ้นขวางทางประตูที่สเวนกำลังมุ่งหน้าไป ร่างของด้วงยักษ์นามเอนูบลัคมองไปที่สเวนด้วยสายตาเรียบฉยและตั้งท่าเตรียมสู้ สเวนเองก็รอตั้งรับเอ่ไว้อย่างไม่ประมาท
"หึ จะมาช่วยนางรึ" เอนูบลัคเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ
"ก็ใช่น่ะสิ ไอ้ด้วงปลิ้นปล้อน" สเวนว่าพร้อมกับพุ่งตรงไปที่เอนูบลัคอย่างรวดเร็วแต่ทว่าร่างของมันกลับหายไปในอากาศ สเวนเลยเพียงได้แต่ฟันอากาศที่ว่างเปล่า
"ฝีมือของเจ้าเนี่ยนะจะมาช่วยนาง แค่โจมตีข้าเจ้ายังโจมตีข้าไม่โดนเลยสเวน แล้วแบบนี้รอยยิ้มจะรอดรึ" เอนูบลัคพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันอีกรอบ สเวนมองไปรอบๆตัวก่อนจะเพ็งเล็งสมาธิในการฟังเสียง วิชาท่องสายลม [Wind Walk] สามารถอำพรางร่างของผู้ใช้ได้ชั่วคราวและจะไม่เหลือร่องรอยใดๆเอาไว้ทั้งสิ้น เว้นเพียงแต่....
ฉึบ!!
สเวนตวัดง้าวของตนไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ร่างของเอนูบลัคปรากฏกายขึ้นอยู่เหนืออากาศ เขาสามารถหลบการโจมของสเวนได้อย่างฉิวเฉียด สเวนสบถออกมาในลำคอเบาๆเพราะเขาตวัดไม่โดนร่างของเอนูบลัค ส่วนด้วงยักษ์มีท่าทีตกใจเล็กน้อยเพราะทึ่งในความสามารถของสเวน
"โอ้~"
"..."
"ไม่เลวเลยนินา สงสัยวิชาท่องสายลมของข้าจะไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้เลยสินะ"
"ก็แกเล่นวิ่งซะเสียงดังขนาดนั้น ใครจะไม่ได้ยินล่ะเจ้าโง่" สเวนตอกใส่เอนูบลัคแรงๆจนเขาเสียหน้าไปทันที เอนูบลัคมีสีหน้าบูดเบี้ยวเพราะโดนดูถูก ร่างของเขายืนลงพื้นอีกครั้งก่อนจะเริ่มเอาเขาของตนกระแทกลงไปบนพื้น ฉับพลันในทันทีพื้นที่สเวนยืนอยู่ก็มีหนามหินมากมายโผล่ขึ้นมาจากพื้น เขากระโดดหลบอย่างยากลำบากเพราะเจ้าหนามพวกนี้มันขึ้นเต็มพื้นไปหมด และชั่ววินาทีนั้น มีหนามหินแท่งหนึ่งโผล่มาจากทางด้านหลังของเขา กว่าสเวนจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว...
ฉึบ~!
"ฮึ่ย~!"
สเวนสามารถใช้ง้าวป้องกันเอาไว้ได้อย่างทันท่วงทีแต่ทว่าในตอนนี้ง้าวหลุดออกจากมือของเขาไปแล้ว มันลอยกระเด็นไปกอยู่บนผนังของห้องโถงอยู่สูงพอสมควร เขากลับมายืนบนพื้นได้อีกครั้งแต่เอนูบลัคก็เข้ามาประชิดตัวของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"ย๊ากก!!!"
พลั่ก!!
เอนูบลัคใช้เขาของตนกระแทกเข้าใส่ร่างของสเวนอย่างจัง ร่างของสเวนกระแทกกับผนังจนเกิดเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ สเวนลุกขึ้นมายืนอีกครั้งก่อนจะรีบวิ่งตรงไปง้าวของตนที่อยู่บนผนัง
"อย่าวหวังเลย!!!" เอนูบลัคตะโกนขึ้นมาพร้อมกับเอาเขาของตนกระแทกไปที่พื้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มีหนามแหลมออกมาจากผนังที่สเวนกำลังวิ่งขึ้นไปอยู่ เอนูบลัคยิ้มอย่างมีชัยแต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคิด
"แกนี่มันโง่จริงๆ" สเวนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆก่อนจะตีลังกาหลบหนามนั่นได้อย่างสบายๆก่อนจะชูมือไปทางเอนูบลัคที่ตอนนี้กำลังเอาเขาทิ่มไปที่พื้น
"อะไรกัน..."
"Storm's bolt.."
ฆ้อนขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากมือของสเวนและตรงไปหาเอนูบลัคอย่างรวดเร็ว มันกระแทกร่างของด้วงเข้าเต็มรักจนมันกระเด็นลอยไปไกล สเวนวิ่งขึ้นไปบนผนังอีกครั้งก่อนจะไปคว้าง้าวของตนและกลับมายืนบนพื้นอีกครั้งอย่างสวยงาม
"ยัง.. มันยังไม่จบ!!" เอนูบลัคตะเกียดตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นพร้อมกับตั้งท่าเตรียมสู้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว
"ถ้ายังไม่จบ ชีวิตของแกจะจบลงตรงนี้แหละ..."
สเวนที่มาจากไหนไม่รู้เอาง้าวจี้ไปที่คอของเอนูบลัคอย่างมีชัย เจ้าด้วงยักษ์ถึงกับผงะไปในทันทีพร้อมกับมองหน้าของสเวนอย่างไม่เชื่อสายตา เขา...พ่ายแพ้หมดรูปถึงขนาดนี้เลยหรือ!?
"แกมันก็ยังอ่อนแอจริงๆ ไม่รู้ว่ารอยยิ้มรักไอ้ปลวกอย่างเจ้าไปได้ยังไง" สเวนเอ่ยพร้อมกับใช้ง้าวแตะไปที่คอของเอนูบลัคเบาๆ นั่นเองที่ทำให้เจ้าด้วงยักษ์มองหน้าสเวนอย่างกินเลือดกินเนื้อ
"แล้วแกล่ะ อ่อนแอจนต้องให้นางใช้ชีวิตตัวเองช่วยแก!"
"อย่างน้อย... นั่นก็เป็นสิ่งที่นางเต็มใจทำ มิใช่หลอกนางแบบเจ้า..." ในท่อนแรกของประโยคแผงไปด้วยความอ่อนแอ แต่ทว่าประโยคหลังนั่นกลับกระแทกใส่เอนูบลัคเข้าเต็มๆ จนเขาผงะจนพูดไม่ออก ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาก่อนเหตุการณ์นี้ เขาหลอกรอยยิ้มมาตลอด และไม่รู้จะทำยังไงให้นางกลับมาเป็นเหมือนเดิม หลายครั้งที่เขาพยายามจะฝืนกฏสักครั้งเพื่อเธอ แต่ทว่าเขาก็อ่อนแอเกินไปที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ เอนูบลัคเอาหัวของตัวเองกระแทดพื้นไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีเลือดไหลซึมออกมา สเวนมองการกระทำของเจ้าด้วงตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร
หากนั่นเป็นความต้องการของเจ้าด้วงนั่นเอง...
"ทำไมนะ! ทำไมข้ามันอ่อนแอแบบนี้นะ!?" เอนูบลัคตะโกนออกมาเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง สเวนชักง้าวออกมาจากคอของเอนูบลัคก่อนจะออกห่างจากเจ้าด้วงนั่นและเดินตรงเข้าไปที่ประตูบานใหญ่ตรงหน้า
'ฝากช่วยนางด้วยล่ะ'
คำพูดเบาๆแม้แต่สเวนก็ไม่ได้ยินดังมาจากปากของเอนูบลัคก่อนที่สเวนจะเปิดประตูนั่นและเดินเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว

"ชิมนี่หน่อยเป็นไง!"
รีไลย์ตะโกนลั่นเมื่อเธอร่ายคาถาเสร็จ เหล่าทหารลิช คิงด้านล่างต่างวิ่งกันกระเจิงเมื่อถูกเวทมนตร์ของเธอโจมตี เดเวี่ยนก็คอยพ่นไฟน้ำแข็งออกมากวาดล้าง เหล่าทหารของทอเรนและ Sentinel เป็นแนวหน้าของการรบ ส่วนพวกคนแคระและพลธนูหญิงของค่ายเป็นผ่ายสนับสนุนจากทางด้านหลัง
ครืนๆๆ~!
"นั่นมัน..."
ท้องฟ้าที่เคยมืดสนิท มาในตอนนี้กลับมีแสงสว่างสีเขียวออกมาจากหมู่เมฆ อะไรบางอย่างพุ่งตกลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วแสงจนพวกทหารที่อยู่ด้านล่างไม่ว่าจะเป็นทั้งทหารของลิช คิง หรือ Sentinel ต่างก็กระเด็นกันไปคนละทิศละทาง เลือดเนื้อกระจายเต็มไปทุกสารทิศ
"นี่มันเรื่องอะไรกันว่ะ!?" บาราธัมที่โดนสะเก็ดตะโกนร้องด้วยความสงสัย
สิ่งที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั่นก็คือก้อนอุกาบาตขนาดใหญ่ มันมีประกายไฟสีเขียวมรกตห่อหุ้มเอาไว้รอบๆ
แต่ยังไม่ทันที่นักเขียนจะบรรยายจบ อุกาบาตลูกใหญ่ลูกที่สองก็ตกลงมาจากฟากฟ้าเฉกเช่นเดียวกับลูกแรก เพียงแต่ว่าลูกนี้มันตกไปไกลจากตำแหน่งลูกแรกอยู่พอสมควร เดเวี่ยนและรีไลย์ที่อยู่บนอากาศรีบเข้าไปสำรวจที่ลูกอุกาบาตนั่นในทันที และจังหวะเดียวกัน จากที่เคยเป็นก้อนกลมๆ เจ้าอุกาบาตทั้งสองลูกกลับเริ่มมีแขนและขาออกมา มันลุกขึ้นยืนอย่างมันคงและประกายไฟสีเขียวที่เคยมีมากอยู่แล้ว กลับหนาแน่นขึ้นไปเท่าทวี ส่วนหัวและใบหน้าเริ่มปรากฏและในที่สุดเจ้าอุกาบาตทั้งสองลูกก็กลายเป็นยักษ์ร่างหินสมบูรณ์
"อิน...อินเฟอร์นอล!? [Infernal] อสูรดาวตก!?" รีไลย์ละล่ำละรักออกมาไม่เป็นเสียงเพราะยักษ์ที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นเปนมนอสูรอันเชิญชั้นสูงที่ไม่ใช่ว่าจอมเวทย์คนไหนๆ จะอัญเชิญออกมาได้
'กวาดล้างได้..' เสียงบ่นพึมพำของใครสักคนดังขึ้นมาจากมุมลับๆ ห่างไกลจากสมรภูมิ
เจ้ายักษ์อินเฟอร์นอลเริ่มโจมตีใส่พวกที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เลือกหน้า ทุกคนต่างหนีตายกันจ้าละหวั่นทั้งทหารของลิช คิงและ Sentinel มันไร้ซึ่งความปราณีและเฆ่นฆ่าอย่างโหดเฮี้ยม (พิมพ์ Heer ไม่ได้) ใครก็ตามที่ต่อต้านมันจะต้องพบกับจุดจบที่ไม่สวยงาม รีไลย์และเดเวี่ยน รีบตรงไปยังเจ้ายักษ์ทั้งสองตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มทำการโจมตี แต่หากซึ่งไร้ผล เวทมนตร์ของรีไลย์ไม่สามารถทำอะไรเจ้ายักษ์นั่นได้เลย
"แบบนี้เราแย่แน่! มีหวังโดนเจ้ายักษ์บ้าพวกนี้เล่นงานจนเละแน่!" รีไลย์ตะโกนขึ้นมาพลางนึกหาทางกำจัดเจ้ายักษ์
แต่ทว่า...
ป๊าบ~!
"กรี๊ดด!!!"
เจ้ายักษ์นั่นหันมาปัดร่างของเดเวี่ยนและรีไลย์จนทั้งคู่กระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง ร่างมังกรเดเวี่ยนร่วงกระแทกพื้นด้านล่างจนเป็นรอยยาวและเขาก็ค่อยๆกลับคืนสู่สภาพมนุษย์อย่างช้าๆท่ามกลางฝูงชนของทหารทั้งสองฝ่าย ส่วนรีไลย์ในตอนนี้กำลังจะร่วงลงถึงพื้นแล้ว เธอร้องกรี๊ดออกมาเสียงหลง สภาพของเธอในตอนนี้เธอเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น หากตกลงมาจากความสูงแบบนี้ล่ะก็ ศพไม่สวยแน่!!
ฟึ่บ! หมับ!
"ฟู่~ เกือบไม่ทันซะแล้ว!" ใครสักคนสามารถคว้าร่างของรีไลย์เอาไว้ได้อย่างทันถ่วงที ร่างนั้นกระโดดลงถึงพื้นอย่างสวยงามพร้อมกับแบกร่างรีไลย์ในอ้อมแขนของตนเอง
"ธะ..เธอ...!!"
"ว่าไง จำฉันไม่ได้แล้วรึ?"
"อัลเรเลียร์!! (Alrelia the Windrunner)"
"เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?" รีไลย์เอ่ยถามอัลเรเลียร์ด้วยความสงสัยทันทีเพราะเธอต้องอยู่ที่ป่าแห่งนักปราชญ์นั่นสิ!
"ท่านฟูเรี่ยนมีคำสั่งให้ทหารทุกคนมาเป็นกำลังเสริมให้กับ Sentinel น่ะสิ" เธอว่าพร้อมกับยิ้มให้กับรีไลย์ และในช่วงเวลานั้นเองต้นไม้ขนาดยักษ์นับร้อยนับพันต้นพุดขึ้นมาจากพื้นดินเต็มไปทั่วสมรภูมิ ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความเงียบและความตกใจยกเว้นเพียงแต่เจ้ายักษ์อินเฟอร์นอลเท่านั้นที่ยังคงอาละวาดอยู่
'เหล่าผู้พิทักษ์แห่งปฐพี จงเป็นกำลังให้กับข้าและพองเพื่อนด้วย.. Force of Nature!'
ฉับพลันในทันที ต้นไม้ทุกคนต่างก็มีแขนมีขายืดออกมาจากลำต้นและลุกขึ้นมายืนอย่างมั่นคง ต้นไม้พวกนั้นเริ่มโจมตีใส่ทหารของพวกลิช คิงอย่างไม่คณามือ ทหารผ่าย Sentinel ทุกคนเห็นดังนั้นจึงเฮโลออกมาด้วยเสียงดังก้องก่อนจะรีบเข้าไปสมทบกับทหารต้นไม้เหล่านั้น สภาพของสมรภูมิในตอนนี้มีแต่ความวุ่นวายโกลาหล แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ทหารบางส่วนลากเดเวี่ยนที่นอนไม่ได้สติอยู่ออกจากสมรภูมิ รีไลย์และอัลเลเรียร์รีบตามไปสมทบกับเดเวี่ยนและคนอื่นๆ
"ขะ...เขาเป็นยังไงบ้าง!?" รีไลย์รีบเข้ามาดูอาการของเดเวี่ยนในทันที
"ยังไม่ได้สติเลยครับ" ทหารนายหนึ่งพูดตอบขึ้นมาพร้อมกับรีบวิ่งกลับเข้าไปในสมรภูมิต่อ เหลือเพียงแต่ทหารไม่กี่คนเท่านั้นที่รอดชีวิตออกมาได้จากสมรภูมิและกำลังได้รับการรักษาจากทีมพยาบาล รีไลย์กุมมือของเดเวี่ยนเอาไว้แน่นก่อนเอ่ยทั้งน้ำตา
"ถ้าสงครามจบเมื่อไหร่ พวกเราอาจจะหาทางออกกลับไปยังเวลาของพวกเราก็ได้นะ..."
"ท่านฟูเรี่ยน!?" อัลเรเลียร์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงฉงน เอลฟ์ร่างสูงชราเดินเข้ามาหารีไลย์ก่อนจะมองหน้าของเธอด้วยสายตาเรียบๆ
"แล้ว...ตอนนี้สถานการณ์โดยรวมเป็นยังไงบ้าง" ฟูเรี่ยนถาม
"สเวนบุกเข้าไปในปราสาทของลิช คิงได้สำเร็จแล้วค่ะ ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเขาเท่านั้น"
"ได้แค่เพียงยื้อเวลาสินะพวกเรา" ฟูเรี่ยนเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนจะหายตัวไปกลางอากาศ ทิ้งให้รีไลย์ เดเวี่ยนและอัลเรเลียร์นั่งอยู่ตามลำพัง พวกเขาเหม่อมองไปที่ปราสาทของลิช คิงที่กำลังลอยตระหง่านอยู่บนท้องฟ้าก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาเบาๆ
'ขอให้พระเจ้าคุ้มครองสเวนด้วยเถอะ'

ปัง!!
สเวนถีบประตูเข้ามาถึงภายในห้องของลิช คิงได้เป็นผลสำเร็จ บรรยากาศในห้องนั้นเย็นยะเยือกผิดปกติแต่เขาไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ตรงหน้าของเขาจอมมารที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หันหลังให้กับเขา ท้าวคางมองบรรยากาศสนามรบด้วยความบันเทิงเริงใจ และคนที่อยู่ข้างๆเก้าอี้นั่น เด็กผู้หญิงที่เป็นเป้าหมายของเขา สีหน้าของเธอดูไม่สดใสซีดเซียวเหมือนกระดาษเปียกน้ำ นัยน์ตาของเธอว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ผิวหนังไม่ได้เป็นสีเนื้อตามธรรมชาติของมนุษย์แต่กลับเป็นสีคล้ำจนดูน่ากลัว สภาพของรอยยิ้มที่สเวนเห็นในตอนนี้แทบจะทำให้เขาหยุดหายใจไปในทันที
"มาถึงแล้วสินะ คู่สัญญาแห่งชีวิตของหนูรอยยิ้ม" ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ อุณหภูมิภายในห้องต่ำลงมากขึ้นกว่าเดิม จอมมารลิช คิงหันหน้ามาเผชิญกับสเวนในที่สุด
"ลิช คิง!"
"ขอต้อนรับท่านเข้าสู่ การแสดงฉากสุดท้าย...."

[M]agician
28-12-2010, 10:15 PM
ดีจ้า แต่งต้อนรับปีใหม่ป่ะนี้

KillerSpree
29-12-2010, 09:39 AM
ช่วงปีใหม่อาจจะเป็นฉากจบละมั้ง?

fatal_error
01-01-2011, 11:42 AM
มาวิจารณ์ให้ตามที่ขอครับ ไม่รู้ว่าจะเป็นประโยชน์รึเปล่าแต่จะพยายามแนะนำให้ดีที่สุดครับ
เรื่องการบรรยายของบุคคลที่หนึ่งไม่น่าจะมีปัญหานะครับ ที่อ่านแล้วยังรู้สึกแปลกๆอยู่คือมุมมองบุคคลที่สาม ตัวอย่างเช่น

“สเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นๆก่อนจะพุ่งตัวไปหาสลาดาร์อย่างรวดเร็ว สลาดาร์เตรียมตั้งรับการโจมตีของสเวน เนซาจเห็นดังนั้นจึงรีบสั่งม้าวิ่งเข้าใส่สเวน สเวนหลบได้อย่างทันถ่วงทีก่อนจะปล่อยฆ้อนสายฟ้าใส่เนซาจ เนซาจหลบฆ้อนนั้นได้อย่างทันถ่วงทีและหายตัวไปอยู่ทางด้านหลังของสเวนและโจม ตีใส่สเวนทันที สเวนรับการโจมตีนั้นเอาไว้ได้และรีบสะบัดกระบองของเนซาจออกไปและสวนคืนกลับ ไป เนซาจใช้กระบองรับง้าวของสเวนเอาไว้และทั้งคู่ก็เริ่มปะดาบกันทันที สลาดาร์ที่เห็นโอกาสดีจึงรีบพุ่งเข้าโจมตีใส่สเวนที่กำลังต่อสู้กับเนซาจอ ยู่ สถานการ์ในตอนนี้สเวนกำลังถูกรุมแต่เขาไม่ได้ย่อท้ออะไร เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้กำลังลุกดป็นไฟ ลุกเป็นไฟด้วยความแค้น แค้นที่พวกเลวๆสองตัวนั่นทำกับรอยยิ้ม..”
จัเห็นว่าชื่อของตัวละครซ้ำไปซ้ำมาเต็มไปหมด ลองใช้สรรพนามอื่นๆบ้าง ไม่อย่างนั้นเวลาอ่านมันจะดูน่าเบื่อ พยายามเขียนให้การบรรยายดูลื่นไหล บวกกับใช้ศัพท์ให้หลากหลายเข้าไว้ ศัพท์ใหม่ๆที่สามารถหาได้ทั่วๆไปจากการอ่านแล้วจำคำที่คิดว่าน่าใช้มา หรือคำบางคำที่ใช้บ่อยก็ลองเซิร์จในอินเตอร์เนตดูว่ามีคำคล้ายที่น่าใช้หรือไม่ (เวปเด็กดีน่าจะมีนะ ผมว่าเคยเห็นแวบๆ)

“สเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นๆแล้วพุ่งเข้าประชิดสลาดา บีบให้เจ้าแห่งห้วงสมุทรต้องยกหอกยักษ์คู่กายขึ้นมาตั้งรับ และในจังหวะนั้นเองที่เนซาจได้โอกาสสั่งให้อาชาคู่กายของตนพุ่งเข้าหมายขยี้ศัตรูให้เป็นซาก ทว่านักรบร่างฟ้ากลับหลบมันได้อย่างไม่ยากเย็นก่อนที่เขาจะปลดปล่อยฆ้อนสายฟ้าของตนสวนไปใส่นักรบดำ
พริบตาก่อนที่ค้อนจะกระทบถูกตัวเป้าหมายนั่นเอง ที่เนซาจอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็วแล้วไปปรากฏกายเบื้องหลังของสเวน ง้าวยักษ์ปะทะเข้ากับกระบอกทมิฬยับยั้งการโจมตีจากด้านหลังได้ทันท่วงที ก่อนที่การต่อสู้ของทั้งสองจะกลายเป็นการแลกอาวุธกันซึ่งๆหน้า สลาด้าที่ตั้งตัวกลับมาได้อีกครั้งจึงรีบพุ่งเข้าโจมตีสเวนเพื่อสนับสนุนพรรคพวกของตน การต่อสู้แบบสองรุมหนึ่งดำเนินไปอย่างหฤโหด แต่นักรบร่างยักษ์กลับไม่มีสีหน้าหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย เมื่อตอนนี้รอยยิ้มที่เขาจามหามานานต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้เพราะมันทั้งสอง”

อันนี้ผมลองเขียนใหม่ดูให้คร่าวๆ ตรงนี้จะเห็นว่าการใช้คำสามารถทำให้บรรยากาศของบทบรรยายบทเดียวกันเปลี่ยนไปได้มาก อันนี้ผมเขียนให้มันดูตึงเครียดนิดนึง ถ้าจะปรับให้มันเครียดขึ้นหรือดูเป็นการต่อสู้ขำๆไปเลยก็ได้แล้วแต่คำที่จะใช้ แต่ที่อยากจะย้ำก็คืออย่าเอาทั้งหมดไปใช้ดื้อๆเพราะมันอาจไม่ใช่สไตล์การเขียนที่คุณชอบก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เขียนได้ดีนั่นคือเขียนแล้วคนเขียนจะต้องสนุกไปกับมัน ถ้าบังคับให้เขียนในแบบที่ตัวเองไม่ชอบไม่ว่าจะเขียนยังไงงานก็จะออกมาไม่ดี
เรื่องของเนื้อเรื่อง เท่าที่ผมอ่านดูผมว่ามันช้าเกินไปนะครับ ตอนเยอะน่ะไม่เป็นไรแต่ทุกตอนควรจะมีอะไรมาให้แปลกใจ มีอะไรมาทำให้เนื้อเรื่องคืบไปมากกว่านี้ หรือมีการทิ้งปมที่น่าสงสัยเอาไว้ตอนจบตอนจะทำให้ผู้อ่านอยากจะตามอ่านมากขึ้นครับ พยายามอย่าให้อะไรๆมันตรงเผงเกินไป
อีกเรื่องครับ คือไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า แต่ตัวละครของฝ่ายลิชคิงดูจะมีอุปนิสัยคล้ายกันมากยกเว้นด้วงอยู่ตัวหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เนื้อเรื่องมันดูจืดเกินไป ต่อให้เป็นตัวร้ายก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแสดงออกร้ายๆเสมอไป น่าจะเขียนให้ตัวละครของฝ่ายนี้ดูมีชัวิตขึ้นมาอีกหน่อย เช่นให้แต่ละตัวมีวิธีการพูดการใช้ภาษาที่แตกต่างหรือมีเอกลักษณ์อากัปกิริยาที่ทำบ่อยๆ เรื่องท่าทางและน้ำเสียงของตัวละครแต่ละตัวก็สำคัญ พยายามทำให้คนอ่านเห็นอุปนิสัยของตัวละครบ่อยๆทั้งทางอ้อมและทางตรงจะช่วยทำให้ตัวละครดูเด่นขึ้นครับ (แต่ถ้าเป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งก็ไม่ต้องอะไรกับมันมากก็ได้ครับ) คร่าวๆก็มีเท่านี้ รออ่านตอนจบอยู่นะครับ

KillerSpree
01-01-2011, 12:48 PM
พูดตรงๆคือ ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเขียนอะไรเลย
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกมราเขียนและเขียนไม่จบสักที แต่ประมาณ 2 3 ตอนก็คงจบ

อาจจะต้องเขียนเรื่องนี้ใหม่หมด = =

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ

[M]agician
02-01-2011, 09:44 AM
ผู้อ่านมีความเห็นว่า

เนื้อเรื่องหนุกดี

KillerSpree
02-01-2011, 11:17 PM
115

"ยินดีต้อนรับเข้าสู่การแสดงครั้งสุดท้าย..." ลิช คิงยิ้มระเหี่ยก่อนจะสะบัดผ้าคลุมของตนออก เผยให้เห็นปีกน้ำแข็งสีนวลฟ้าใส หากเขาเป็นเทวดาในตอนนี้ล่ะก็...แม้แต่มิคาเอลผู้ซึ่งเป็นอัครเทวาแห่งสรวงสวรรค์ยังเทียบไม่ได้เลย แต่สเวนกลับไม่ได้ยินดีชื่นชมเจ้าปีกนั่น เขาตั้งท่ามั่นหมายจะปลิดชีพจอมมารที่อยู่ตรงหน้าเพื่อทำให้ทุกอย่างมันจบลงภายในวันนี้พร้อมกับช่วยรอยยิ้ม
สเวนวิ่งตรงเข้าไปหาลิช คิงอย่างรวดเร็วแต่ทว่าจอมมารก็ไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย ผิดกันหญิงสาวที่อยู่ข้างกายลิช คิงชิงขยับตัวได้ก่อนพร้อมกับมายืนบังร่างของลิช คิงเอาไว้เพื่อปกปป้องเขา รอยยิ้มมองหน้าของสเวนด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะร่ายเวทมนตร์อย่างรวดเร็ว ฉับพลันในทันทีเกิดโล่ห์น้ำแข็งขนาดมหึมาห่อหุ้มทั้งร่างของเธอและลิช คิงเอาไว้ ง้าวของสเวนปะทะกับเจ้าโล่ห์น้ำแข็งนั่นพอดี สเวนพยายามใช้แรงทั้งฟ่าเข้าไปในโล่ห์น้ำแข็งนั่นจนสุดแรง แต่ไม่เกิดแม้แต่รอยใดๆทั้งสิ้น เขากระโดดกลับมาตั้งหลักที่เดิมก่อนจะมองหน้าของรอยยิ้มด้วยสายตาเว้าวอน
"รอยยิ้ม! เจ้าจะไปปกป้องไอ้ปิศาจนั่นทำไม!? มันทำให้เจ้าเป็นแบบนี้นะ!!" สเวนเอ่ยตะโกนขึ้นมาเสียงแข็ง หญิงสาวไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบแต่อย่างใด แต่ทว่าลิช คิงกลับหัวเราะร่าด้วยอย่างขบขันก่อนจะเอามือข้างหนึ่งลูบไปที่หัวของรอยยิ้มอย่างรักใคร่เอ็นดู
"ฮ่ะๆ เป็นเด็กดีเสียจริงๆ"
"ฮึ่ย..." สเวนกัดฟันแน่นพร้อมมองหน้าของรอยยิ้มที่ซีดเผือด นัยน์ตาของเธอตอนนี้มันว่างเปล่าจนเขากลัว
เขากลัวว่าจะช่วยเธอไม่ได้
"ช่องว่าง...." รอยยิ้มพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ก่อนจะพุ่งตรงมาหาสเวนจนเขาตั้งตัวไม่ทัน เธอแปลงแขนของตัวเองเป็นใบมีดน้ำแข็งหมายจะตัดหัวของสเวน แต่ทว่ายักษ์ร่างฟ้าสามารถรับการโจมตีนั่นได้อย่างหวุดหวิดแต่เขากลับถูกรอยยิ้มเตะเสยเข้าที่คางไปเต็มรักเสียแทน
"หึ! อยู่กับไอ้จอมมารนั่นเก่งขึ้นจริงๆนะรอยยิ้ม เมื่อก่อนยังร้องไห้อยู่เลยนิ.." สเวนพูดเย้ยหยันรอยยิ้มหวังว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอะไรมาบ้าง และดูเหมือนว่าได้ผล รอยยิ้มขมวดคิ้วโกรธๆขึ้นมาแล้วก่อนจะพุ่งตรงไปหาสเวนอีกรอบ ทั้งสองเริ่มต่อสู้กันแต่กลับกลายเป็นสเวนที่ต้องตั้งรับฝ่ายเดียว เขาไม่สามารถจะโจมตีอะไรเธอเพราะกลัวจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเธอ ลิช คิงที่ยืนดูการต่อสู้หัวเราะขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะชี้นิ้วไปที่สเวนและร่ายเวทมนตร์ของตน ฉับพลันในทันที หอกน้ำแข็งจำนวนมากกว่าร้อยด้ามปรากฏขึ้นมากลางอากาศก่อนจะพุ่งตรงไปหาทั้งสเวนและรอยยิ้มที่กำลังต่อสุ้กันอยู่ สเวนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระโดดหลบเจ้าหอกนั้นเป็นพัลวัลแต่ทว่าเขาก็ไม่วายที่จะคว้าร่างของยิ้มมาด้วย เพราะเขาคิดว่าเธอคงมองไม่เห็นเจ้าหอกนั่นที่กำลังพุ่งมาหา ร่างของรอยยิ้มดิ้นพล่านไปมาในอ้อมแขนของสเวน แต่สเวนกลับกระชับวงแขนของตนให้แน่นมากขึ้นกว่าเดิม สีหน้าของรอยยิ้มเริ่มแสดงสีหน้าความเจ็บปวเพราะแรงรักของสเวน
"เหอะๆ ช่างน่าประทับใจอะไรเยี่ยงนี้~ ช่วยเหลือนางทั้งๆที่นางจะปลิดชีวิตของแก" ลิช คิงว่าพร้อมกับปรบมือให้กับสเวนเบาๆ ก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์บทใหม่
จู่ๆห้องทั้งห้องก็ปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็นยะเยือก จนห้องทั้งห้องเริ่มมีน้ำแข็งเกาะเริ่มเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ สเวนมัวแต่พะวงกับลิช คิงจนประมาทปล่อยร่างของรอยยิ้ม เธอกระโดดถีบยอดอกของสเวนจนเขากระเด็นติดผนังน้ำแข็งก่อนจะกลับไปยืนข้างกายจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ สเวนลุกขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะหยิบง้าวที่ตกอยูข้างๆกาย
"เปิดม่านการแสดง~!!" ลิช คิงยิ้มพร้อมกับยกแขนของตนเองขึ้นมาก่อนจะเริ่มแกว่งมันราวกับว่าเขากำลังวาทยากรวงดนตรีออเครสตร้า น้ำแข็งที่เกาะอยู่บนผนังแปร่เปลี่ยนเป็นอาวุธแหลมคมหลากหลายชนิดพร้อมกับพุ่งโจมตีใส่สเวน ยักษ์ร่างฟ้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งหนีการโจมตีพวกนั้นแต่ไม่ว่าเขาจะวิ่งไปที่ไหน เจ้าอาวุธพวกนั้นก็ไล่โจมตีเขาอย่างไม่ลดละ
เพล้ง~!
สเวนใช้ง้าวของตนหวดเข้าไปที่อาวุธแลมคมพวกนั้นจนมันแตกเป็นเสี่ยงๆ ลิช คิงหัวเราะหึๆขึ้นมาก่อนจะสั่งให้รอยยิ้มโจมตีใส่สเวนพร้อมกับเสกอาวุธน้ำแข็งขึ้นมาใหม่อีกรอบ
"บ้าชิบ~!!" สเวนบ่นพร้อมกับเริ่มหลบการโจมตีที่กำลังจะมาอีกระลอกพร้อมกับรอยยิ้ม เธอวิ่งไต่กำแพงและโจมตีสเวนอย่างไม่คะณามือ
"ฆ่า..ทำลาย...กำจัด เพื่อ..ทะ..ท่านจอมมาร" เธอพูดขึ้นมาในขณะที่กำลังโจมตีสเวน เขากำลังจะตั้งรับการโจมตีพวกนี้ไม่ไหวอยู่แล้ว นี่มันสองรุมหนึ่งแล้วเขายังต้องมาคอยคุ้มครองรอยยิ้มจากการโจมตีพวกนี้อีก สมกับเป็นลิช คิงจริงๆ โจมตีใส่เขาพร้อมกับรอยยิ้มโดยที่รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องคุ้มครองเธอไปด้วย
"ยัยบ้าเอ้ย! ตั้งสติหน่อยสิ!" สเวนตะคอกใส่รอยยิ้มด้วยความโทสะแต่เธอไม่ได้หยุดการโจมตีของเธอ เธอยิ่งกระหน่ำโจมตีใส่เขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อาวุธของพวกลิช คิงก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมอีกและยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย แบบนี้แย่ๆแน่ๆ
ฟิ้ว~!
จู่ๆมีดน้ำแข็งที่ลิช คิงเสกขึ้นมาก็บินมาจากทางด้านหลังของรอยยิ้มและมันกำลังจะเสียบทะลุคอหอยของเธอ สเวนรีบใช้แรงทั้งหมดรวบร่างของรอยยิ้มเอาไว้ก่อนจะใช้แผ่นหลังของเขารับมีดนั่นไว้แทน ความเจ็บเริ่มถาโถมเข้ามาใส่สเวน...
"บ้าชะมัด.."
"..."
"ฮ่าๆๆ~! แกนี่มันจริงๆเล้ยสเวน~!!" ลิช คิงว่าพร้อมกับสั่งอาวุธทุกชิ้นพุ่งตรงเข้าไปหาร่างของสเวน
ฉึกๆๆๆๆๆ~!!!
อาวุธทั้งหลายในตอนนี้ปักที่หลังของสเวน ร่างของเขาทรุดนั่งลงกับพื้นพร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน เลือดของเขาไหลอาบไปทั่วแผ่นหลังและเลือดนั่นก็ไหลไปบนพื้นน้ำแข็ง ร่างของสเวนยังคงกอดรอยยิ้มเอาไว้แน่น รอยยิ้มเริ่มดื้นเพื่อให้ตนพ้นจากพันธนาการของยักษ์ร่างฟ้าแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลุดออกมาง่ายๆ นี่ขนาดเจ้ายักษ์นี่มันโดนการโจมตีไปแบบนั้นยังมีแรงขนาดนี้อีกหรอ!?
"หยุดดิ้นได้มั้ย!!?" สเวนตะโกนใส่หน้าของรอยยิ้มที่เรียบเฉย เธอมองหน้าของเขาด้วยสายตาที่เรียบเฉยและยังคงดิ้นต่อไป
พรึ่บ~ เพลาะ~!
อะไรบางอย่างไหลออกมาจากกระเป๋าของสเวนและไปตกอยู่ใกล้ๆของของรอยยิ้ม
มันคือมือถือของรอยยิ้มนั่นเอง...
ปิ๊บๆ
'แบตตารี่อ่อน'
ข้อความบนหน้ามือถือปรากฏขึ้นมาพร้อมกับภาพที่อยู่บนหน้าจอ รอยยิ้มมองไปที่ภาพนั้นด้วยความประหลาดใจเพราะในรูปนั้น เป็นรูปที่เธอกำลังหอมแก้มสเวนอยู่
"ภาพ..นั่น"
"จะ..เจ้าจำได้มั้ย..." สเวนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและสั่นท้านเพราะความหนาวเย็น "เจ้าจำวันที่พวกเราใช้เวลาร่วมกันได้มั้ย จำวันที่เจ้าไปช่วยข้าจากคุกใต้ดินเวรๆนั่นได้มั้ย"
"..."
สายตาของสเวนเริ่มพล่ามัวลงทุกทีเพราะบาดแผลจากการโจมตีของลิช คิง แต่ทว่าเขาก็ฝืนเอาไว้พร้อมกับเริ่มพูดกับรอยยิ้มต่อไป
"ข้าขอโทษที่สุดท้ายแล้ว... ทั้งๆที่ข้าควรจะเป็นคนปกป้องเจ้า...แต่เจ้า...อึก....เจ้าก็เป็นคนปกป้องข้าตลอดจนข้าคิดว่าข้าอ่อนแอ... อ่อนแอจนไม่สามารถจะอยู่กับเจ้าได้..."
"หมดเวลาละครน้ำเน่านั่นได้แล้ว..." ลิช คิงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ฉับพลันในทันทีร่างของสเวนก็ลอยขึ้นมา ร่างของรอยยิ้มหลุดออกจากอ้อมแขนของสเวนในท่สุดแต่เธอกลับไม่ได้ขยับตัวไปไหน เพียงแต่ว่าสายตาของเธอยังคงจับจ้องมองไปที่ภาพในมือถือนั่น ทำไมกันนะ ทำไมจู่ๆน้ำตามันก็ไหลออกมานะ ทำไมเธอถึงรู้สึกหวั่นไหวไปกับคำพูดของเขาเมื่อกี้นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ....
เธอหยิบมือถือนั่นขึ้นมาดูแต่ก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ตอนนี้ร่างของสเวนไปลอยหยุดอยู่ตรงหน้าของลิช คิง สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความมีชัยเหนืออริศัตรู
"ขอบคุณสำหรับการแสดงที่เรียกน้ำตานะสเวน ทีนี้ก็ขอให้เจ้าหลับสบาย...ตลอดไป.."
ซึ่ม~!!
ร่างของสเวนในตอนนี้ถูกน้ำแข็งแช่เอาไว้ทั้งร่างจนไม่สามารถขยับไปไหนได้
'นี่เรา..คงมาไกลได้แค่นี้สินะ'
"ลาก่อน~" จอมมารยิ้มอีกครั้งก่อนจะดีดนิ้วของตนเอง ฉับพลันในทันทีน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของสเวนอยู่ก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง เศษน้ำแข็งนั่นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับร่างของสเวนที่ลอยกระเด็นมาจากแรงระเบิดนั่นและกระแทกเข้าใส่กำแพงเข้าอย่างจังและร่างของเขาก็ไหลมากองอยู่ข้างๆร่างของรอยยิ้มที่นั่งกุมมือถือของตัวเองอยู่
"สเวน..." รอยยิ้มเอ่ยชื่อของยักษ์ร่างฟ้าที่นอนแน่นิ่งด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉย แต่ทว่าบนใบหน้าของเธอในตอนนี้มีน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง เธอค่อยๆขยับไปหาร่างของสเวนที่นอนแน่นิ่งอยู่อย่างเชื่องช้าพร้อมกับสะกิดร่างของสเวนเบาๆแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบกลับมาจากร่างของสเวน เธอมองที่หน้าจอมือถือของตัวเองอีกครั้งสลับกับร่างของสเวน นี่เธอ...เธอ... ทำไมเธอถึงรู้สึกเสียใจจนใจจะขาดแบบนี้ ทั้งๆที่เจ้าตัวประหลาดที่นอนอยู่ข้างๆเธอเป็นศัตรูของลิช คิง เธอควรจะดีใจสิไม่ใช่มาเสียใจแบบนี้!
'เจ้านี่โง่เหมือนเดิมนะ...'
เสียงของสเวนดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของรอยยิ้ม... นี่มันอะไรกันทำไมเธอถึงสับสนแบบนี้นะ ใบหน้าของสเวนเริ่มปรากฏในความคิดของรอยยิ้ม เธอพยายามสลัดมันออกไปแต่ทว่ามันก็ไม่ได้หายไปไหนมิหนำซ้ำยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้เธอเริ่มส่ายหัวไปมา

'แบบนี้ลำบากข้าอีกล่ะสิ'
'แฮะๆ ขอโทษด้วยละกัน'

'-_-'
'ดะ..เดี๋ยวสิ! มะ..มันหมายความวะ..ว่ายังไง'
'.....ก็หมายความว่า เจ้าจะต้องพักกับข้า'

ภาพทั้งหลายทั้งมวลเริ่มปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอและสเวนพบกัน และภาพต่างๆที่เธอและเขาใช้เวลาร่วมกัน ทำไมมันดูอบอุ่นแบบนี้นะ... มันทำให้เธอรู้สึกยิ้มขึ้นมาได้
ยิ้ม...ยิ้มหรอ....
"สเวน...ฮึกๆ...."
รอยยิ้มกอดร่างของสเวนเอาไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเบาๆ
"เอาล่ะรอยยิ้ม กลับมาหาได้แล้ว หมดเวลาเล่นแล้ว..." ลิชคิงกลับไปนั่งบนบังลังค์ของตนอีกครั้งก่อนจะเรียกให้รอยยิ้มกลับไปประจำที่ของเธอ แต่ทว่ารอยยิ้มไม่ได้สนใจกับคำสั่งนั่นแม้แต่เล็กน้อย เธอกำลังร้องไห้บนร่างของสเวนอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ลิช คิงมองเธอด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ก่อนจะเรียกเธอให้มาหาอีกครั้ง
"กลับมาหาข้ารอยยิ้ม!!"
"ชาติหน้าแล้วกัน..." รอยยิ้มตอบกลับขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาๆจนลิช คิงผงะไปทันที
"เจ้าว่าอะไรนะรอยยิ้ม"
"ฉันบอกแกว่า ชาติหน้าแล้วกัน!!!!!!" เธอเงยหน้าขึ้นมาจากร่างของสเวนพร้อมกับมองหน้าของลิช คิงด้วยสีหน้าเกลียดชังและโกรธอย่างสุดๆ น้ำตายังคงไหลอาบแก้มของเธออยู่อย่างนั้น รอยยิ้มมองหน้าของสเวนอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยขาของตนเอง ใบหน้าและสีผิวที่เคยซีดเผิอดมาในตอนนี้กลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้ง นัยน์ตาที่เคยดูว่างเปล่ากลับมีสีดำเข้มและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เธอปาดน้ำตาออกไปอย่างลวกก่อนพูดกับลิช คิงอีกครั้ง
"แกน่ะ แกฆ่าเขา!!!! ไอ้ชาติหมาเอ๊ยยยยย~!!!!"
"เป็นไปไม่ได้ ทำไมถึง...!!!" ลิช คิงตื่นตกใจนิดหน่อยพร้อมกับมองหน้าของรอยยิ้มอย่างไม่เชื่อสายตา ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปด้นะ เธอตกอยู่ในอานัถของเขามิใช่หรือ!? แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ หรือจะเป็นเพราะ....ไอ้สเวนนั่น!?
"แกมันก็แค่ไอ้ปิศาจขี้อิจฉา อิจฉาในพลังที่ฉันถือครอง!! แต่แกกลับไม่เข้าใจพลังที่แกได้เลยใช่มั้ย!! ใช่สิเพราะแกมันโง่ยังไงล่ะ!!! แกไม่ได้มีอำนาจพิเศษอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย มีแค่เพียงไอ้ปีกสวยๆนั่นที่อยู่ที่หลังของแกเท่านั้น และที่แกสามารถเอาชนะสเวนได้ก็เพราะแกใช้ลูกไม้ตื่นๆ ใช้ฉันเป็นเป้าล่อให้สเวนต้องมาเสียท่า!! ไอ้ขี้ขลาด ไอ้ตาขาว!!!"
"หุบปากของเจ้าซะ!!!" ลิช คิงตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและทั้งห้องก็เริ่มมีสายลมแรงพัดไปทั่วบริเวณ ร่างของรอยยิ้มปลิวไปกระแทกเข้าให้กับกำแพงทางด้านหลังก่อนที่เธอจะค่อยๆทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
"หึ... ที่จริงข้าน่าจะกำจัดเจ้าไปตั้งนานแล้ว! เพราะเจ้าหน่ะมันหมดประโยชน์ไปแล้ว!!!"
"แล้วทำไมไม่ฆ่าฉันเสียเลยล่ะ!?" รอยยิ้มตะคอกกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ลิช คิงมองหน้าของเธอด้วยความเกลียดชังก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์อีกครั้ง ฉับพลันในทันทีก้อนน้ำแข็งที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นก็แปรเปลี่ยนเป็นมีดนับสิบๆเล่ม
"เจ้าได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้รอยยิ้ม!!!!!!" ลิช คิงตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดังลั่นจนน่ากลัว ก่อนที่มีดน้ำแข็งเหล่านั้นจะพุ่งตรงไปหารอยยิ้มที่กำลังทรุดอยู่บนพื้น เธอหลับตาปี๋พร้อมกับรอรับความตายตรงหน้า
ฉึกๆๆๆๆๆๆ~!!!!
แต่ทว่าไม่มีความเจ็บปวดหรือบาดแผลใดๆปรากฏขึ้นบนร่างของรอยยิ้ม แต่เสียงฉึกๆนั่นมันคืออะไรกันล่ะ รอยยิ้มค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้งและก็ต้องตกใจไปในทันทีเพราะคนที่กำลังปกป้องเธออยู่ตรงหน้านั่น ไม่ใช่สเวนแต่ว่าเป็น
"นูบ!!!"
"อั่ก~!.." ร่างของเอนูบลัคค่อยๆทรุดลงบนพื้นอย่างช้าๆ เลือดสีเขียวค่อยๆไหลออกมาจากทางด้านหลังของเจ้าด้วง รอยยิ้มนั่งนิ่งเป็นูปปั้นและไม่เชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมเจ้าด้วงนั่นถึงมาช่วยเธอล่ะ? มันเป็นสมุนของลิช คิงไม่ใช่หรือ....
"เอนูบลัค นี่แก...!!!"
"บางสิ่งบางอย่างมันไม่ได้มา..เพราะการแก่งแย่งหรอกนะ...ท่าน" เอนูบลัคพูดกับจอมมารด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง และนั่นเองที่ทำให้ให้ลิช คิงถึงกับหน้าเสียไปในทันที
"หมายความว่ายังไง!?"
"บางสิ่งบางอย่างมันต้องได้มา...เพราะ..ความรักต่างหาก..." ว่าแล้วร่างของเอนูบลัคก็แน่นิ่งไม่ไหวติงเหมือนกับสเวน รอยยิ้มมองศพของเอนูบลัคด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยเกินคำบรรยาย เจ้าด้วงตัวนี้ที่เป็นเพื่อนของเธอในยามรักได้จากไปแล้ว...
"เขาไม่ได้ชื่อเอนูบลัคซะหน่อย" รอยยิ้มลุกขึ้นมายืนอีกครั้งพร้อมกับเอามือกุมแขนของตัวเองไว้เพราะจากแรงกระแทกเมื่อกี้ทำให้แขนของเธอหักไปข้างหนึ่ง
"..." ลิช คิงยังไม่ได้มีทีท่าใดๆเพราะรอดูท่าทีของรอยยิ้ม
"เขาชื่อ นูบ!! และฉันต้องสูญเสียเพื่อนและคนที่ฉันรักในเวลาเดียวกันก็เพราะแก!!" รอยยิ้มกระฉากสร้อยพรแห่งเทพของเธออกมา ก่อนจะกำมันเอาไว้สุดกำลังฉับพลันในทันทีเกิดแสงสว่างสีทองสาดส่องไปทั่วทั้งห้อง น้ำแข็งที่เคยติดตามพื้นและผนังมาในตอนนี้ละลายกลายเป็นน้ำไปจนหมดสิ้น ลิช คิงที่ตื่นตระหนกกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าจนเริ่มมีความกลัวเข้ามาในความรู้สึก
"นี่แก...!"
"ชีวิตนี้...ขอมอบแด่คนที่ฉันรัก!!!" รอยยิ้มตะโกนด้วยเสียงกึกก้อง แสงแสว่างสีทองทวีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมจนกระทั่ง
เพล้ง~!!
สร้อยของรอยยิ้มแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆแต่ทว่าเธอกลับไม่ได้สนใจอะไรใดๆทั้งสิ้น เธอกำลังพยายามเพ่งสมาธิไปหาร่างของสเวนที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ แสงสว่างทั้งเริ่มไปรวมตัวอยู่ที่ร่างของสเวน ราวกับว่าปาฏิหารย์ ร่างของสเวนค่อยๆลุกขึ้นมายืนอีกครั้งแต่ทว่ากลับไร้ซึ่งรอยแผลหรือรอยเลือด ราวกับว่าเขากลับขึ้นมาเกิดใหม่อีกครั้ง
"พลังของเทพเจ้าและซาตานที่แท้จริงน่ะ มันต้องเป็นแบบนี้ต่างหากไอ้จอมมารทุเรศ!!!!" รอยยิ้มตะโกนด้วยน้ำเสียงดังก้องอีกครั้ง ร่างของสเวนตรงเข้าไปหยิบง้าวที่หล่นอยู่และทันทีที่ร่างของเขาหยิบง้าวขึ้นมาได้ ปีกสีทองก็ปรากฏขึ้นมาบนหลังของสเวนและมีออร่าสีทองลอยวนอยู่รอบๆตัวของสเวน
"นี่มัน..!!! อย่าเข้ามานะ!!!"
ลิช คิงที่ตอนนี้เริ่มเสียสติไปแล้ว เริ่มร่ายเวทมนตร์ใส่สเวน แต่ทว่าไม่ว่าจะเป็นมนตร์บทไหนก็ไม่สามารถระแคะระคายร่างกายของสเวนได้เลย ร่างของสเวนพุ่งตรงไปหาลิช คิงอย่างรวดเร็วและกระโดดเข้าไปฟันที่ร่างของลิช คิงอย่างสุดแรง ลิช คิงเองก็พยายามร่ายเวทมนตร์เฮือกสุดท้ายป้องกันตัวเองเอาไว้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เกิดแรงปะทะมากมายตลบอบอวนไปทั่วบริเวนจนร่างของรอยยิ้มและนูบปลิวกันไปคนละทิศละทาง
"อ๊ากกกก~!!!!!!"

[M]agician
03-01-2011, 12:29 AM
ใช้คำว่า เขา ก็ได้น่ะ

อ่านแล้วมันแปลกๆ พิลึกๆ กว่าเดิมอีก อ่ะ

http://www.thaicybergames.com/webboard/Smileys/onions/015.gif

ตอนต่อไปก็จบล่ะ

KillerSpree
07-01-2011, 11:04 PM
116

'สุดท้ายแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถหนีพ้นได้สินะ'
'...หนูเตรียมใจเอาไว้ตั้งนานแล้วค่ะว่าต้องเจอกับเหตุการณ์นี้'
'แต่ก็เอาเถอะ... เจ้าไม่ต้องเจ็บปวดอะไรอีกต่อไป คราวนี้มาคุยกันถึงความปรารถนาของเจ้าดีกว่า..'
'...'
'เจ้าปรารถนาสิ่งใด ข้าจะดลบรรดาลให้มันเป็นจริงทุกอย่าง'
'งั้น หนูขอ.....'

ร่างของสเวนกำลังนอนแผ่หลาอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขาค่อยๆปรือตาขึ้นมาเบาๆก่อนจะเรมลุกขึ้นมาหันซ้ายหันขวาสำรวจสถานที่ มีแต่แสงสว่างเต็มไปทั่วบริเวณไม่ว่าเขาจะหันไปทางไหนก็เจอแต่แสงสว่างที่ว่า แต่สมองของเขาก็แล่นนึกอะไรขึ้นมาอย่างนึงใด
เขาตายแล้วนี่นา...
สเวนมองมือทั้งสองข้างของตนเองด้วยความรู้สึกสับสน ตัวของเขาเบาราวกับขนนกและไม่รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น เขาสำรวจทั่วร่างกายก็พบว่าร่างกายของเขาไร้รอยแผลที่เกิดจากการต่อสู้กับลิช คิง พูดถึงเรื่องการต่อสู้มันทำให้เขานึกถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
รอยยิ้มอยู่ที่ไหน
สเวนมองไปรอบๆตัวเพื่อหาร่างของเด็กสาวแต่ก็ไร้วี่แววของเธอ สเวนจึงตัดสินใจเริ่มออกวิ่งค้นหาเธอเผื่อว่าเธอกำลังหลงทางในที่แบบนี้ แต่ไม่ว่าสเวนจะพยายามค้นหาสักเพียงไหนก็ไม่พบร่างของหญิงสาวคนนั้นเลย เธอหายไปไหนแล้วนะ..
"นายมองหาฉันอยู่หรอ?" เสียงเล็กๆของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของสเวน เขาจำเสียงนั้นได้ดี เขารีบหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงนั่นทันที
"รอยยิ้ม!?" สเวนตะโกนชื่อของเธอขึ้นมาเบาๆ เธอส่ายหัวไปมาอย่างเอมระอาก่อนจะหลุดหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของสเวน เขารีบวิ่งไปหาร่างของเธอทันทีแต่ไม่ว่าเขาจะวิ่งเร็วสักเพียงไหน ระยะทางของเขากับเธอก็ไม่มีทีท่าจะใกล้กันสักที รอยยิ้มมองหน้าของสเวนด้วยความรู้สึกที่หลกหลาย ทั้งตลกและรู้สึกเสียใจไปพร้อมๆกัน
"นายหยุดอยู่ตรงนั้นเธอ เดี๋ยวฉันเดินไปหานายเอง" รอยยิ้มสั่งให้สเวนหยุดวิ่งก่อนที่เธอจะก้าวเดินไปหายักษ์ร่างฟ้าอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่รอยยิ้มเดินมา ภาพความทรงจำต่างๆก็ปรากฏขึ้นไปทั่วบริเวณของสถานที่ สเวนมองภาพเหล่านั้นอย่างตื่นตะลึง ทั้งภาพที่เห็นรอยยิ้มมาที่ค่าย Sentinel เป็นครั้งแรก ชีวิตของเธอตอนอยู่ในค่ายและหลังเดินทางออกจากค่าย มันทำให้เขาหวนรำลึกถึงวันเก่าๆที่ใช้เวลาร่วมกับเธอ
"ว้าว! นายว่ามันสวยงามมั้ย" รอยยิ้มเดินมาถึงสเวนในที่สุดก่อนจะมองภาพความทรงจำเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน สเวนจับมือของเธอไว้แน่นรีบลากร่างของเธอไปอย่างไร้จุดหมาย
"เฮ้ๆ เดี๋ยวก่อนๆ นายจะลากฉันไปไหน!?"
"ออกไปจากที่นี่ กลับไปหาทุกคน!"
รอยยิ้มมองแผ่นหลังของสเวนด้วยความรู้สึก...ความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ เธอสะบัดมือออกจากมือของสเวนเบาๆก่อนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติง สเวนมองหน้าของเธออยู่ชั่วครู่ก่อนจะคว้ามือของเธอมาอีกรอบ รอยยิ้มชักมือก่อนจะหลบสายตาของสเวนเหมือนกับเธอกำลังปิดบังอะไรไว้อยู่
"เจ้าเป็นอะไรไป ไม่อยากกลับไปหาทุกคนหรือไง"
"อยากสิ.." รอยยิ้มพูดตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอุบอิบ แต่สเวนก็ยังสามารถได้ยินคำพูดของเธออยู่ก่อนจะพูดต่อไป
"งั้นก็รีบตามข้ามา!"

ใช้เวลาสักพักใหญ่ สเวนเดินลากร่างของรอยยิ้มไปมาในสถานที่ที่เขาไม่รู้จัก ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ไม่มีวี่แววของทางออกจากที่บ้าๆแห่งนี้ รอยยิ้มเองก็ไม่ได้พูดอะไรเลยเอาแต่ก้มหน้างุดอยู่คนเดียว สเวนมองหน้าของเธออย่างชั่งใจก่อนจะเริ่มออกเดินหาอีกรอบ
ว้างงง~!!
อะไรบางอย่าปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของสเวน ช่องว่างสี่เหลี่ยมมีแสงสีทองส่องสว่างออกจากช่องว่างนั่นและแสงนั่นก็เริ่มค่อยๆซาลงไปอย่างช้าๆจนกระทั่งเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภ่ยในช่องว่างนั้น
"นั่นมัน..!" สเวนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่ช่องว่างนั่น สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้านั่นก็คือค่าย Sentinel ที่ตอนนี้มีแสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วบริเวณ รอยยิ้มมองไปที่ช่องว่างนั้นพร้อมกับยิ้มขึ้นมานิดหน่อย ไม่รอช้า สเวนรีบวิ่งตรงไปที่ช่องว่างนั่นทันที แต่นั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันที่รอยยิ้มสะบัดมือของเธอหลุดออกจากมือของสเวน ร่างของสเวนพุ่งผ่านช่องว่างนั่นไปแล้ว แต่ทว่าร่างของรอยยิ้มยังคงยืนค้างอยู่ที่ช่องว่างตรงนั้น เธอมองไปที่ค่ายตรงหน้าด้วยความรู้สึกเสียใจและดีใจไปพร้อมๆกัน ทุกๆอย่างในค่ายกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติเหมือนเดิมก่อนสงครามครั้งสุดท้ายจะเริ่ม เสียงของผู้คนหัวเราะและดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เธออยากจะวิ่งเข้าไปในช่องว่างนั้นใจจะขาดแต่ก้ทำไม่ได้ เพราะเวลาของเธอมันหมดลงไปแล้ว เธอกำสร้องพรแห่งเทพที่แตกหักเป็นสองท่อนขึ้นมามองพร้อมกับยิ้มทั้งๆน้ำตา
"อย่างน้อยก็ขอให้นายมีความสุขนะ...เริ่มต้นชีวิตใหม่ของนายที่ไม่มีฉันนะ..."
'...' ชายชราร่างสูงมองที่แผ่นหลังของรอยยิ้มด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ เธอกำลังสะอื้นออกมาเป็นระลอกใหญ่ ชายชรากระแอมเสียงในคอเบาๆก่อนจะโบกไม้เท้าประจำกายของตน
'เจ้ามีเวลาอีก 3 วันเท่านั้นแต่จะไม่มีใครจำและมองเห็นจ้าได้...' เอเซเลอร์ตวัดไม้ท้าไปที่ร่างของรอยยิ้มและร่างของเธอก็พลันหายไปในทันทีพร้อมๆกับช่องว่างต่างมิติที่หายไปหายไปกลางอากาศ เขายิ้มและพูดกับตัวเอง 'ข้าคงทำให้เจ้ามีความสุขได้อีกเพียงเท่านี้แหละนะรอยยิ้ม'

http://www.youtube.com/watch?v=3mNOJpN_qOQ [กรุณาเปิดเพลงด้วยนะครับ]

เช้าของวันหนึ่ง
แสงแดดอ่อนๆสาดส่องเข้ามาในหน้าต่างเต็นท์ของสเวน เขาขยี้ตาของตัวเองเบาๆให้รับกับแสงสว่างนั่น เขาค่อยๆมองสำรวจทั่วๆตัวของเขา ผ้าพันแผลพันอยู่รอบตัวของเขาหลายสิบชั้น ที่แขนซ้ายของเขาก็เข้าเฝือกเอาไว้อย่างหนาเต๊อะ หัวของเขาก็รู้สึกเจ็บไปหมดแต่ทว่าก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสมากมาย เขาค่อยๆลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนจะมองดวงอาทิตย์ที่กำลังสาดแสงผ่านหน้าต่างของเต็นท์ เขามองร่างของตัวเองด้วยความรู้สึกสับสน เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายเขาต่อกรกับลิช คิงแล้วหลังจากนั้นมัน..มันเกิดอะไรขึ้นล่ะ เขาจำไม่ได้เลยแล้วนี่สงครามมันจบลงไปหรือยังนะ
เขาลุกออกจากเตียงพร้อมกับค่อยๆเดินไปที่ประตูทางออก แต่ทว่าสายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ที่แปลญวณที่แขวนอยู่ใกล้ๆกับเตียงของเขา มันทำให้เขารู้สึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง เหมือนกับว่า...เขาลืมอะไรบางอย่างแต่ไม่ว่าจะนึกยังไงก็นึกไม่ออก เขาจึงส่ายหัวไปมาก่อนจะเดินออกจากเต็นท์ไปแต่ก็ไม่วายที่จะหันกลับมามองเจ้าแปลญวณนั่น
แปลญวณที่มีร่างของรอยยิ้มกำลังนั่งอยู่โดยที่ไม่มีใครเห็น เธอกระโดดลงมาจากแปลก่อนจะรีบวิ่งตามร่างของสเวนไป

"โอ๊ะ!! ท่านสเวนตื่นแล้วๆๆๆ!!!" ทหารนายหนึ่งตะโกนขึ้นมาเสียงดัง สเวนที่กำลังเดินมองว้ายมองขวาอยู่ก็ตกใจขึ้นมาและฉับพลันในทนทีฝูงชนก็เริ่มวิ่งเข้ามากรูล้อมรอบร่างของสเวนเอาไว้
"กะ..เกิดอะไรขึ้น!?" สเวนถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ฮ่ะๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันเห็นเขาทำเสียงแบบเนี้ย เพิ่งเคยได้ยินเป็นบุญหูจริงๆ
"ท่าน..ท่านเอาชนะลิช คิงได้ยังไงล่ะครับ!! ทำให้พวกเรามีชัยในสงคราม!!" ทหารอีกนายตอบคำถามของสเวนพร้อมกับจับมือของสเวนอย่างปราบปลื้ม ทุกคนเริ่มคุยกันเสียงดังจนสเวนรู้สึกรำคาญขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะร่างกายที่ยังบาดเจ็บอยู่
"ข้า..ข้าขอตัวก่อนนะ ขออยู่คนเดียวสักครู่" ว่าแล้วสเวนก็เดินแหวกทางฝูงชนออกไป พวกทหารทั้งหลายมองหน้าของสเวนด้วยสีหน้าปราบปลื้มแต่ก็ไม่ได้เดินตามสเวนไป เขาเดินจากฝูงชนไปอย่างเงียบๆ
'ดีจังนะที่เป็นคนดังไปแล้วเนี่ย!'

ที่นี่ ค่าย Sentinel ของเหล่าทหารหาญที่รบในสงครามอันโหดร้ายเมื่อสองวันก่อน มาในตอนนี้มันดูมีสีสันขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีแต่รอยยิ้มของผู้คนและเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วทั้งค่าย ครอบครัวของเหล่าทหารหาญต่างแวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความรู้คิดถึงและโหยหา บางคนถึงกับร้องไห้ทันทีเมื่อเห็นคนที่ตนรักมีชีวิตรอดกลับมา ใช่สิ...ทุกคนมีชีวิตรอดกลับมาหมดเลยไม่ว่าเขาจะสูญเสียชีวิตในสงคราม เพราะความปรารถนาครั้งสุดท้ายของฉัน
ความปรารถนาที่ทำให้ทหารทุกคนที่ตายในสงครามกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง
แฮะๆ อันที่จริงแล้วฉันสามารถขอให้ตัวเองกลับมามีชีวิตได้เหมือนกันอะนะ แต่ฉันไม่อยากจะเป็นคนเห็นแก่ตัวหน่ะ สู้เอาให้คนอื่นมีความสุขดีกว่าฉันมความสุขคนเดียว
แต่บางครั้ง...มันก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ฉันอยากจะมีความสุขคนเดียว อยู่แบบนี้มัน..เหงาเหลือเกิน
"เฮ้ย! นั่นมันไอ้สเวนนี่หว่า!?" เสียงของบาราธัมตะโกนลั่นขึ้นในขณะที่เขากำลังนั่งจับกลุ่มอยู่กับพวกของรีไลย์และเรจิน เคนย์และแมกนิกซ์ก็นั่งอยู่ในวงด้วย ทุกคนต่างรีบเข้ามาหาสเวนทันทีก่อนจะรีบถามคำถามจนสเวนตอบกลับแทบไม่ทัน
"แกคว่ำไอ้ปิศาจบ้านั่นได้ยังไงว่ะ!?"
"คือ..."
"สุดยอดเลยสเวน!! นายทำให้สงครามบ้าๆนี่จบลงได้" รีไลย์เอ่ยชื่นชมสเวนเป็นการใหญ่
"สงสัยข้าคงต้องฝึกหนักมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ได้เก่งเหมือนท่านสเวนสินะครับ!" เรจินจับมือของสเวนพร้อมกับมองหน้ของเขาราวกับว่าเขาเป็นวีรบุรุษ จะว่าไปตอนนี้เขาก็เป็นวีรบุรุษจริงๆนี่นา ฉันพูดอะไรของฉันนะ
"ต่อจากนี้ไปทุกชนเผ่าคงไม่ต้องอยู่กันอย่างกลัวๆกันอีกแล้วสินะ" เคนย์เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังท้องฟ้าที่สดใส
"ข้าก็...ว่าง้านนนน~!! เอิ๊ก~!" แมกนิกซ์พูดด้วยน้ำเสียงยืดๆอย่างเมาๆ ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นทันที เรจินรีบเข้าไปพยุงร่างของเรจินในทันที ทุกคนในบริเวณต่างหัวเราะกันเป็นเสียงเดียวกันหมด ยกเว้นก็แต่สเวนเท่านั้นแหละ ทำไมนะ...ทำไมเขาถึงไม่หัวเราะนะ? เอาแต่ทำหน้าเครียดแบบนั้นอยู่ได้เดี๋ยวก็แก่ไวหรอกเจ้าบ้า!
"พวกเจ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างหรอ" สเวนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่สายตาของเขากลับไม่ได้มองใครเลย
"รู้สึกอะไรล่ะ" บาราธัมถาม
"เหมือนกับว่า พวกเราทั้งหมดลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญไป มัน..รู้สึกแปลกๆชอบกล" สเวนพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิวแต่ถึงกระนั้นฉันเองก็ยังสามารถได้ยินคำพูดนั้นออกมาจากปากของเขา ทุกคนในบริเวณที่เคยหัวเราะอยู่มาในตอนนี้กลับเงียบกันไปหมด นี่มันเรื่องอะไรกัน.... เขาจำได้หรอว่าเขา...ลืมฉัน.....
ชั่ววินาทีนั้นฉันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสเวนพูดอย่างนั้นแต่อีกใจนึงมันก็เจ็บปวดเสียเหลือเกิน...
"ข้าว่าแกต้องลืม... งานเลี้ยงฉลองยังไงล่ะ!!"
"ไม่ใช่อย่างนั้น มัน..." ยังไม่ทันที่สเวนจะพูดจบ บาราธัมก็ตรงเข้าไปกอดคอสเวนเสียแล้ว
"เฮ้ย! มันจะยังมีอะไรอีกว่ะ! เจ้านี่ชอบคิดฟุ้งซ่านจริงๆ!!"
"บาราธัมเบาๆหน่อยก็ได้ สเวนบาดเจ็บอยู่นะ!!" ไรกอร์เอ่ยเตือนเพื่อนของตัวเองที่กำลังกอดคอของสเวน แต่ทว่าเจ้าวัวสีเงินกลับไม่ได้ใส่ใจมัน ก่อนที่เขาจะลากร่างของสเวนไปจากกลุ่ม ฉันยิ้มให้กับสเวนและบาราธัมอย่างเงียบๆ ไม่น่าเชื่อว่ายักษ์กับวัวสามารถเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ ฮ่ะๆ จะว่าไปตอนนั้นเจ้าพวกนั้นสองคนยังตบตีทะเลาะกันอยู่เลยนินา
"เป็นอะไรไหรอเดเวี่ยน" รีไลย์เอ่ยถามเดเวี่ยนขึ้นมาเบาๆเพราะเธอเห็นสีหน้าเงียบขรึมของเขา ฉันเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน
"ข้าว่าสเวนพูดอะไรบางอย่างถูกนะ"
"ที่เราลืมอะไรบางอย่างไปหรอ..."
"ประมาณนั้น แต่ว่าข้าก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าลืมอะไรไป...."

ตกค่ำ
รอบๆค่ายเต็มไปด้วยสีสันและเสียงของผู้คนที่มีแต่ความสุข มันเป็นงานเทศกาลที่ฉันเคยเห็นตอนอยู่ค่ายนินา เพียงแต่คราวนี้ผู้คนไม่จำเป็นต้องระวังตัวอะไรกันอีกแล้วเพราะยุคมืดได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เป็นยุคแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่ดี ฉันเดินไปทั่วๆงานพลางมองสีหน้าของผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับงานเทศกาล ฉันอิจฉาพวกเขานิดหน่อยที่พวกเขาสามารถทำกิจกรรมอะไรได้ตามใจชอบ ผิดกับฉันที่เดินไปอย่างไร้จุดหมายและไม่มีใครเห็นร่างกายของฉัน นับว่าเป็นเรื่องดีอีกอย่างนึงเพราะจะได้ไม่ต้องมีใครมาเดินชนฉัน
"อ๊า~!! เร็วๆเข้า ท่านสเวนกำลังจะขึ้นเวทีแล้วๆๆๆ" ไนท์เอลฟ์ผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับเพื่อนของเธออย่างดี๊ด๊าก่อนจะรีบลากเพื่อนของเธอไปยังหน้าเวทีที่ตั้งอยู่กลางงาน บนเวทีตอนนี้เจ้าเชนหน้าเขียวกำลังพูดเปิดงานอยู่
"ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานกับเราในวันนี้ เทศกาลครั้งนี้พวกเราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอะไรอีกต่อไปเพราะความมืด...ความมืดที่เคยอยู่กับพวกเรามาหลายชั่วอายุคนได้สูญสิ้นไปแล้ว และแน่นอนว่าวีรบุรุษที่ขจัดความมืดไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ทหารเอกของค่าย Sentinel ของเรานั่นเอง สเวน!!"
สิ้นเสียงคำพูดของเชน ฝูงชนก็เริ่มปรบมือกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังพร้อมกับส่งเสียงตะโกนโฮ่ร้องอย่างเมามัน ร่างของสเวนเดินขึ้นไปบนเวทีและไปหยุดอยู่ตรงกลางเวที ทุกคนยังคงโฮ่ร้องอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนสเวนก็ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น เขาคงจะรู้สึกประหม่าสินะถึงได้ยืนแข็งแบบนั้น เขาโค้งคำนับให้กับฝูงชนนิดหน่อยก่อนจะเริ่มกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ คงสำรวจแฟนๆของเขาสินะ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกับว่าสเวนกลายเป็นนักร้องเกาหลีไปแล้วนะ
"ขอบคุณที่...ต้อนรับข้า" สเวนเริ่มพูดขึ้นมา และก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ทุกคนเลิกส่งสเยีดังและตกอยู่ในภาวะความเงียบ
"ขะ..ข้าเองก็ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจอะไรมากมาย แต่ข้ารู้สึกเหมือนกับว่ามีใครบางคนสนับสนุนข้าตลอดเวลาตอนต่อสู้กับลิช คิง"
"..."
"ดังนั้นแล้ว ข้าคิดตัวของข้าคง...ไม่ใช่วีรบุรุษของใคร..."
"โห!! เก่งแล้วยังถ่อมตัวอีก!!"
"สมแล้วที่เป็นท่านสเวน!!"
"!&$%$^!!!!" ผู้คคนในบริเวณเริ่มส่งเสียงดังอีกครั้งพร้อมกับชื่นชมสเวนและปรบมือมากขึ้นกว่าเก่า สเวนมองไปที่ฝูงชนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินลงจากเวทีอย่างเงียบเฉียบโดยที่ไม่มีใครสังเกตุเห็น เขาเป็นอะไรของเขานะ.....

ณ วงกองไฟ
พวกสหายของสเวนต่างมานั่งล้อมวงจับเข่าคุยกันอย่างออกปากออกรส เดเวี่ยนและรีไลย์ต่างคุยกันถึงเรื่องการที่สเวนกำจัดลิช คิง ส่วนเจ้าบาราธัมและไรกอร์กำลังดวดเหล้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร พวกของลูน่าเองก็นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน เรจินกำลังพยายามยื้อแย่งแก้วเหล้าให้ออกห่างจากปากของแมกนิกซ์เพราะตอนนี้มันกำลังเมาได้ที่เลยทีเดียง เอ๊ะ...จะว่าไปมันก็เมาตลอดเวลานี่นา ส่วนสเวนเขานั่งอยู่บนท่อนไม้คนเดียวซึ่งผิดกับคนอื่นๆ ฉันยืนมองแผ่นหลังของสเวนอย่างเงียบเฉียบทั้งๆที่ตัวเองอยากจะไปนั่งที่ตรงนั้นใจจะขาด แต่ถึงจะนั่งไปก็ไม่มีทางที่เขาจะสัมผัสได้ถึงฉันหรอก
"...จะว่าไปแล้ว ข้าเองก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปนะ" เดเวี่ยนที่กำลังคุยกับรีไลย์อยู่เอ่ยปากขึ้นมาพร้อมกับมองหน้าของสเวนที่กำลังเหม่อมองไปยังกองไฟตรงหน้า ทุกคนหันมาสนใจเดเวี่ยนเป็นสายตาเดียวกันหมด
"มันคืออะไรล่ะ" รีไลย์ถาม
"คือ...ทำไมข้ารู้สึกเหมือนกับว่า..ที่ตรงนั้นต้องมีคนนั่งอยู่ข้างๆสเวนนะ แต่ว่า..ไม่ว่าข้าจะนึกยังไงก็นึกไม่ออก"
"แกคิดมากไปหรือเปล่า!" บาราธัมที่กำลังเมาอยู่เอ่ยถามขึ้นมา เดเวี่ยนส่ายหัวเป็นเชิงปฏิเสทก่อนจะพูดต่อ
"ตอนที่เราเดินทางไปหาพวกชนเผ่าอื่น มีข้า รีไลย์ เจ้าปัคแล้วก็สเวนเดินทาง แต่...มันต้องมีใครสักคนอยู่ในกลุ่มด้วยสิ ข้ารู้แบบนั้น"
"..." มาถึงตอนนี้ทุกคนต่างเงียบและไม่มีใครกล้าพุดอะไรขึ้นมาอีก สเวนนิ่งเงียบไปมากกว่าเดิมก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมาวงกองไฟและหายไปตัวไปในความมืด....

เช้าวันรุ่งขึ้น
วันสุดท้ายของฉันแล้วสินะที่จะได้อยู่ในโลกแห่งนี้ ฉันไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ฉันเอาแต่จ้องหน้าของสเวนที่กำลังนอนตาค้างอยู่บนเตียง ฉันไม่อาจรู้ได้เลยว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
"ทำไมกันนะ..." สเวนเอ่ยพุดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาๆก่อนจะลุกขึ้นมาจากเตียงของตัวเอง เขามองมาที่แปลญวณที่ฉันกำลังนั่งอยู่ ชั่ววินาทีนั้นเหมือนกับว่าเขาเห็นร่างของฉันที่กำลังนั่งอยู่ แต่ทว่าเขาก็หันไปมองอย่างอื่นแทนในไม่กี่อึดใจต่อมา ทำให้ฉันรู้สึกโหวงเหวงในใจขึ้นมา แบบนี้มันใช่ความสุขเลย ตั้งแต่มาอยู่ที่โลกแห่งนี้หลังจากที่เอเซเลอร์สั่งให้ฉันมา มันมีแต่ความทุกข์เสียมากกว่า ทุกข์ที่ฉันไม่สามารถจะแตะต้องร่างของสเวนได้เลย
"รอย....ยิ้ม"
วินาทีที่สเวนเอ่ยชื่อของฉันขึ้น เหมือนทุกอย่างบนโลกนี้หยุดนิ่งไปในทันที ฉันเงยหน้ามองสเวนด้วยความรู้สึกประหลาดใจและสเวนเหมือนทำท่าจะนึกอะไรขึ้นได้ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งออกจากเต็นท์ไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความสงสัยและประหลาดใจฉันจึงต้องรีบวิ่งตามเขาไปติด
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!? เขาจำฉันได้อย่างงั้นหรอ!?
สเวนวิ่งเข้ามาในป่าใกล้ๆกับบริเวณค่ายก่อนจะมาหยุดอยู่ที่โพลงไม้ขนาดใหญ่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เขามองไปที่โพลงไม้นั่นด้วยสายตานิ่ง ฉันจำเจ้าโพลงไม้นั่นได้เป็นอย่างดี มันเป็นโพลงไม้ที่ฉันและเขาเคยอยู่ด้วยกันตอนที่เขายังเป็นเด็ก ความทรงจำทั้งหลายทั้งมวลในช่วงเวลานั้นถาโถมข้ามาในหัวของฉันทันที สเวนนั่งยองๆก่อนจะเริ่มสำรวจไปทั่วโพลงไม้นั่นก่อนที่มือของเขาจะไปสัมผัสโดนอะไรอย่างหนึ่งเข้า
"นี่มัน..."
"!!!"
นะ..นั่นมันภาพที่ฉันแอบเขียนตอนที่สเวนยังเป็นเด็กๆ ตอนนั้นฉันย้อนอดีตไปช่วยชีวิตของเขาแล้วเราก็นั่งวาดรูปนั้นด้วยกัน มันเป็นรูปรอยไม้เหมือนเด็กๆอนุบาลขีดเขียนกัน ฉัน..ฉันนึกว่ามัน มันจะหายไปแล้ว แต่ทว่าเจ้าภาพนั่นยังอยู่
ฉันในตอนนี้รู้สึกหว้าเหว่เหลือเกิน ทำไมกันนะ ทำไมฉันถึงต้องเป็นคนใจกว้างด้วยนะ ฉันน่าจะขอพรจากเอเซเลอร์ให้ตัวเองกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ฉันอยากอยู่ข้างๆเขา ฉันอยากอยู่งๆกับสเวน น้ำตาในตอนนี้มันไหลอาบแก้มของฉันไหลออกจากหัวใจของฉันด้วย ฉันไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนแล้ว เวลาของฉันมันกำลังจะหมดลงไปแล้ว แต่สุดท้ายฉันก็ไม่สามารถ..ที่จะอยู่ข้างสเวนได้อีกแล้ว
"รอยยิ้ม.." วินาทีนั้นสเวนเอ่ยชื่อของฉันอีกครั้งหนึ่ง ฉันเงยหน้ามองเขาทั้งๆน้ำตาและก็ต้องตกใจทันทีเมื่อเห็นว่าเขากำลังมองมาที๋ฉันด้วยสายตาที่ตื่นตกใจ เขา..เขามองเห็นฉันอย่างนั้นหรอ!?
"นะ..นายมองเห็นฉันหรอ..."
สเวนพยักหน้าตอบแทนพร้อมกับเดินมาหาฉันอย่างเชื่องช้า ฉันรีบยันตัวเองขึ้นมายืนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปกอดร่างเขาเอาไว้แน่น ทำไมนะ ทำไมฉันรู้สึกดีใจแบบนี้ รู้สึกอบอุ่นและมีความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฉันร้องไห้ซุกอยู่ที่หน้าท้องของสเวน น้ำตาไหลซึมไปทั่วท้องของเขา
"ฉัน..ฉัน"
ฉันในตอนนี้ไม่สามารถที่เอนเอ่ยคำพูดใดๆออกมาได้ ทำไมกันนะ ทำไมถึงเห็นฉัน!!
วงแขนจองสเวนกอดร่างของฉันเอาไว้แน่นและนั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นไปมากกว่าเดิม ฉันอยาก..ฉัอยากจะหยุดวลาของเราเอาไว้ตรงนี้ ฉันไม่อยากให้มันเดินต่อถ้าเลือกได้ฉันยอากจะตายไปทั้งๆสภาพแบบนี้
ฟู่~!
แต่ถึงกระนั้นคำขอเล็กๆของฉันก็มิอาจสามารถช่วยฉันจากชะตากรรมที่น่าเศร้านี้ได้เลย......

ร่างของหญิงสาวเริ่มฟุ้งกระจายกลายเป็นไอสีทองเริ่มไล่มาจากขา เธอยังคงกอดร่างของสเวนเอาไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
"ฉัน...ฉันต้องไปแล้วนะสเวน..." หญิงสาวเอ่ยคำอำลากับสเวนด้วยน้ำเสียงน่าใจหาย สเวนยิ่งกอดร่างของเธอเอาไว้แน่นมากขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มเงยหน้าขึ้นมามองหน้าของสเวนพร้อมกับยิ้มให้กับเขาๆทั้งน้ำตา ร่างของเธอในตอนนี้เริ่มกลายเป็นไอไปหมดแล้ว
"ฉันรักนายนะ"
"..."
"ขอให้นาย..มีชีวิตอยู่ต่อไป..."
"รอยยิ้ม..."
และแล้วร่างของหญิงสาวก็ระเหยกลายเป็นไอไปจนหมดสิ้น รอยยิ้มครั้งสุดท้ายของเธอยังคงติดตาของสเวนอยู่ และเขาเองก็ยังทำท่ากอดเอาไว้อยู่อย่างนั้น ไอสีทองของร่างรอยยิ้มลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สดใสและราวกับปาฏิหารย์ ละอองเหล่านั้นกลายเป็นสายรุ้งสวยงามอยู่บนท้องฟ้า สเวนแหงนหน้ามองที่รอยยิ้มนั่นด้วยความรู้สึกเงียบงัน ทำไมนะ..ทำไมเขาถึง...เศร้าแบบนี้นะ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลออดมาจากตาของสเวน เขาปาดน้ำตานั่นก่อนจะยกนิ้วที่ปาดขึ้นมามอง นี่เป็นครั้งแรกใช่มั้ยที่เขาร้องไห้.. ไม่สิ..อาจจะครั้งที่สองหรือสามแล้ว



The End

จบแล้วจ๊ะ = =
อาจจะมาเขียนแก้อะไรนิดหน่อยเพราะรู้สึกตัวเองเขียนแย่ยังไงไม่รู้

keenkiller
08-01-2011, 08:15 PM
ทำไมจบได้เศร้ามาก T^T

[M]agician
08-01-2011, 09:43 PM
ฉากจบตอนท้ายสุดๆ final X-1 นี้น่า ว่านนนนน

KillerSpree
08-01-2011, 10:16 PM
ประมาณนั้น

เอาล่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!

ถึงนักอ่านทุกท่าน

ท่าน...อยากให้ "เธอ" กลับมามั้ย?

เม้นเอาไว้แล้วจะพิจารณา *0*

keenkiller
08-01-2011, 10:18 PM
อยาก เพราะอยากให้จบแบบ happy ending มากกว่า

[M]agician
08-01-2011, 10:54 PM
เราอยากได้ perfect ending

http://www.thaicybergames.com/webboard/Smileys/onions/013.gif

lanayao_O
09-01-2011, 12:19 PM
อยาก เพราะอยากให้จบแบบ happy ending มากกว่า

ตามนี้เลย จบแบบเศร้าๆ มันไม่ค่อยดีเนอะ

[S]corpion
22-07-2011, 12:54 AM
สงสัยเราคงต้องรอ รอยยิ้ม2 (แบบ FF-X 2 ?)

KillerSpree
22-10-2011, 10:18 PM
กราบขออภัยผู้อ่านที่กำลังอ่านทุกท่านด้วยนะครับ
นิยายเรื่องนี้มันเป็นนิยายเรื่องแรกของผม คือว่าในตอนนั้นผมก็ยังเด็กและขาดประสบการณ์อยู่ เวลาอยากเขียนอะไรก็เขียนตามใจตลอดโดยไม่ได้คำนึงถึงพล๊อตเรื่อง สรุปง่ายๆคือผมแต่งสดครับเรื่องนี้

มันอาจจะไม่สนุกและดูไร้สาระ ยังไงก็กราบขอโทษด้วยละกันนะครับ T_T

[M]agician
22-10-2011, 11:48 PM
จะบอกว่าไปสิงนิยายใหม่กันหมดแล้วน่ะะะ

RayZeRoOnE
28-10-2011, 05:59 PM
- -* เลปบน อาเบะ

[M]agician
28-10-2011, 06:08 PM
ray เดียวนี้ท่าทางจะเป็นไรมาก

PanumasZ
02-11-2011, 12:54 AM
ผมไม่ได้อ่านไปนาน กลับมาอ่านตอนสุดท้ายทีเดียวก็ยังรู้เรื่องนะเนี่ย -.-*

สรุปแล้วคุณว่ารอยยิ้มมีความสุขจากที่เอเลเซอร์ให้เวลารึเปล่าละเนี่ย : (

เศร้าจัง น่าสงสาร ถ้าผมเป็น Sven คง.................(โปรดเติมคำลงในช่องว่าง)

-J0KER
17-11-2011, 01:41 AM
ตามนี้เลย จบแบบเศร้าๆ มันไม่ค่อยดีเนอะ

จบแบบเศร้าๆ คนจำนานนะครับ ><


corpion;1110106']สงสัยเราคงต้องรอ รอยยิ้ม2 (แบบ FF-X 2 ?)

นอกเรื่องหน่อย FFx 2 ยูน่าไม่สวยแบบภาคแรกเลยอะ เสียใจ T T

KillerSpree
20-12-2011, 08:58 PM
ถ้าหากนิยายเรื่องนี้ครบ 100k วิวเมื่อไหร่
ผมจะแต่งบทพิเศษให้ครับ = =

tlr4455
30-03-2013, 08:42 AM
จบแบบเศร้าๆ คนจำนานนะครับ ><




นอกเรื่องหน่อย FFx 2 ยูน่าไม่สวยแบบภาคแรกเลยอะ เสียใจ T T
ใช่ครับ ยูน่า ภาคแรก สวยกกว่าเยอะ น่ารักกว่าด้วย ภาคสองตัดผมสั้นแล้วหน้าบานมาก